ความรักในรั้วมหาวิทยาลัย
ท่ามกลางความวุ่นวายในห้องเรียน ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เสียงหัวเราะและเสียงตอบรับจากนิสิตใหม่กำลังดังสนั่น ข้างๆ บนโต๊ะเรียนกำลังมีการอภิปรายเรื่องการบ้านที่เข้มข้น นั่งตรงกลางกลุ่มคืออิงค์ สาวน้อยร่างเล็กที่มีตาสดใสและความมั่นใจเล็กๆ เธอใช้เวลาอ่านโน้ตจนนึกถึงเซ็นเซอร์สมาร์ทโฟนที่วางอยู่ในกระเป๋าแบ็คแพ็คสีน้ำเงินของตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงค์หยุดกระพริบตาและมองไปที่วิวตรงหน้าจากหน้าต่าง เลยไปยังสนามหญ้ากลางมหาวิทยาลัย ที่นั่งเล่นกับฝูงเพื่อนและคู่รักรุ่นพี่ ซึ่งเธอแทบไม่เคยมีโอกาสสัมผัส
“เฮ้! อิงค์ ทำไมไม่พูดอะไรเลย?” พีท เพื่อนร่วมการอภิปรายของเธอทักขึ้น และเสียงออดจึงดังก้องให้ทุกคนกลับคืนสู่การสนทนา
“เตรียมตัวดีๆ สิ สัปดาห์หน้าเราต้องเสนอผลการวิจัยนะ” อิงค์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ใจลอยไปไกลถึงบรรยากาศในสนามหญ้า
อีกฝั่งของมหาวิทยาลัย ก้อง หนุ่มหล่อผู้มีเสน่ห์ดึงดูด มักจะทำให้สาวๆ หลงใหล เขาตัดสินใจมาเรียนที่นี่เพื่อหนีปัญหาภายในครอบครัว เขาเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในสายตาของคนอื่น ตลอดชีวิต เขาถูกเรียนรู้ว่าความสำเร็จต้องมาจากการเรียนหนักเท่านั้น แต่กลับเพิ่มแรงกดดันที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน
วันแรกของการเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งสองได้บังเอิญพบกันที่ห้องสมุด ช่วงบ่ายที่มีแสงอาทิตย์กำลังทอประกายลอดผ่านหน้าต่าง เป็นช่วงเวลาหมิ่นพิธีที่ดีว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้เริ่มขึ้น อิงค์ตั้งใจอ่านหนังสือที่วางเองบนโต๊ะที่มีการพูดคุยและส่งเสียงงี่เง่าเมื่อก้องเดินผ่าน
“ขอโทษครับ ผมพอจะขอยืมหนังสือเล่มนั้นได้ไหม?” ก้องพูดเสียงเบาๆ ขณะที่ยิ้มด้วยความแน่ใจว่าเธอไม่น่าจะเพียงพอ
อิงค์เงยหน้าขึ้นแล้วมีสายตาที่กะทันหันเผชิญหน้ากับความมั่นใจของเขา
“แน่นอน” เธอตอบพร้อมยิ้มส่งไปให้ แต่ในใจรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่แปลกและไม่คาดคิด
ในวันถัดมา สัปดาห์นั้น ทั้งสองเริ่มมีการพูดคุยในห้องสมุด ตกลงที่จะทำงานวิจัยร่วมกัน และในที่สุดพวกเขาพบเห็นกันอย่างเป็นประจำ
หลังจากสองสัปดาห์ผ่านไป อิงค์พบตัวเองเริ่มมีความรู้สึกที่มากขึ้นกว่าเพื่อน
“นี่เราไปสวนสนุกกันไหม?” ก้องเสนอตัวอย่างสงสัยในความอยากรู้ เมื่อพบว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน
“จริงเหรอ?! ฉันต้องตรวจสอบตารางการเรียนของตัวเองก่อน” เธอพูดด้วยความตื่นเต้น
ทั้งคู่ใช้เวลาที่สวนสนุกอย่างเต็มที่ มีเสียงหัวเราะลอยมาในอากาศ และในเวลานั้นก้องเริ่มเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของเขาที่มักจะไม่ต้องการให้โชคชะตาช่วยที่สร้างขึ้นมาค่อยๆ รู้สึกถึงกันอย่างนุ่มนวล
“การเรียนรู้การหนีจากสิ่งที่ครอบครัวคาดหวังมันยากนะ” ก้องพูดขณะวางมือซ้ายบนหลังของเธอ เป็นการชมเชยว่าการที่เป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
ระยะเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น แต่โชคก็เหมือนกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ในคืนหนึ่ง หลังเรียนเสร็จอิงค์บังเอิญได้รับสายจากบ้าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งอารมณ์ที่กำลังจะทำลายทุกอย่าง
“แม่เกิดวูบหมดสติ ต้องรีบไปโรงพยาบาล!” คำพูดจากพ่อเป็นเสียงที่เธอไม่เคยอยากฟัง
รถติดขัดในกรุงเทพฯ เป็นเหมือนการทำลายชีวิตที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ อิงค์ร้องไห้ในขณะที่ก้องพยายามที่จะปลอบประโลมเธอ แต่ทุกอย่างไม่สามารถหยุดยั้งความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้
การเข้ารับการรักษาเป็นเรื่องยาก และเมื่อแม่เธอต้องการการผ่าตัด โชคชะตากลับให้เรื่องราวความรักและครอบครัวเริ่มแย่ลง
“ทำไมไม่บอกแม่ถึงเรื่องเรานะ ก้อง?” ใช่แล้ว อิงค์โกรธ พวกเขายังไม่มีโอกาสบอกเรื่องจริงกันให้ใครฟัง
“อิงค์ ฉัน… ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง” ก้องพูดด้วยเสียงสั่น
ความตึงเครียดในบทสนทนาทำให้เรารู้สึกถึงความหนาวที่เกิดขึ้นผ่านความมึนงง
สุดท้ายก้องได้ตัดสินใจว่าเขาจะเข้ามาในโลกของเธออย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด
ความรักใช้เวลานานในการเติบโต แต่เมื่อพวกเขาต้องผ่านความอึดอัดและทรมานข้ามผ่านอุปสรรคที่พามาเกิดคลื่นแห่งความรัก ความสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเริ่มพบพานกับการกลับมายืนหยัดใหม่ เมื่อการผ่าตัดสำเร็จ โชคดีที่แม่อิงค์ฟื้นตัว
“แม่ขอโทษนะ ลูกรัก” น้ำตาของอิงค์ไหลลงเมื่อพบเจอแม่ในห้องพักฟื้น
ในช่วงเวลาแห่งการแสดงความรักและความเป็นไปได้ใหม่ พวกเขาเริ่มต้นเรื่องความรักใหม่ในสถานที่เดิมกับการเรียนรู้ที่รักกันอย่างเปิดเผย จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายคน
สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ว่าแม้สถานการณ์จะลำบากขนาดไหน ความรักที่แท้จริงจะแกร่งขึ้นกับการเผชิญปัญหาที่ทำให้พวกเขาเติบโตไปพร้อมกัน
วันหนึ่งเมื่อลมหนาวพัดผ่าน แสงแดดกลับส่องเข้ามาในห้องของอิงค์ อีกทั้งก้องหล่อผู้ทำให้ใจอิงค์สั่นไหวจะกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพราะพวกเขาได้เรียนรู้แล้วว่าโชคชะตาและความสุขไม่ได้หมายความว่าไม่มีอุปสรรค แต่กลับหมายถึงการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตใหม่และความรักที่ไม่มีวันขาดหายไป