สายฝนในเดือนพฤษภาคม
เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีหน้าหอพักดังไม่ขาดสาย คณินยืนอยู่ใต้ชายคา มือจับร่มสีดำเพียงนิ้วเดียว เขาเพิ่งตื่นสายและรีบลงมาตามเสียงไลน์กลุ่ม แต่รถขนส่งอาหารก็มาช้าเกินไปจนเขาต้องเดินไปคณะเอง ใบหน้ามึนตึงเมื่อเห็นรองเท้าผ้าใบที่เปียกชุ่มฝน ใบไม้ปลิวมาเกาะเสื้อ ยังไม่มีใครทักทาย — เขาชินแล้วกับการอยู่ลำพังในกลุ่มเพื่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขณะที่เขากำลังจะก้าวลงบันได เสียงร้องเล็ก ๆ ดังมาจากอีกมุมหนึ่ง “ขอโทษนะ ร่มฉันมันพัง เอ่อ…ขอยืมร่มหน่อยได้ไหมคะ?”
คณินชะงักหันไป เจสซี่ นักศึกษาปีสองจากคณะเดียวกัน ยืนถือร่มสีเหลืองสดที่พลิกผิดรูปในมือ เธอเก็บผมเปียสองข้างขึ้นลวก ๆ สายตามีรอยล้อเล่นแต่ก็แฝงความเก้อเขินอยู่
เขาอึกอัก ไม่คุ้นเคยกับการตอบสนองมากนัก “ถ้าเดินไปด้วยกันก็พอได้ ร่มมันไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น…”
เจสซี่ก้มหน้ายิ้ม เหมือนรู้ทันอาการอายของเขา เธอเดินเข้ามาใกล้ มือจับชายร่มอย่างระมัดระวัง พวกเขาเดินออกจากชายคาพร้อมกัน เพียงชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงน้ำฝนไหลลงมาระหว่างทางเดิน
“ขอบคุณนะคะ ถ้าเดินคนเดียวคงเปียกหมด”
“เธอล่ะ ไม่กลัวเปียกหรือ” เขาถามพลางขยับร่มไปทางเธอมากกว่าเดิม น้ำหนักการสบตาเหมือนไม่ได้ตั้งใจแต่มือกลับออกแรงให้ร่มบังเข้าทางนั้นแทน
“กลัวสิ…แต่ก็กลัวมากกว่าถ้ามาสาย วันแรกของเทอมใหม่นี่นา” เจสซี่ป้องปากและหัวเราะเสียงเบา ๆ
“แปลกดีเนอะ ถ้าฝนไม่ตกฉันคงไม่ได้ยืนคุยกับนายแบบนี้”
คณินแค่หัวเราะแห้ง ๆ เบา ๆ ขอไม่ตอบ เธอสังเกตถึงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่เขาใช้ มือสองข้างสั่นนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเย็นหรือเพราะคนข้าง ๆ กันแน่ ฝนหยุดตกก่อนถึงหน้าคณะ ทั้งสองก้าวเข้าอาคารด้วยรอยยิ้มเงียบ ๆ
คณินหยุดชะงักหน้าอาคาร “ร่มเอาไว้เลยไหม เดี๋ยวตอนเย็นจะได้ใช้กันอีก”
แตกต่างจากที่คิดไว้ เจสซี่ส่ายหน้า “นายเอาไปเถอะ ฉันเชื่อว่าวันนี้คนโชคดีน่าจะเป็นนาย”
แต่เมื่อเลิกเรียน ฝนก็ตกอีก เจสซี่ยืนใต้ต้นไม้ มือถือม้วนชีทขาวขุ่น น้ำเปื้อนชายกระโปรงแล้ว เธอไม่โทรหาใคร มีแต่เสียงไลน์เข้า — กลุ่มเพื่อนเชิญไปคาเฟ่เหมือนเคย แต่เธอปฏิเสธ ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังลังเล รอเครื่องหมายคำถามจากใครบางคน
คณินเดินผ่านเธอไป หันกลับมาพร้อมร่มเดิม “ไปด้วยกันไหม”
เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มเงียบ ๆ สองคนเดินเคียงข้างท่ามกลางความชื้นเย็นและพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เรื่องคลาสเรียน รูมเมตที่นอนไม่หลับ ความฝันในวัยเด็ก ทั้งสองเผลอหัวเราะเมื่อรู้ว่าทั้งคู่เกลียดวิชาคณิตเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้นทั้งสองเจอกันอีกในโรงอาหาร โต๊ะว่างอยู่สองที่ เจสซี่เดินมา “นั่งได้ไหม?”
“อืม…” คณินเงยหน้า ไม่มองตา มือเล่นฝาช้อนอยู่บนถาด
“นายดูเหมือนคนที่ไม่ชอบพูดเลยนะ”
“ก็…ไม่ได้ต้องพูดเยอะนี่นา” สุ้มเสียงแข็งกระด้างแต่ฟังคล้ายมีอะไรอัดอั้น มุมปากยกขึ้นราวกับฝืน
เจสซี่หัวเราะ “คนเงียบ ๆ ก็มีเสน่ห์ดีนะ”
บ่ายวันหนึ่ง ฝนหยุดตกเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ คณินเห็นเจสซี่นั่งวาดรูปอยู่ตรงสนามหญ้า เด็กสาวหยิบสมุดสเก็ตซ์ออกมาโชว์ให้เขาดู “ถ้าวันหนึ่งเป็นนักวาดรูปได้ คงดีเนอะ”
“แล้วทำไมไม่เลือกคณะศิลปะล่ะ”
เธอเงียบไปนาน “แม่ไม่ชอบ บอกว่าไม่มีอนาคต”
คณินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ฉันก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน…”
“นายฝันอะไรเหรอ คณิน”
คณินหลบตา “ก็…ไม่แน่ใจ มันเปลี่ยนไปเรื่อย…”
เย็นวันศุกร์ เจสซี่ส่งข้อความหาเขา ชวนไปเดินตลาดนัด เขาลังเล เธอยืนยัน “แค่เดินเล่น ไม่ได้หมายความว่าอะไรใช่ไหม?”
เขาเงียบไปก่อนจะพิมพ์กลับ “โอเค เจอกันหกโมงที่หน้าหอ”
บรรยากาศตลาดนัดเต็มไปด้วยเสียงเพลง เสียงพูดคุย ทั้งสองเดินซื้อของกิน ขนมเต้าส่วน ไอติมกะทิ ส้มตำเผ็ด ๆ เจสซี่ขำตอนเห็นคณินโดนน้ำจิ้มพริกกระเด็นใส่เสื้อ เขาหัวเราะฝืน ๆ แล้วออกแรงเช็ดคราบเลอะเอง เจสซี่หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ามายื่นให้ “นี่ นายซุ่มซ่ามจัง”
มือสองคู่แตะกันโดยไม่ตั้งใจ เธอปล่อยมือช้า ๆ คณินเก็บผ้าใส่กระเป๋าตัวเอง
ค่ำวันนั้น ทั้งสองนั่งที่ริมคลองดูเรือผ่าน คณินพูดขึ้นช้า ๆ “นายเคย…กลัวอะไรบางอย่างจนวิ่งหนีไหม?”
“ฉันหนีมาตลอดเลย หนีความผิดหวัง หนีแม่ หนีความรู้สึกผิด แต่บางที ความรักมันก็น่ากลัวที่สุดเนอะ…”
“เพราะมันเปลี่ยนเรา ให้กล้าหรือเปราะกว่าเดิม”
เจสซี่มองเขาในเงาสะท้อนคลอง คำตอบค้างอยู่ รู้สึกถึงบางอย่างที่เติบโตระหว่างกัน
พวกเขาเริ่มใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ทั้งแถวคาเฟ่เล็ก ๆ ตอนเช้า ช่วงติวกลุ่มย่อย หลังเลิกเรียนที่เบนโตะสาขาใกล้มหาวิทยาลัย วันหนึ่งเจสซี่พาเพื่อนไปด้วย คณินอึดอัดเมื่อเห็นสาวอีกคนพยายามพูดคุยกับเขามากเกิน เธอหันมามองเจสซี่ที่ทำเมินเหมือนไม่รู้สึกอะไร
วันต่อมา คณินไม่มาเรียน แจ้งเพื่อนว่าป่วย แต่ไม่มีใครเห็นเขาที่หอ เจสซี่ส่งข้อความหาก็ไม่ตอบ เธอยืนรอที่จุดเดิมในเย็นวันฝนตกจนเปียก — ไม่มีเงาคณิน
เจสซี่เริ่มคิดมาก โทรหาเพื่อนสนิทของคณิน ได้รับคำตอบแค่ว่า “ช่วงนี้เขาไม่สบายใจเรื่องครอบครัว อย่าไปถามซ้ำเลย”
เย็นวันหนึ่ง คณินเดินกลับห้องแต่กลางทางพบแม่โทรเข้ามา “ถ้าจบปีนี้ยังไม่มีเกรดดี ๆ กลับบ้าน อย่าหวังว่าจะได้เงินส่ง”
เขากำโทรศัพท์แน่น หัวใจเหมือนถูกบีบ ไม่มีคำตอบส่งกลับ ได้แต่สูดลมหายใจลึก ๆ และเดินต่อ เสียงฝนตกข้างนอกดังกลบเสียงในใจหมด
หลังจากนั้นเขาหลีกเลี่ยงการเจอเจสซี่ ทุกครั้งที่มีโอกาสหลบไปอีกทาง เจสซี่จำได้ว่าหลายครั้งที่เห็นเงาสะท้อนของคณินในกระจกคาเฟ่แล้วหายไปก่อนเธอเข้า
เจสซี่สับสน ใจหายไปทีละน้อย พยายามตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอผิดอะไร หรือทั้งหมดนั้นไม่มีความหมายเลย เสียงเพลงรักในหัวกลับกลายเป็นเสียงฝนที่ซ้ำซาก
ค่ำวันศุกร์อีกครั้ง เจสซี่นั่งอยู่ริมคลองตามลำพัง ร่มสีดำในมือ เสียงฝนซ่า ๆ กลบความเงียบ เธอหยิบสมุดสเก็ตซ์วาดภาพร่มคันหนึ่งกลางสายฝน วาดเสร็จเธอปล่อยหยดน้ำตาให้ไหลร่วมกับฝนครั้งแรก
เย็นนั้น คณินเหลือบมาเห็นจากอีกฟาก เขาไม่มีแรงไปหา กลางใจยังหวาดกลัวว่าความสัมพันธ์แค่จะกลายเป็นแผลเพิ่มในชีวิต
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในคลาสเรียน คณินนั่งฟังอาจารย์พูดเรื่องโอกาสที่สอง เขาหลบสายตาทุกคน เผลอวาดลายเส้นเป็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งกางร่มสีเหลือง ฟ้าครึ้มในกระดาษเหมือนใจเขาตอนนี้ เจสซี่แอบเหลือบดูจากอีกฝั่ง สนใจจะขอสมุดแต่ทำได้แค่แอบยิ้มขมขื่น
ถึงวันประกวดงานศิลปะประจำปี เจสซี่รวบรวมความกล้า ส่งภาพวาดร่มของตนเข้าประกวด ปรากฏว่างานของเธอได้รางวัลชมเชย เธอยิ้มให้เพื่อนได้เพียงแววตา รู้ว่าคุณค่าแท้จริงไม่ใช่รางวัล หรือความถูกใจของแม่ แต่คือการกล้ารักในสิ่งที่ตัวเองเลือก
ณ งานแสดง เจสซี่เดินชนเข้ากับคณินโดยบังเอิญ มือเกือบปล่อยร่มตก เขารีบรับไว้ “ยังพกอยู่เหรอ”
“มัน…อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นของสำคัญ” เจสซี่ตอบเบา ๆ สีหน้าเหมือนจะพูดอะไรอีกแต่กลับกลืนคำลงคอ
“ขอโทษ…ที่หายไป ฉันไม่กล้า…” คณินเริ่มเสียงสั่น
เธอมองเขานิ่ง ๆ น้ำเสียงสั่น “จริง ๆ เราก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะเสียบางอย่างถ้าพูดมากกว่านี้”
วงคนดูรอบตัวจางลง คณินหยิบสมุดรูปวาดยื่นให้ “ฉันวาดเธอตอนถือร่มครั้งแรก อยากให้รู้ว่า…นายเปลี่ยนฉัน นายทำให้ฉันเชื่อว่าชีวิตไม่ต้องวิ่งหนีเสมอไป”
เจสซี่กุมมือเขาเบา ๆ “ถ้ายังไม่พร้อมจะรัก เราก็เริ่มจากเป็นเพื่อนได้ไหม?”
เขายิ้ม รอยยิ้มจริงใจแรกในรอบหลายปี “ฉันพร้อมจะลองเป็นเพื่อนที่ดี”
ฝนตกลงมาอีกครั้ง ทั้งสองแบ่งร่มกันเดินออกจากงานศิลปะ เสียงหัวเราะผสมสายฝน คำสัญญาเงียบ ๆ ว่าพรุ่งนี้ โลกของเขาและเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป