ม่านหมอกกลางเทอม
เสียงกรีดของล้อจักรยานเก่าบนทางลาดชันฝ่าวันจันทร์เช้ากระจายหายไปกับลม เอื้อมปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะก้าวเข้าอาคารเรียนศิลปะกลิ่นสีผสมกับไอเย็นของฝนเมื่อคืนแตะจมูกเขาทันที ช่อ เด็กสาวผมฟ้าใสผู้มักมานั่งรอที่ชั้นล่าง พยักหน้าให้เอื้อมพลางดึงสมุดสเก็ตช์ออกมา “มีข่าวใหม่ยัง?” เสียงเธอเอ่ยทักด้วยแววตาวิตก ถามแต่เช้าเหมือนทุกวันตั้งแต่ต้นภาคเรียน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เอื้อมถอนใจ ไม่ตอบในทันที เขายื่นถุงขนมปังปิ้งไป “กินก่อน เดี๋ยวเข้าเรียนสาย” ช่อรับมา สีหน้ายังไม่คลายกังวล นักเรียนทยอยเดินเข้าตึกเอ็ดอึง เสียงหัวเราะคำพูดกระซิบกระซาบเรื่องของเบน เพื่อนสนิทที่หายตัวไปดังกระทบประสาทหูเอื้อมอยู่ตลอด
ประตูห้องเรียนค่อย ๆ ปิดลง อาจารย์แก้วเดินเข้ามาด้วยสายตาที่เคยอบอุ่นแต่นิ่งขรึมกว่าทุกวัน “วันนี้จะมีการแบ่งกลุ่มทำโปรเจคกลางภาค ใครมาไม่ทัน…” เธอทอดสายตาดูเก้าอี้ตัวสุดท้ายที่เว้นว่าง ช่อกระซิบ “เขาจะไม่มาแล้วเหรอ” เอื้อมกลืนน้ำลาย ไม่กล้าสบตาใคร กลิ่นสีอะคริลิคเจือความกังวลเข้มข้นในอากาศ
กลุ่มเพื่อนในห้องเริ่มจะแบ่งกลุ่มอย่างไม่เต็มใจ ไม่มีใครอยากพูดถึงเบนเสียงดัง เอิร์ธ เด็กชายมาดเข้มผู้อึดอัดกับสถานการณ์นั่งลงข้างช่อ “เรายังไม่เชื่อว่าเขาหายไปโดยไม่มีเหตุผล” เอื้อมเหลือบมองเอิร์ธ ยกไหล่เบา ๆ แทนคำตอบ มีแค่เสียงขูดดินสอบนกระดานที่คั่นอยู่
หลังเลิกเรียน ช่อ เอื้อม และเอิร์ธนัดเจอกันที่มุมสวนหลังตึก ช่อเอ่ยเสียงเครือ “หรือที่เบนบอกว่าเจออะไรบางอย่างในห้องเก็บของจริง?” เอิร์ธเปรยเสียงต่ำ “อย่าเพิ่งคิดไปไกล ขนาดนั้น…” เอื้อมแทรกขึ้น “แต่เขาดูแปลกมากช่วงหลัง เหมือนอยากเล่าบางอย่างแต่ก็กลัว” บรรยากาศมืดครึ้ม เงาต้นไม้ทอดลงบนใบหน้าทั้งสามที่กำลังจะพบว่าสายสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มสั่นคลอน
คืนวันนั้นเอื้มนอนไม่หลับ เสียงโทรศัพท์สั่นสะท้านบนโต๊ะ มีข้อความจากเบอร์แปลก “ไปที่ห้องเก็บของคืนนี้ – ถ้าอยากรู้ความจริง” นิ้วของเขาสั่น หัวใจเต้นแรง ก่อนตัดสินใจตอบแค่ “ตกลง” แล้วลุกไปคว้าเสื้อกันฝน
เสียงฝีเท้าบนโถงทางเดินว่างเปล่าในดึก ฟังชัดเจนท่ามกลางเงาไฟนีออนสลัว เอื้อมหยุดยืนหน้าประตูห้องเก็บของ กลั้นหายใจ มือเย็นเฉียบ เขาล้วงกุญแจที่เคยยืมจากอาจารย์ตอนช่วยย้ายงานนิทรรศการมาเสียบ หมุนช้า ๆ พลางเหลียวหลังอย่างกลัวเจออะไรในเงามืด
แสงไฟโทรศัพท์ฉายตัดกับความมืด ห้องเก็บของรกและเย็นกว่าปกติ เอื้อมส่องไปที่พื้น มีเศษกระดาษแปลก ๆ กระจัดกระจาย เป็นข้อความเขียนด้วยหมึกดำ “ความลับถูกเก็บไว้ได้ไม่นาน” เอื้อมกลืนก้อนในคอ เดินสำรวจรอบ ๆ ก้มลงหยิบโปสการ์ดที่มีชื่อเบนเขียนอยู่ มุมปากแดงเข้ม
เสียงประตูขยับดังเอี๊ยด ใครบางคนเดินเข้ามาช้า ๆ เอื้อมกำโทรศัพท์แน่น “ใคร?” เสียงเล็กแต่แหบดังขึ้น “อย่ากลัว ฉันเอง” ช่อกับเอิร์ธโผล่หน้ามา ทั้งคู่ตามมาเพราะเห็นเอื้อมเดินออกจากหอพัก “ตามมาเพราะเป็นห่วง” เอิร์ธกล่าวน้ำเสียงไม่สบายใจ ช่อพยักหน้ากอดอกแน่น
ทั้งสามยืนล้อมวงสงบเงียบอยู่สักพัก เอื้อมยื่นโปสการ์ดให้เอิร์ธกับช่อ เวลาผ่านไปช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟนิ่ง กำแพงห้องเก็บของทำให้เสียงหายใจดังขึ้นผิดปกติ “เบนอยากบอกอะไรกันแน่?” ช่อถาม เหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่า
ร่างเงาเคลื่อนผ่านหน้าต่างบานสูง กลุ่มไฟจางกว่าสายตาเอื้อมจับต้องได้ มีเสียงกระซิบเบามากลอยมาตามลม “ฉันกลัว…” เสียงนั้นเหมือนเบน เรียกทุกสายตาสะดุด “ได้ยินมั้ย?” เอื้อมถามเสียงระทึก
เอิร์ธเดินไปเปิดไฟกลางห้อง พลันภาพลายมือบนผนังก็ชัด “9.42 น. วันพุธ” คำเดียวกับที่เบนเคยแซวเล่นเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งสามเริ่มเกิดประเด็นใหม่ “หรือมันจะเป็นรหัส…หรือถึงเวลาอะไรสักอย่าง?” ช่อเค้นเสียง ถอดใจแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
เอื้อมหลุดปาก “พวกเราคงต้องค้นความจริงเองล่ะ แทนที่จะรอ…” ความเงียบประหลาดคั่นระหว่างกลุ่ม ช่อพยักหน้า เอิร์ธกัดฟันพึมพำ “งั้นเริ่มพรุ่งนี้เลย” เคลื่อนไหวเร็วขึ้นท่ามกลางความมืด ราวกับทุกคนเพิ่งรับภาระสืบหาชะตาของเบนมาบนบ่า
เช้าวันถัดมา ทั้งสามเริ่มออกสำรวจมุมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย พวกเขาถามเพื่อน ๆ และอาจารย์อย่างระมัดระวัง แต่ไม่มีใครเห็นเบนเลยในวันนั้น กลับมีแต่ข่าวลือว่าเบนติดหนี้พนัน ทำของหายบ่อย ๆ หรือไม่สบายจิตใจ เอื้อมนั่งฟังนิ่ง ๆ โดยไม่ขัด หัวใจหนักอึ้ง
ช่วงบ่าย เอิร์ธสังเกตบันทึกในโทรศัพท์ของเบนซึ่งหลงเหลือในห้องพัก รวมข้อความเสียงสั้น ๆ “ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านห้อง 314 ผมรู้สึกเหมือนถูกมอง” เอื้อมและช่อเงียบงัน ความกลัวเริ่มลุกลาม
ในคืนนั้น ทั้งสามนัดเจอกันหน้าห้อง 314 สิ่งน่าขนลุกคือชื่อเบนที่เขียนด้วยสีแดงเย็นเฉียบบนกระจกหน้าประตู พวกเขาสบตากัน ก่อนเอื้อมตัดสินใจเอื้อมมือจับลูกบิด เสียงสวบสาบด้านในบ่งบอกว่ามีคนอยู่
ข้างในคือห้องนิทรรศการที่ปิดไฟ มีโครงงานศิลปะที่เบนเคยวาดแขวนไว้ ด้านหลังโครงสร้างผ้าใบปรากฎกล่องเหล็กขนาดเล็กและรูปถ่ายใบหนึ่ง รูปเบนนั่งขอบหน้าต่างเงามืดตาแดง ๆ เอิร์ธกำลังจะหยิบกล่อง ช่อรั้ง “จะดีเหรอ?”
เอิร์ธฝืนยิ้ม “ถ้าไม่ลอง เราก็ไม่เข้าใจอะไรเลย” เขาค่อย ๆ เปิดกล่อง กลิ่นสนิมกับแนบอึดอัดตีขึ้นทันที ข้างในคือแฟลชไดรฟ์และจดหมายน้อยฉบับหนึ่ง เอื้อมหยิบอ่าน กอปรด้วยลายมือสั่น “อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็น”
ขณะที่ทั้งสามนั่งล้อมคอมพิวเตอร์ในหอพัก เอื้อมจิ้มแฟลชไดรฟ์ เสียงคลิปวีดีโอขึ้น “ผมรู้ความจริงอะไรบางอย่าง แต่ผมกลัวจะพูดออกมา…ถ้าผมหายไป ฝากบอกใครสักคนว่าผมขอโทษ” เบนในจอพูดเสียงแหบ รอยน้ำตาเปื้อนแก้มจนเห็นได้ชัด
ห้องตกอยู่ในความเงียบ ต่อมาช่อเอ่ยเสียงสั่น “เบนไม่ใช่คนเข้มแข็งเบอร์นั้น เขาคงกดดันจนทนไม่ได้” เอิร์ธพูดเสียงเบา “แต่ใครทำให้เขากลัวขนาดนั้น?” เอื้อมซึ่งเคยโทษตัวเองที่ห่างกับเบนช่วงหลัง เจ็บจี๊ดในอก
คืนถัดมา ช่อฝันเห็นห้องเรียนว่างเปล่า เอื้อมเดินง่วง ๆ ไปหลังห้อง เห็นเบนนั่งขดตัวร้องไห้ตรงมุม เธอสะดุ้งตื่น น้ำตาคลอ หยิบมือถือส่งข้อความ “นี่ ช่วยกันหาต่อได้ไหม? ฉันไม่ไหวแล้ว”
เอื้อมอ่านแชท ถอนใจพิมพ์กลับ “พรุ่งนี้ไปสอบถามอาจารย์แก้วกันอีกที เราอาจมองข้ามอะไรไป” เอิร์ธตอบแทรกสั้น ๆ “อยากฟังทั้งหมดเหมือนกัน” ทุกคนเหนื่อยแต่ไม่ยอมแพ้
ในการพบอาจารย์แก้ว เช้าวันต่อมา ห้องทำงานยังอบอวลด้วยกลิ่นกาแฟ อาจารย์มองทั้งสามคนด้วยความกังวล “ฉันเองก็ไม่รู้อะไรไปมากกว่าเธอ” เธอพักสายตาเป็นช่วงยาวแล้วหันกลับมา “แต่เบนมาปรึกษาเรื่องโครงงานอะไรสักอย่างที่เขาว่าโดนขโมย”
เสียงมือถือเอื้อมสั่น ลางสังหรณ์บางอย่างกระจ่างขึ้น “หมายความว่าเบนไม่ได้อยากมากังวลเรื่องอื่น…แต่กลัวโดนเอาเปรียบ?” ช่อแทรก “เขาเครียดกับการจะสอบไม่ผ่าน แถมโดนลอกผลงานหรือเปล่า?” ทุกคนมองหน้ากันเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่การสืบค้นดำเนินต่อ ข้อเท็จจริงก็ตัดกันอย่างยุ่งเหยิง สหายร่วมชั้นบางคนที่สนิทกับเบนแสดงอาการเย็นชาเกินปกติ บางคนหลบหน้า เอิร์ธตรงดิ่งไปหาแนน เพื่อนที่เคยทำโปรเจคร่วมกับเบนก่อนหายตัว
บทสนทนาหนักอึ้งในร้านข้าวหน้าอาคารเรียน แนนดูไม่กล้าเงยหน้า “ฉันก็ไม่รู้…” เอิร์ธปล่อยให้ห้องเงียบไปครู่ใหญ่ “แต่เบนให้กล่องอะไรไว้ก่อนหาย…ฉันคืนอาจารย์แก้วไปแล้ว”
สายตาที่ช่อมองเอื้อม บ่งบอกถึงความไม่เชื่อว่าแนนไม่รู้อะไรเลย “เรายังไม่เข้าใจจุดเชื่อมโยงทั้งหมด” เธอพึมพำโดยไม่มองใคร “บางอย่างมันคาใจ…”
ในที่สุด เอื้อมตัดสินใจกลับไปที่ห้องเก็บของอีกครั้งเพียงลำพัง กลางคืนนั้นเปียกฝนแต่ในใจเขาร้อนรุ่ม ทุกย่างก้าวราวกับแบกน้ำหนักไว้เต็มอก ในเงามืดนั้น เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหมายเลขเดิม “เก็บเป็นความลับหรือเปิดเผยความจริง?” เขากำโทรศัพท์แน่น เอื้อมตัดสินใจโทรกลับ เสียงปลายสายเป็นเบนอย่างชัดเจน “เอื้อม…ช่วยด้วย”
เอื้อมอยากพูดอะไรแต่เสียงสะอื้นของเบนดังแทรกเข้ามา กระแสไฟดับวูบ มือของเอื้อมสั่นด้วยความกลัว เขาวิ่งออกมาจากตึก หัวใจเต้นระส่ำ ภาพเบนในแฟลชไดรฟ์ผุดขึ้นซ้ำในหัว
ช่อโทรมาซ้ำ “เดี๋ยว ฉันเข้าใจแล้ว ที่เบนหายไป…เหมือนเขาพยายามหนีใครสักคนที่รู้ความลับ” เอิร์ธต่อสายประชุม สามคนตกลงกันว่าจะเปิดเผยคลิปและจดหมายให้อาจารย์แก้วในวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์ที่ยังดังในความเงียบ เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจถึงความกลัวกัดกินหัวใจ
วันรุ่งขึ้น ขณะที่คณะศิลปะจัดแถลงข่าวเงียบ ๆ ในห้องประชุม ข้อมูลของเบนและเรื่องราวความเครียดของงานศิลปะที่ถูกลอกผลงานเริ่มถูกเปิดเผย อาจารย์แก้วเข้าสวมกอดเอื้อมเบา ๆ “เธอทำดีที่สุดแล้ว บางครั้งคนเราก็แบกโลกไว้ไม่ไหว”
หลังเหตุการณ์วุ่นวายหายไป บรรยากาศมหาวิทยาลัยกลายเป็นเงียบเหงา เอื้อมเดินกลับมาห้องเรียน เงาของเบนยังติดอยู่ที่เก้าอี้แถวหลังสุด ทุกคนต่างแยกย้ายรับมือกับความจริงในแบบของตนเอง เอิร์ธฝืนยิ้มกับเพื่อนสนิทใหม่ ช่อแตะไหล่เอื้อม “เราต้องอยู่ต่อให้ได้”
วันหนึ่งเอื้อมได้รับโปสการ์ดจากไม่มีผู้ส่ง รูปเขียนมือบิดเบี้ยวตรงมุมซ้ายเป็นข้อความว่า “ขอบใจที่เปิดเผยความจริง” เอื้อมมองโปสการ์ดนิ่ง ลมหายใจเบาบางผ่านริมฝีปาก เขายิ้มบาง ๆ ใต้สายตานุ่งนิ่งของกลุ่มเพื่อน กลางม่านหมอกที่ลอยคลุมมหาวิทยาลัย การเติบโตต้องจ่ายด้วยความจริง ความเจ็บปวด และการให้อภัยที่แท้จริง