มะลิลกับค่ำคืนกาล่าคาเฟ่แห่งความจริง
เสียงโทรศัพท์ดังในหอพักตอนเช้าช่วงสอบกลางภาคทำให้มะลิลสะดุ้งจนโถแก้วกาแฟบนโต๊ะสั่นจนหกเปรอะกระดาษคำตอบที่ยังอ่านไม่จบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มะลิล ตื่นยัง! วันนี้อาจารย์นิ่มเรียกไปช่วยจัดงานประชาสัมพันธ์ของคณะนะ”
ป้องเพื่อนร่วมห้องค่อมตัวเข้ามาพร้อมแผ่นฟอยล์ขนมปังปิ้ง คราบแยมประชิดมุมปาก
“อ่า… ช่วยอย่างเดียวหรอ” มะลิลตอบเสียงเหนื่อย เขามักเป็นคนใจเย็น แต่สายตาวาววับบอกว่าเขารู้สึกตื่นเต้นเหมือนไปดูคอนเสิร์ตฟรี
“ใช่ ๆ งานกะทันหันแบบนี้คะแนนการมีส่วนร่วมดีมากเลยนะ เธอควรไปนะมะลิล” ป้องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นเชียร์ลีดเดอร์ประจำหอ
มะลิลยิ้มแห้ง มือขยี้ผมอย่างคนกังวล “ฉันไม่ได้อยากเป็นจุดเด่นป้อง… ฉันแค่อยากให้แม่ภูมิใจเวลาบอกว่า กำลังเรียนดี ๆ อยู่ที่มหา’ลัย ไม่ใช่กำลังพะวงกับการจัดงาน”
“แล้ววันนี้แม่เธอมา?” ป้องถามซื่อ ๆ
มะลิลนิ่งไป มุมปากเผลอสั่น “เอ่อ… ไม่หรอก แค่… ป้าท่านจะมาฟังบรรยายของอาจารย์นิ่ม เธอชวนฉันไปคุย ให้เห็นว่าลูกหลานทำกิจกรรมดี”
ป้องขมวดคิ้ว “แต่ไม่น่าจะชวนให้เธอเป็นผู้จัดระดับคณะสินะ”
ช่วงเช้าในสำนักงานคณะเต็มไปด้วยโบรกเกอร์สติกเกอร์และป้ายสีรุ้ง อาจารย์นิ่มยืนจวกเชือกผ้าอย่างนุ่มนวล แต่สายตาดุเผื่อสั่งงาน
“มะลิล ขอบใจที่มาช่วยล่วงหน้า อยากให้เธอประสานกับสโมสรนักศึกษา รับผิดชอบสปอตไลต์ช่วงเปิด”
มะลิลกลืนน้ำลาย แค่คำว่า ‘รับผิดชอบ’ ก็ดูยิ่งใหญ่อย่างกับการควบคุมเรือไททานิก “เอ่อ ได้สิ อาจารย์ ฉันทำได้”
ป้องพึมพำข้างหลัง “เธอพูดเป็น ‘จัดสปอตไลต์’ เหมือนจะไม่ถึงกับทำการแสดงโอเปร่า”
มะลิลหัวเราะฝืนด้วยความประหม่า “ก็… ใจเย็นเถอะ ป้อง”
หลังจากช่วยวางผังเวที สั่งเค้กจากร้านที่เพียงแต่รู้จักชื่อ และจัดเช็คอิน มะลิลคิดว่านี่คงเป็นงานเล็ก ๆ แต่ความจริงไม่เคยนิ่งเป็นเพื่อนกับชีวิตของเธอ
“มะลิล! ป้าพิมมาแล้ว” เสียงของน้องสาวเพื่อนบ้านดังจากประตูหอพัก
มะลิลล้างมือไม่ทัน ป้าพิมหญิงที่เป็นญาติห่าง ๆ ปรากฏตัว พกความคาดหวังมาจนเกือบเต็มกระเป๋าเดินทาง “ฉันได้ข่าวว่าเธอเป็นหนึ่งในทีมผู้จัดคณะเหรอ”
ในจังหวะที่หัวใจเต้นเร็ว นิ้วมะลิลพลาด และความจริงสำคัญเห็นตรงหน้า เปลี่ยนเป็นคำพูดที่หลุดปากออกมาเหมือนการสวมบทบาทชั่วขณะ
“อ๋อ… ฉันเป็นหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ของคณะ”
ป้องเงยหน้ามองเหมือนคนเห็นดาวตก “เธอหัวเราะใส่คนแบบนั้นได้ไง”
ป้าพิมยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “เก่งจังเลย มะลิล! แม่ฉันต้องดีใจมาก”
มะลิลมองหน้าป้องตาเป็นประกายส่งสัญญาณฉุกเฉิน แต่คำพูดออกไปแล้ว เหมือนพวงมาลัยที่ผูกไว้ไม่สามารถคลายออกด้วยความตั้งใจ
วันถัดมา จดหมายเชิญจากคณาจารย์มาถึงโต๊ะของเธอ มีคำว่า ‘รับผิดชอบการจัดค่ำคืนกาล่านิสิต’ ติดตราอย่างเป็นทางการ
“มะลิล! นี่อะไรของเธอ ทำไมมีการ์ดแบบเป็นทางการ” ปิ่นเพื่อนชมรมภาพยนตร์อ้าปากค้าง
“ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ!” มะลิลพูดเร็วเหมือนคนพยายามซ่อนเสียงสั่น “ฉันแค่อาสาช่วย…”
ป้องสวนทันที “เธอไม่เคยอาสาเป็นหัวหน้า แต่เธออาสาด้วยคำพูดปากเปล่าให้ป้าพิม!”
เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ดังมาจากมุมโต๊ะเป็นชาวสโมสรเกมคนนึง “ยินดีด้วยนะหัวหน้ามะลิล แม้ว่าเธอจะตกใจจนลืมใส่รองเท้าคู่ที่สอง”
มะลิลหัวเราะแห้ง รู้สึกตัวว่าใกล้จะกลายเป็นภาพล้อเลียน แต่ใบหน้าของป้าพิมในความคิดส่องประกายจนใจเธอย้ำว่าไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง
จากคำโกหกเล็ก ๆ งานกลับบานปลายเมื่ออาจารย์นิ่มประกาศอย่างจริงจังในที่ประชุมคณะว่า มะลิลจะเป็นหัวหน้าจัดกาล่าและจะได้รับการสนับสนุนจากคณะเต็มที่
“มะลิล เธอพร้อมไหม” อาจารย์นิ่มถาม น้ำเสียงเหมือนครูผู้พากย์สารคดีธรรมชาติ
มะลิลนิ่ง ก่อนตอบด้วยความมุ่งมั่นซึ่งผสมกับการถูกบีบคั้น “พร้อมค่ะ อาจารย์”
พลันนั้นเอง ประตูหอพักแตกเปิด โทโมะแบกกล่องโคมไฟเหมือนคนกำลังเตรียมงานเทศกาลโคมไฟประจำหมู่บ้าน
“ข่าวไวมาก แบบว่า… ไวเว่อร์” โทโมะพูดด้วยสำเนียงร่าเริง เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกมากเสียจนมะลิลบางครั้งก็อิจฉา
มะลิลยืนอยู่กลางความวุ่นวาย ความรู้สึกผิดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแผนการแก้ปัญหา เธอตัดสินใจชวนเพื่อนสนิทกลุ่มเล็ก ๆ มาเป็นทีม
“เราแบ่งงานกันชัด ๆ นะ” มะลิลพูดคล้ายแม่บ้านที่เพิ่งได้เป็นหัวหน้าครัว “ป้อง จัดการแขก ปิ่นดูเรื่องโปรแกรม โทโมะดูเวที”
“แล้วเธอล่ะหัวหน้าแต่ไม่ยอมทำอะไรเลยหรือไง” ปิ่นยกคิ้ว
มะลิลถอนหายใจ “ฉันจะประสานงานทั้งหมด เอาไว้ฉันจะไม่ทำให้ใครต้องอับอาย”
ป้องพยักหน้าอย่างลังเล “โอเค ๆ นั่นคือแผนสุดท้ายก่อนที่เธอจะต้องขึ้นเวทีแล้วสารภาพว่าเธอแค่… คนที่มาส่งขนม”
เส้นเรื่องยิ่งตึงเมื่อกลุ่มนักศึกษาอาวุโสจากชมรมต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอแปลก ๆ เพื่อเข้าร่วมในกาล่า คลับดนตรีประหลาดเสนอแสดงสวนลับเสียงพริ้ว สโมสรทำอาหารเสนอเปิดบูธแจกชิมฟรีจนต้องต่อคิวเหมือนงานแฟร์ในสวน
“มะลิล ลืมบอกไว้ว่าคืนกาล่าจะมีแขกรับเชิญเป็นศิษย์เก่าที่โด่งดังในพื้นที่” อาจารย์นิ่มกระซิบอย่างลืมตัว
มะลิลหน้าถอดสี “โด่งดังยังไงคะอาจารย์”
“โด่งดังระดับที่ป้าพิมต้องยืนถ่ายรูปคู่เลยล่ะ” อาจารย์นิ่มตอบนิ่ง ๆ
ความตื่นตระหนกแพร่กระจายตามกำแพงหอพัก และมะลิลรู้ว่าถ้าไม่ควบคุมสถานการณ์ ทุกอย่างจะกลายเป็นความอับอายหมู่
ในช่วงซ้อม มะลิลพยายามจดโน้ตแบบมืออาชีพ แต่ลายมือเธอดูเหมือนเขียนหลังจากเล่นโยคะสามชั่วโมง
“สปอตไลต์ช่วงเปิดใช้เอฟเฟกต์ไหม” ปิ่นถามพลางถือชาร์ต
“เอฟเฟกต์ต้องได้ แต่ไม่ต้องเป็นธารน้ำตกไฟฟ้านะ เราไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่” มะลิลตอบ สายตาเธอกระพริบเร็วเป็นจังหวะกังวล
เสียงหัวเราะของฝ่ายจัดงานเกือบจะกลายเป็นขนมปังที่ไหม้เมื่อระบบไฟตกกลางซ้อม
“อย่างกับหนังผี” โทโมะพูด พลางเคาะเช็กหน้าจอคอนโซลไฟ
“ไม่ใช่ผี มันคือไฟที่เกษียณตัวเองไปก่อนงานสำคัญ” ปิ่นแซว
มะลิลกุมหน้าผาก แต่ในใจก็มีวิธีคิดสร้างสรรค์คืบคลานเข้ามา เธอเสนอให้ใช้โคมไฟและเทียน LED ที่ป้องกับโทโมะช่วยกันประดิษฐ์ขึ้นมาแทนไฟเวทีใหญ่
“การประดิษฐ์โคมไฟด้วยกระดาษฟอยล์ก็คือสัญญาณว่าครีเอทีฟอยู่ในภาวะวิกฤต” ป้องเอ่ย
มะลิลหัวเราะ “วิกฤตสร้างแรงบันดาลใจไง ป้อง”
งานเข้าใกล้วันที่ยิ่งใหญ่ ความเข้าใจผิดกระจายเหมือนกลิ่นข้าวเหนียวที่ละลายจากหม้อ ประเด็นหลักคือการที่บางคนคิดว่ามะลิลมีประสบการณ์จัดงานใหญ่จริงจัง
แขกสำคัญคนหนึ่งติดต่อทีมประชาสัมพันธ์ผ่านอีเมล ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบและบทบาทของหัวหน้าทีม ซึ่งมะลิลอ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีดตัดไหล่
“ต้องตอบว่าอะไรดี” เธอก้มหน้ากับจอคอมพ์แล้วพิมพ์แบบอึดอัดใจ “ขอบคุณสำหรับการสนับสนุน เราจะสร้างสรรค์กาล่าที่อบอุ่นและมีความหมาย”
แต่คำตอบนั้นสวนทางกับความจริงที่ว่าเธอไม่รู้จะวางแผนยังไงกับการจัดการออแกไนเซอร์มืออาชีพ
คืนก่อนกาล่า ทีมอยู่ดึกจนร้านข้าวกลางคืนเริ่มมองหน้าพวกเขาด้วยความสงสัย วัสดุพรึ่บพรับเต็มห้อง เหมือนกองอุปกรณ์ละครเวทีขนาดย่อม
“ฉันฝันว่าจากนี้ไปฉันจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์คณะ” มะลิลพูดครึ่งล้อครึ่งจริง
ป้องจับไหล่เธออย่างเป็นมิตร “และในประวัติศาสตร์ของงานนี้จะมีหน้า ‘ความกล้าหาญของคนที่สารภาพ’ เขียนไว้ด้วย”
คืนกาล่ามาถึง โลกภายนอกประตูห้องประชุมเต็มไปด้วยคนแต่งตัวอย่างตั้งใจ ป้าพิมยืนยิ้มและจับแขนมะลิลอย่างภาคภูมิใจเหมือนลูกสาวที่เพิ่งได้รับรางวัลระดับชาติ
“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมหัวหน้า” แขกคนหนึ่งกระซิบ “คุณจะขึ้นพูดตอนเปิดงานใช่ไหม”
มะลิลกลืนก้อนความจริงครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อสายตาเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาอยากจับผิด เธอเลยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าเดิม “ใช่ค่ะ แล้วฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าคืนนี้คือคืนแห่งความจริง”
ประตูเปิดให้พิธีเริ่ม เสียงคณะกรรมการ ตบมือเบา ๆ เป็นจังหวะ การกล่าวเปิดงานในช่วงแรกผ่านไปด้วยคำพูดสุภาพและดนตรีเบา ๆ
พอถึงเวลาที่มะลิลจะขึ้นเวที ความจริงเหมือนเป็นลูกบอลยักษ์ที่รอการระเบิด เธอหายใจลึกและก้าวขึ้นรับไฟสปอตไลต์ เธอเห็นป้าพิมยืนยิ้มด้วยความภาคภูมิ และภาพของเพื่อนๆ ยืนคอยด้วยความกังวล
“สวัสดีค่…” เสียงของเธอสั่นแต่ตั้งใจ “คืนนี้เรามาร่วมกันในงานกาล่าแห่งความจริง”
จากคนหนึ่งที่เคยกลัวจะทำให้ใครผิดหวัง เสียงของมะลิลเริ่มแน่นขึ้นด้วยความจริงใจ “ฉันต้องสารภาพก่อน… ฉันไม่ได้เป็นหัวหน้าจัดงานมาก่อน ฉันแค่… คนที่พูดปากเปล่าแล้วเรื่องบานปลาย”
เงียบกริบ เส้นอากาศตึงเหมือนสายลวดที่รอการหย่อน
“เธอกำลังจะถูกไล่ออก” คนหนึ่งพึมพำ
แต่แล้ว มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ซึ่งกลายเป็นเสียงเฮ และตามมาด้วยการปรบมือจากมุมต่าง ๆ โดยเฉพาะป้าพิมที่หัวเราะอย่างเข้าใจ “เออ นั่นแหละหลานฉัน พูดตรง ๆ นี่แหละดี”
ทีมงานหน้าเวทีเริ่มหายใจโล่ง บางคนหัวเราะจนโคลนติดรองเท้า จังหวะของงานพลิกคล้ายหุ่นยนต์ที่ถูกรีเซ็ต
มะลิลได้เปรียบ ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่มาจากความกล้าหาญที่จะยอมรับผิด เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
“ฉันขอโทษที่โกหก พูดปากเปล่า และทำให้หลายคนต้องมาช่วยแก้ไข แต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย เราได้เห็นว่าความร่วมมือสำคัญกว่าชื่อบนการ์ด”
ผู้ชมบางคนลงมือเชียร์ เสียงสนับสนุนแซมเข้ามาเหมือนคลื่นทะเลเบา ๆ
จากคำสารภาพ มะลิลชวนเพื่อน ๆ ขึ้นเวทีทีละคน เล่าเรื่องความพยายามของแต่ละฝ่าย การตื่นเต้นที่ต้องซ้อมตอนกลางคืน การล้มเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนเป็นมุกที่ทำให้ทุกคนหัวเราะ
ป้องขึ้นกล่าวสั้น ๆ “เราทุกคนล้วนเริ่มจากตรงที่ไม่รู้ แต่เรามาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน”
ปิ่นยื่นมือไปจับไมโครโฟนและพูดว่า “และถ้าใครอยากได้คำแนะนำวิธีติดโคมไฟจากฟอยล์ฟรี ติดต่อเราได้หลังเวที” เสียงฮากระจายออกอีกครั้ง
ถึงจุดนี้ งานไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนในนิตยสาร แต่กลับมีชีวิต มียิ้ม และมีความจริงที่ทำให้ใครต่อใครรู้สึกเบาใจ
กลางงานมีช่วงกิจกรรม ‘บอกความจริง’ ที่เชิญผู้ชมขึ้นมาเล่าเรื่องเขิน ๆ ของตน บางคนแชร์เรื่องเล็ก ๆ จนทุกคนหัวเราะ และบางคนแชร์เรื่องหนักที่ทำให้ทุกคนเงียบแล้วให้กำลังใจ
“ฉันเคยโกหกว่าเรียนภาษาที่สามเพราะอยากดูเท่” หนึ่งในนักศึกษาพูด แล้วคนอื่น ๆ ตบมือเป็นเชิงให้กำลังใจ
ช่วงท้ายของคืน ป้าพิมขึ้นมาแล้วกอดมะลิล ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของภาพถ่ายที่กดชัตเตอร์ เธอกระซิบว่า “หลานฉันเก่งนะ ฉันภูมิใจที่เธอกล้าพอจะบอกความจริง”
มะลิลน้ำตาคลอ เธอไม่เคยคิดว่าการสารภาพจะให้ความรู้สึกหนักแน่นเช่นนี้ “ขอบคุณที่เข้าใจค่ะป้า”
จบงานอาจารย์นิ่มชวนทีมเข้าพบอย่างเป็นกันเอง “เธอทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ ความซื่อสัตย์ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ๆ”
หลังจากคืนนั้น ชีวิตมะลิลเปลี่ยนไปในทางที่เธอไม่ทันตั้งตัว มีคนจ้างให้ไปช่วยงานเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยบ้าง แม้แต่บริษัทเล็ก ๆ ที่มองหานิสิตฝึกงานติดต่อเพื่อขอคำแนะนำด้านการประสานงาน
“เห็นไหมมะลิล เธอไม่ได้ต้องเป็นคนที่รู้ทุกอย่างแต่ต้องกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ” ป้องพูดขณะที่สองคนเดินกลับบ้านใต้แสงไฟถนน
มะลิลยิ้มกว้างขึ้นหน่อย “และถ้าเธอยังมีแววตาวาว ๆ แบบนั้น เธอสามารถเอาไปเป็นซับพลายได้”
ป้องหัวเราะจนเกือบล้ม “อย่ามาสะกิดซับพลายฉันกลางถนนสิ เดี๋ยวรถชน”
เวลาผ่านไป มะลิลเริ่มฉลาดในการตั้งขอบเขต เรียนรู้ที่จะพูดว่า ‘ไม่’ แบบสุภาพ และยอมรับว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นทักษะหนึ่งของการอยู่ร่วมกัน
ณ วันเสาร์หนึ่ง มะลิลนั่งเขียนบันทึกเล็ก ๆ ในสมุดเพื่อเตือนใจว่าเธอจะไม่หลุดคำพูดอีกง่าย ๆ แต่เธอก็จดไว้ด้วยว่าถ้าหากเธอล้ม เรามีพวกพ้องที่คอยช่วยประคับประคอง
“มะลิล เธอเปลี่ยนไปนะ” ปิ่นบอกขณะชงกาแฟให้ แต่สายตาปิ่นเต็มไปด้วยความชื่นชมมากกว่าการวิจารณ์
มะลิลยกแก้วขึ้นจิบ “ฉันแค่เรียนรู้ว่าการเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าต้องเก่งทุกเรื่อง มันหมายถึงรู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำ”
ป้องยิ้ม “และถ้าคราวหน้าเธอต้องการหัวหน้าจริง ๆ บอกเราล่วงหน้าสามสัปดาห์ดีไหม จะได้เตรียมโคมฟอยล์ให้ทัน”
ทุกคนหัวเราะ มะลิลหัวเราะตาม พวกเขารู้ว่าโลกยังคงกวน ๆ อยู่ แต่สำหรับมะลิล โลกนั้นเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบซึ่งอุ่นกว่าความสมบูรณ์แบบของการโกหก
สุดท้ายภาพของงานกาล่าถูกจัดเก็บเป็นความทรงจำที่มะลิลจะหยิบยื่นออกมาเมื่อเธอรู้สึกกลัวการเปิดเผยตัวเอง มันเตือนว่าความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเป็นการฝืน ดังกลองหรือเพอร์ฟอร์มที่จำเป็น แต่เป็นการยอมรับว่าบางครั้งเราต้องพลาด และนั่นคือเรื่องปกติ
ในค่ำคืนหนึ่งที่มะลิลนอนมองเพดานหอพัก เธอคิดถึงบทเรียนทั้งหมด และยิ้มเพราะรู้ว่าในชีวิตจริง ๆ ยังมีคนที่พร้อมจะช่วยเมื่อเราเลือกจะจริงใจกับตัวเอง
“ฉันไม่ต้องเป็นปริศนาในสายตาคนอื่นอีกแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางปิดไฟและจุดโคมไฟเล็ก ๆ ที่เธอทำจากฟอยล์ไว้ข้างเตียง แสงน้อย ๆ นั้นให้ความรู้สึกว่าคืนมีแต่ความเป็นไปได้
และแม้ว่าบางครั้งมะลิลจะยังชอบพูดเกินจริงเพื่อเอาชนะความเขินอาย แต่ว่าวันนี้เธอพูดจริงเมื่อสำคัญ และรู้วิธีรับผิดชอบเมื่อเธอทำผิด นั่นคือการเติบโตที่แท้จริง
เรื่องราวของมะลิลจบลงแบบอุ่น ๆ ไม่ใช่ด้วยการเป็นฮีโร่ผู้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นคนธรรมดาที่กล้าพอจะยอมรับและเปลี่ยนแปลง และนั่นทำให้ทุกเสียงหัวเราะทุกแง่มุมของค่ำคืนนั้นมีความหมาย
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: คอมเมดี้, มหาวิทยาลัย, เพื่อนไม่เล็ก, ความเข้าใจผิด, Coming of Age, กาล่าสำคัญ