รักที่ต้องหลีกหนี
แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านต้นไม้สูงในหมู่บ้านชนบท ขณะที่เสียงนกหวีดของเด็กๆ กำลังเล่นซ่อนแอบข้างบ้าน บีมสาวน้อยวัยแค่สิบเจ็ดกำลังนั่งอยู่บนธรณีหน้าบ้านจับตามองทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ในใจเต็มไปด้วยความฝันอยากเป็นนักออกแบบกราฟิกแต่พ่อแม่กลับตั้งความหวังให้เธอสืบทอดธุรกิจเก่าแก่ที่บ้าน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วันนั้น บีมได้พบกับบิณฑ์ หนุ่มอารมณ์ดีที่กลับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมแม่ เขามีความฝันอยากเปิดคาเฟ่ในหมู่บ้าน ให้ก้าวข้ามอุปสรรคทางการเงิน ทั้งเขาและบีมต่างเชื่อว่าความฝันจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไปเมื่อมีแรงสนับสนุนจากกันและกัน
“ไปเที่ยวที่ไหนกันดี” บีมถามด้วยเสียงนุ่มนวล ขณะที่บิณฑ์ยิ้มอย่างมีเสน่ห์ “เรามาออกค้นหาสีสันในหมู่บ้านกันเถอะ”
เสียงหัวเราะของพวกเขาดังถึงต้องไม้ของต้นคูณที่ปลูกอยู่ให้ร่มเงา พลบค่ำทำให้แสงสีทองค่อยๆ หายไป และคืนนี้พวกเขาจะต้องเจอความท้าทายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ในคืนที่เสียงลมพัดตลอดทั้งคืน บีมได้รับโทรศัพท์จากแม่ที่ส่งข่าวไม่ดีกับความกดดันเรื่องการเรียนและธุรกิจ และมันจุดประกายความกังวลในใจเธอ ขณะเดียวกันบิณฑ์ก็อยู่ใกล้เธอ แต่กลับพูดไม่ออก เรื่องราวการกระทำของเขาทำให้รู้ว่าความรักและความฝันนั้นอยู่ในสภาวะจำกัด
“ถ้าแม่ไม่เข้าใจฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับชีวิต” บีมพูดด้วยน้ำเสียงช่างอาลัย ขณะที่บิณฑ์ไม่ตอบ แต่จับมือของเธอไว้แน่น
ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อห่างเหินจากความรับผิดชอบ สิ่งที่พวกเขาแบ่งปันกันในยามเผชิญหน้ากับความไม่เข้าใจแชร์ให้รู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้ระหว่างพวกเขาต้องเลือก
ข่าวลือเกี่ยวกับโครงการใหญ่จากเมืองใหญ่เข้ามาทำให้เกิดความอติทธิพรั่น เป็นการพัฒนาที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคนในหมู่บ้าน ราวกับมีแสงสีทองในอนาคตที่มีแต่ความเนิ่นนาน แต่พวกเขาต้องเลือกระหว่างความฝันและความรัก
ในงานชุมนุมคนในหมู่บ้าน บีมพบว่าเธอต้องพูดออกมาเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของเธอ ในขณะที่บิณฑ์ไม่สามารถหาทางออกให้ตัวเองและคนที่เขารัก ใจของพวกเขาเก็บเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและสงสัย ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครควรจะเป็นฝ่ายที่ยอมจำนน
วันเวลาหมุนไป บีมตัดสินใจจะย้ายไปเรียนที่กรุงเทพฯ และบิณฑ์ก็เชื่อว่าหากเธอไม่ไปอนาคตของเธอจะต้องถูกหมายฟัน และเชื่อว่าความรักของพวกเขาจะต้องสลายลง
คืนสุดท้ายแห่งการเก็บเกี่ยว บีมยืนอยู่ในทุ่งนาพร้อมเสื้อผ้าที่ไม่น่ากินกลิ่นเล็กน้อย อากาศอบอุ่นและลมพัดเบาๆ บุกเนื้อทองที่เรียงรายอยู่ใกล้ๆ””ตามหารักนั้นหรือ?”” บิณฑ์ถามด้วยความชัดเจนในน้ำเสียง
“ใช่ ฉันต้องการอนาคต” บีมตอบกลับด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสั่นไหว ในทุกเก็ดเสียงเสียดแทงใจ ขณะที่ลมที่พัดตามความรู้สึกกำลังถ่ายเทในใจอย่างไม่รู้จบ
พวกเขาพบกลับมาอีกครั้งภายในบทสนทนา ความรักและความรับผิดชอบจะต้องขัดแย้งกันตลอดไป ทำให้คนสองคนระหว่างสิ่งที่ใจปรารถนาและสิ่งที่ถูกคาดหวังต้องทนอยู่ในวงเวียนซ้ำของชีวิต เดินหน้าไปและถอยหลังในระยะทางที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
“มาที่นี่ไม่ใช่แค่คำว่าเหงา บีม” เขาพูดด้วยความจริงจัง “ทุกคนมาที่นี่เพราะมีอีกทางที่ต้องเลือก”
หลังจากเลือกแตกต่าง บีมก็หายไป บิณฑ์ในการเดินตามหาเธอหลังจากที่รู้สึกเปล่าเปลือน ฮีตั้งไม่อยู่ในพื้นที่ซึ่งหายไปจากความรู้สึกบีมในชีวิตของเขาเอง
เมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อยกลับเป็นวันที่บีมได้พบตัวเองอีกครั้งในกรุงเทพฯ ในนิทรรศการที่เธอออกแบบ และค้นพบว่าความรักที่แท้จริงมีอยู่ไม่ไกล ว่าความรักคือการสนับสนุนให้กัน
เส้นทางที่คดเคี้ยวของพวกเขาต้องยิ่งเลวร้ายลงเมื่อข่าวการพัฒนาขนาดใหญ่จากหมู่บ้านกลับมาถึงกรุงเทพฯ คนหลายคนต้องนั่งรอและจัดการความโลภในที่คือหากเป็นไปได้ เพียงแต่กันและกันว่าเรื่องราวความรักที่ต้องหลีกหนีนั้นมักจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ในที่สุดจุดพิสูจน์อาจไม่ได้อยู่ที่การหลบหนี แต่คือความกล้าที่จะเผชิญกับความจริง ขณะที่บีมและบิณฑ์ต้องกลับไปหาความรักในที่ที่พวกเขาเริ่มต้น บีมกลับมายังหมู่บ้านในฐานะนักออกแบบที่มีความฝันสูงตะวันออก เพื่อให้ทุกคนต้องตระหนักว่าอย่างน้อยความรักเชื่อมโยงกันในสิ่งเหนือธรรมดา
ปรับปรุงหมายเลขการพัฒนาความรักที่รับรู้กันมากกว่าศักยภาพและหมายเลขของการแข่งขันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะความรักนั่นเองที่ช่วยให้คนเหล่านี้มีความหมายสู่อนาคต