บทเพลงแห่งรักในเมืองใหญ่
เมื่อยามแสงตะวันเริ่มตกดินบนถนนที่พลุกพล่านในกรุงเทพมหานคร เสียงเบรกดังขึ้นกรอดติดตามรถที่จอดนิ่งอยู่ รถแท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งจอดติดไฟแดงในขณะที่รูปลักษณ์ของตัวเมืองเริ่มเปลี่ยนบรรยากาศไป เรน นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังในใจกลางเมือง กำลังนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ ไม่ไกลจากที่นั่นมีอาคารสูงใหญ่เปรียบเสมือนป้อมปราการกลางเมือง ภายในรถมีบรรยากาศของความเครียดและความวิตกกังวล เนื่องจากผลการสอบที่จะออกในไม่ช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เรนรู้สึกใจเต้นแรง เขากำลังคาดหวังว่าอาจารย์จะเห็นความพยายามของเขา และเขาก็กดเล่นเพลงโปรดในโทรศัพท์อย่างไม่เต็มใจ เสียงของเมธี นักร้องชื่อดังที่เขาชื่นชอบ ดังขึ้นในรถ จุดชนวนแห่งความคิดเกี่ยวกับความรักครั้งใหม่ที่เขากำลังรู้สึกต่อมอริส สาวปีหนึ่งที่เขาแอบชอบ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เขาต้องถอนสมาธิจากความคิด เมย์ เพื่อนสนิทของเขาโทรมาหา “เรน! ขอโทษนะ เราต้องไปเจอกันที่คาเฟ่เก่าตามแผนที่แล้ว แล้วจะไปดูคอนเสิร์ตพูดได้ไหม?” เรนตอบกลับอย่างลังเล “ก็ได้ แต่ฉันจะไปหามอริสด้วย” เมย์ฟังแล้วรู้สึกดีใจ “ดีเลย! นายคงจะได้บอกเธอว่าชอบเธอแล้วใช่ไหม!”
รถแท็กซี่จอดหน้าคาเฟ่ก่อนที่เรนจะได้ตอบ เขาถูกคลื่นของความตื่นเต้นและความกลัวปะทะกัน เขาก้าวลงจากรถและเข้าคาเฟ่กลิ่นกาแฟสดผสมกับขนมอบสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้กับสถานที่ ซึ่งมีการตกแต่งด้วยไฟนีออนสีสันสดใส เมย์ยืนรออยู่โต๊ะตรงมุมห้อง สายตาของเธอส่องแสงท่ามกลางความรื่นรมย์ การมาถึงของเรนทำให้บรรยากาศสดใสยิ่งขึ้น
ขณะที่พวกเขานั่งพูดคุยกัน การนับถอยหลังก็เริ่มต้นขึ้น เรนกลืนน้ำลาย เขารู้สึกว่ามอริสจะมาในไม่ช้า ภายในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมาย “เธอจะรู้สึกยังไงกับฉัน?” “ถ้าฉันไม่กล้า พลาดไหม?” แต่การมองเสื้อผ้าที่เธอสวม ช่วยกระตุ้นความกล้าของเขา
เมื่อมอริสเข้ามาในคาเฟ่ เสียงเพลงจากวงดนตรีอิสระเล็กๆ ที่เล่นอยู่ในมุมห้องทำให้บรรยากาศราบรื่น มอริสยิ้มและกล่าวทักทาย “เรน เมย์ สวัสดีค่ะ” ทำให้ใจของเรนเต้นแรงมากกว่าแต่ก่อน เขารู้ว่าช่วงเวลานั้นสำคัญ การพบกันในวันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนคุย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาจะต้องพูดถึงความรู้สึกของตนเอง
อีกมุมหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เมย์กดรับสาย กระซิบคุยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เรนใช้โอกาสนี้ดึงความกล้าก่อนจะเริ่มบอกความจริงกับมอริส “มอริส ฉัน…” แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ที่ดังระเบิดตื้อขึ้นมาขัดจังหวะกลางประโยค ทำให้เขารู้สึกหมดกำลังใจ
หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนา เมย์หันกลับมาด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน “ขอโทษนะ เราเผลอไปคุยกับนนท์” ขณะที่เรนรู้สึกผิดหวังมากกว่า เขาต้องพยายามอีกครั้งให้สำเร็จ
ค่ำคืนดำเนินไป บรรยากาศในคาเฟ่เริ่มหนาขึ้นด้วยความรื่นเริง เสียงดนตรีที่เริ่มเร่าร้อนกับการเต้นรำของผู้คนในที่นั้น สุดท้ายเรนมีโอกาสที่จะพูดกับมอริสอีกครั้ง “ฉัน…มีบางอย่างอยากบอก”
ในขณะนั้น หัวใจของเรนเต้นเร็วขึ้นกว่าเคย ขณะที่เขาพยายามหาคำพูดที่จะส่งไปถึงมอริส ความรู้สึกที่เก็บซ่อนมานานเริ่มไหลซึมออกจากอก “เธอสวยมาก และถ้าเธอมีคนที่รักอยู่แล้ว ฉันจะไม่ขัดขวาง” คำพูดที่เขาหมายมั่นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
มอริสยิ้มและมองไปที่เรน “ตอนนี้ฉันโสดอยู่ เสียงดนตรีช่วงนี้มันชวนให้รู้สึกดี ใจของเราน่าจะเป็นแบบเดียวกัน”
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเคลื่อนไหว ยามที่เราผลัดกันมอง ปัญหาชีวิตที่ตามมาในขณะเดียวกัน กำลังใกล้เวลาออกห่างจากกัน เมย์รู้สึกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “เอาล่ะ มาทำความเข้าใจตรงนี้กัน สามคนจะอยู่ด้วยกัน”
เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง การสื่อสารที่ใกล้ระเบิด เช่นเดียวกันกับความรู้สึกที่เรนมีต่อมอริส ขุนเขาแห่งความหวังของเขาเริ่มล่มสลาย
เรนตัดสินใจตัดการสนทนา เสียงของเขาดังก้องในใจ “เราอาจจะต้องเติบโตกันต่อไปในอนาคตก็ได้” หลังจากนั้นบรรยากาศเป็นไปในทางที่มดี จนสุดท้ายพวกเขาตัดสินใจออกไปเดินเล่นที่ถนนรถไฟในตอนกลางคืน
ไฟส่องสว่างที่กระพริบอยู่ริมทางได้สร้างความรักที่อบอุ่นขึ้นมา ระหว่างแสงที่กระซิบกลายเป็นบทเพลงแห่งการเติบโต ที่ส่งเสียงดนตรีไปทั่วทุกมุมในเมืองใหญ่
เรนยิ้มกว้างในวินาทีสุดท้ายเมื่อได้ยินเสียงของมอริส “ฉันก็มีความสุขที่ได้พบกับนายในวันนี้ และหวังว่านายกับฉันจะมีโมเมนต์แบบนี้อีกเรื่อยๆ”
ก่อนที่ทั้งสามคนจะสลายตัวไปในคืนที่เงียบสงบ บางอย่างในใจของเรนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนอยู่หรือไม่จับต้องได้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากว่าจะเป็นอย่างไร