ความรักในเสียงเพลง
ในยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า เสียงกีต้าร์ที่โก่งไปตามลมจากสตูดิโอขนาดเล็ก ปวีณ นักดนตรีหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี กำลังแกะเพลงใหม่ด้วยความมุ่งมั่น แสงสลัวจากหลอดไฟที่ส่องจ้าอยู่หัวมุมห้องเพิ่มอารมณ์ให้กับการฝึกซ้อมครั้งนี้ แต่กลับทำให้ความคิดถึงหญิงสาวคนหนึ่งเต็มเปี่ยม มินตรา สาวน้อยที่มีรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้น ไม่ว่าเธอจะอยู่ใกล้แค่ไหนก็ตาม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่เขาก็ไม่ยอมไปจนวาง guitar ลง มินตราโทรหาทุกวันเพียงเพื่อถามเรื่องเพลง เพลงใหม่ที่เขากำลังเขียนมักเป็นเรื่องเล่าของเขาสองคน เขาหมายมั่นว่าจะเขียนเพลงนี้ให้เธอ แม้ว่าเธอจะมีแฟนอยู่แล้ว แต่เขายังคงหวังว่าจะมีโอกาสได้สารภาพรัก
ในเช้าวันเสาร์ เพื่อน ๆ ชวนเขาไปที่ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่กลางย่านใจกลางกรุงเทพฯ ปวีณนั่งอยู่ที่มุมโต๊ะ พยายามมองหามินตรา ที่เป็นสาวที่สวยราวกับดอกไม้บานในยามเช้า ขณะที่คุยกันเรื่องทั่วไป เพื่อน ๆ ถามเขาเกี่ยวกับเพลงใหม่ที่อาจจะเป็นเพลงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อมินตรา
“ว้า ทำไมไม่ไปสารภาพรักไปเลยล่ะ” ชูชาติ เพื่อนสนิทของเขาพูดเสียงติดตลก
“ฉันไม่อยากทำให้เธอรู้สึกอึดอัด” เขาตอบออกไป แต่ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคำถามและข้อสงสัย
วันเวลาผ่านไป ปวีณพยายามเขียนเพลงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา แต่เมื่อรู้ว่ามินตราถูกแฟนหนุ่มขอแต่งงาน ต้นความหวังในใจเขาเริ่มหดตัว ไฟในตาของเขาดูมืดลง และความกดดันที่เกิดขึ้นทำให้เขาหลั่งน้ำตาออกมาในคืนหนึ่ง
เขาตัดสินใจออกไปเดินเล่นกลางคืน สายลมเย็นพัดผ่านร่าง รอกับการแยกจากมินตราที่ดูเหมือนจะยากเกินไป เขานั่งลงที่ขอบแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปที่เรือที่ลอยผ่านไปกับแสงไฟระยิบระยับในยามค่ำคืน
วันนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงคนร้องเพลงในระยะไกล เขาตามเสียงไปจนถึงสวนสาธารณะ ซึ่งเห็นมินตรานั่งอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขารู้จักในฐานะแฟนของเธอ เขารู้ว่าตนควรทำอย่างไร ขณะที่หัวใจของเขาเริ่มสั่นขึ้นในอก
คืนนี้เต็มไปด้วยเสียงเพลงและเสียงหัวเราะ แต่สำหรับปวีณ มันกลับลอยคอกับน้ำตาที่เขาพยายามซ่อนเอาไว้ เขาจึงเดินออกจากฤดูการที่ไร้สาระนี้เพื่อไปยังบาร์เล็ก ๆ ที่เขาชอบ มองว่าคนอื่น ๆ มีความสุขและสนุกไปกับการสนทนากัน
ในขณะที่เขาจิบเบียร์อยู่ ปวีณเห็นคนอื่น ๆ แสดงความรักต่อกัน และเขากำลังนึกถึงเพลงของเขาที่จะต้องถ่ายทอดความรู้สึกที่อยู่ในใจ แต่อาจจะสั้นเกินไป เขาจึงลุกขึ้นและกลับไปที่สตูดิโอ
วันถัดมา เขาถูกเรียกเข้าไปในห้องอัดเสียง ขณะที่เสียงกีต้าร์และเสียงร้องเริ่มดังขึ้น เขารู้แล้วว่านี่คือเพลงที่จะเปลี่ยนทุกสิ่ง ทุกคำ ทุกเสียงในเพลงเปรียบเสมือนบันทึกความรู้สึกของเขาที่มีต่อมินตรา
เมื่อเพลงเสร็จสิ้น เขาได้ยินเสียงตบมือจากทุกคนในสตูดิโอ แต่ในใจเขารู้ว่ายังไม่มีวันที่เขาจะทำให้เธอรู้ถึงความรักที่มีต่อเธอได้
ในงานเปิดตัวเพลง วินาทีที่เขาได้เห็นมินตรานั่งอยู่ในกลุ่มผู้ฟัง ใบหน้าของเธอสดใสในแสงไฟ เขายิ้มและเริ่มร่ายเพลงที่สร้างขึ้นมา
ทุกโน้ตและเสียงเล่าถึงทุกความรู้สึกและทุกการต่อสู้ของเขา ขณะที่เขาหลุดจนลืมความรู้สึกอึดอัดในใจ หลังจากการแสดงจบลง มินตราเดินมาหาเขา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ชัด
“เพลงนี้… มันคือเรื่องของเราหรือเปล่า?” มินตราถามต้นเสียงชวนคิด ขณะที่เธอทรุดตัวลงนั่งข้างเขา
“มันเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง” เขาพูดคำนี้ออกมาเหมือนควบคุมอารมณ์ที่กำลังสั่นคลอนในใจ
“ฉันไม่รู้จะตอบยังไง” มินตราตอบกลับ ราวกับเสียงทะเลที่กระทบเข้ากับฝั่ง คืนนี้มีกลิ่นอายของความรักที่ไม่ตอบโจทย์ และการเสียดสีที่มีความสุขและอัดอั้น บริษัทของเธอจะต้องเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ความหมายที่แท้จริงในเพลงนี้
ปวีณรู้ว่าความรักไม่อาจเป็นไปได้ และสุดท้ายแล้วเขาต้องยอมรับในความจริง แต่ด้วยเสียงเพลง ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ไป เขายังยิ้มให้กับความรักที่สูญเสียนั้น
ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป เสียงเพลงของเขายังจะเป็นแกนกลางแห่งการรอคอย จนกว่าวันหนึ่ง เช่นเดียวกับเสียงที่ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ในใจ