แล้ววันหนึ่งเราจะพบกันกลางสายฝน
เสียงฝนตกหนักกระแทกหลังคาเหล็ก ร้านกาแฟเล็ก ๆ ริมซอยซ่อนตัวท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองเวลาเย็น ภควัตกำลังวาดภาพลงในสมุดสเก็ตช์อย่างเงียบ ๆ ริมหน้าต่าง ลมหายใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยกลิ่นกาแฟอุ่นกับกลิ่นดินเปียกฝน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูแก้วถูกผลักเข้ามาอย่างรีบเร่ง หญิงสาวคนหนึ่งในชุดนักศึกษาพร้อมเสื้อกันฝนสะพายเป้หลังชุ่มโชก เธอละลานสายตามองหาโต๊ะว่างแล้วรีบเข้าไปที่มุมข้างประตู ถอดหมวกกันฝน ใบหน้านวลสะอาด ตาโตเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันกับความเหนื่อยอ่อน
มือเธอสั่น ๆ ขณะที่หยิบสมุดวาดขึ้นมา ดูเหมือนการวาดรูปเป็นที่พึ่งเดียวที่ช่วยเธอรอดจากโลกภายนอก
ภควัตแอบมองอีกฝ่าย หัวใจเต้นแรงแบบไม่เข้าใจตัวเอง เขาดูเหมือนจะรู้ทันทีว่า เธอคนนั้นแตกต่างจากใคร ๆ ที่เคยพบ เจอความเปียกปอนความสวยงามในท่วงท่าที่ธรรมดานั่นเอง
เขากลืนก้อนความกลัวลงคอไม่กล้าเอ่ยทัก เงียบอยู่อย่างนั้นจนฝนเบาลง เสียงเครื่องบดกาแฟกลบความเงียบระหว่างคนทั้งร้าน
ปลายฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสายฝนไหลลดหลั่นจากต้นไม้ รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากขณะขีดเขียนเส้นสายในสมุดสเก็ตช์ของตน
เข็มนาฬิกาเดินช้า ๆ เวลาผ่านไปสองคนแทบไม่ขยับ ภควัตพบว่าตัวเองไม่กล้าทำอะไรนอกจากหวังให้ฝนหยุดช้า ๆ
“วันนี้ฝนแรงกว่าทุกวันเลยนะคะ” เสียงปลายฟ้านุ่มนวล เธอพูดกับใครก็ไม่รู้ หรืออาจจะพูดกับเขาทางอ้อมในคืนอันเปียกชื้นนี้
ภควัตหันไปมองสบตาหญิงสาว ใจเต้นติดขัดก่อนจะพยักหน้ารับเหมือนคนไม่แน่ใจว่าเธอพูดกับเขาไหม “ใช่ครับ แล้ว…คุณวาดรูปอยู่หรือเปล่า”
เธอหัวเราะเบา ๆ ดวงตาปิ๊งแสงจาง “ค่ะ วาดแก้เครียด” หันสมุดมาให้เห็นเป็นภาพต้นไม้กับร่มในฝน “พี่ก็วาดหรือคะ”
“ครับ…” ภควัตยื่นสมุดของตนให้ดู ภาพชายหนุ่มนั่งข้างหน้าต่างในสายฝนซ้อนกันหลายชั้น ปลายฟ้าดูเงียบลง เหมือนเห็นอะไรบางอย่าง “สวยมากค่ะ เหมือนรู้สึกหม่น ๆ ยังไงไม่รู้”
ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาชั่วครู่ “บางทีความเหงาก็สวยนะ”
ทั้งคู่ต่างเงียบไป มีความลังเลก่อนปลายฟ้าส่งยิ้มเป็นมิตรคืนมา สายตาของเธอดูเหมือนเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแม้ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
นาฬิกาชี้เกือบสองทุ่ม ฝนเริ่มซา ปลายฟ้าลุกขึ้นเตรียมกลับ ภควัตรู้สึกวูบโหวงในอกโดยไม่มีเหตุผล เขาธรรมดาเกินไป ไม่กล้าขอชื่อ ไม่กล้าขอช่องทางติดต่อใด ๆ นอกจากส่งยิ้มและคำอวยพรในใจให้หญิงสาวเดินออกไปอย่างปลอดภัย
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ภควัตใช้ชีวิตวนซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน วาดรูปกลางร้านกาแฟเดิม หวังอย่างไร้เหตุผลว่าเธอจะโผล่มาอีกครั้ง
วันหนึ่งในบ่ายฝนพรำ เหมือนฟ้าใจดี ปลายฟ้าเข้ามาอีกครั้ง เสื้อกันฝนสีฟ้าอ่อนเปียกปอนเบา ๆ เธอยิ้มให้เขาเมื่อเดินผ่านหน้าโต๊ะ
“นี่พี่…” เธอเอ่ยเรียกเหลือบมอง “จำหนูได้ใช่ไหมคะ วันก่อนเราเจอกันวันฝนตก…”
ภควัตหัวเราะนิด ๆ “ผมจำได้ครับ ฝนตกก็จะคิดถึงวันนั้นทุกที”
เธอวางเป้ลงริมเก้าอี้ กระถดตัวรก ๆ ก่อนจะถาม “พี่ชื่ออะไรคะ”
“ผมชื่อภควัต แล้วคุณล่ะ”
“ปลายฟ้าค่ะ” เสียงนุ่มอบอุ่น ในนั้นแฝงความลังเลเล็ก ๆ ก่อนเพิ่มเสียง “เรียนปีสี่ค่ะ ศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศรีดารา”
“ผมทำงานอิสระ วาดภาพประกอบครับ ยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่” เขากระแนะกระแหนตัวเองแล้วหัวเราะแห้ง ๆ
ปลายฟ้าส่งสายตาเห็นใจแต่ไม่พูดอะไร รับรู้ถึงความขัดแย้งซ่อนเร้นในน้ำเสียงเขา เธอค่อย ๆ หยิบสมุดมานั่งข้างเขา โต๊ะเดียวกันเป็นครั้งแรก
“พี่เคยเสียใจอะไรหนัก ๆ บ้างไหมคะ”
แววตาภควัตสะดุด หัวใจเขาเต้นแรง เสียงข้างในบอกไม่ให้พูดถึงอดีต แต่เขากลับหยุดหายใจ เงียบไปอึดใจยาว ๆ ก่อนจะตอบเบา ๆ
“เคยครับ แต่อาจไม่กล้ากลับไปแก้ไข”
บทสนทนาเงียบค้างอยู่แบบนั้น ไม่มีใครขยายความต่อ ภายในใจแต่ละคนเหมือนเริ่มรับรู้ถึงเงาของอดีตซึ่งยังไม่หายไปจริง
วันต่อ ๆ มา ทั้งคู่เริ่มนั่งวาดรูปด้วยกันบ่อยขึ้น วันที่ฝนตก ปลายฟ้าชอบแซว “หรือฟ้าสั่งให้เราเจอกันเฉพาะเวลาฝนตก” ภควัตยิ้มบาง ๆ ไม่เคยกล้าถามหรือก้าวล้ำเส้นคำนั้นไปมากกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะ
ปลายฟ้ามักเล่าเรื่องครอบครัว เธอเป็นคนบ้านอยู่ต่างจังหวัด พ่อแม่คาดหวังให้เรียนบัญชีเพื่อกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้าน หญิงสาวจึงต้องปกปิดว่าตัวเองลงเรียนศิลปกรรม เธอหัวเราะเบา ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและโหยหาเสรีภาพ
“พี่เคยต้องเลือกอะไรระหว่างฝันกับครอบครัวไหมคะ” ปลายฟ้าถามขณะลากเส้นดินสอไปบนกระดาษ
ภควัตเงียบอยู่นาน ก่อนพึมพำ “ผมเลือกฝัน…แล้วก็ทำครอบครัวเสียใจมาก”
“แล้วพี่เสียใจไหมคะ”
เขาส่งยิ้มจืดจาง “เสียใจทุกครั้งที่คิดถึงแม่”
บรรยากาศหนักแน่นนั้นแช่ค้าง ต่างคนต่างถูกอดีตหรือความกลัวล้อมอยู่ ปลายฟ้าไม่ได้ถามต่อ เพียงวางมือไว้บนหลังมือเขาเบา ๆ เป็นครั้งแรก ทั้งคู่นิ่งงันไป รู้สึกถึงความจริงใจบางอย่างอาบผ่านปลายนิ้วสั่น ๆ
วันรุ่งขึ้น เป็นวันสอบปลายภาคของปลายฟ้า เธอตั้งใจจะไม่แวะร้านกาแฟ แต่เมื่อเดินผ่าน ใจกลับพาเธอเลี้ยวเข้าไปไม่รู้ตัว ภควัตนั่งอยู่มุมเดิม สีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง ตาแดงคล้ายผ่านคืนที่นอนไม่หลับ
“พี่โอเคไหมคะ”
เขาปฏิเสธเบา ๆ “ผมห่วงเพื่อนคนนึง…เคยทำให้เขาผิดหวังเมื่อสามปีก่อน มันคาใจจัง”
“เขายังอยู่ในชีวิตพี่ไหมคะ”
ภควัตสั่นศีรษะ “ไปแล้วครับ แต่บางอย่างมันยังค้างในใจ ผมเป็นคนเลือกความฝันแล้วก็ทำคนรอบข้างเสียใจ เราอยากวาดรูปแต่กลับทำร้ายคนที่รัก”
ปลายฟ้ามองเงียบ ๆ ยิ้มเศร้า ๆ ไม่ถามต่อ เพียงให้เวลากับความเงียบ เธอรู้ว่าการพูดย้ำไม่ช่วยอะไร
วันต่อมา เธอตัดสินใจสารภาพกับแม่ทางโทรศัพท์ว่าจะเลือกเรียนในสายศิลปกรรม น้ำเสียงปลายสายปนความผิดหวังกับความรัก แม่เงียบนาน ปลายฟ้ารู้สึกโลกทั้งใบหนักอึ้ง น้ำตาไหลออกมาเบา ๆ ท่ามกลางสายฝน
ภควัตเดินผ่านมาเห็น ไม่พูดอะไร เพียงแค่นั่งลงข้าง ๆ ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ ปลายฟ้ารับไป มือทั้งคู่แตะกันชั่วครู่ ไม่มีคำพูดใด ๆ มีแค่เสียงฝนแทนใจ
หลังจากวันนั้น พวกเขาห่างกันไปโดยไม่ได้นัดหมาย ร้านกาแฟกลายเป็นที่ว่างเปล่า ภควัตวาดรูปไหล่หญิงสาวใต้ร่มที่ไม่มีหน้า รอวันเธอจะย้อนคืน
ปลายฟ้าหมกมุ่นอยู่ในมหาวิทยาลัย วาดรูปแต่ใจครุ่นคิดเรื่องครอบครัว ความฝัน ทิศทางชีวิต เธอรับรู้ว่าความกลัวในใจตนเองอาจทำให้เสียคนสำคัญไป
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ จดหมายฉบับหนึ่งถูกสอดไว้ใต้ประตูบ้านภควัต ภาพวาดสีน้ำต้นไม้ริมหน้าต่างกับข้อความสั้น ๆ “ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ กันวันฝนตก”
เขาตัดสินใจเก็บใจสั่นไหวไว้ เดินไปร้านกาแฟ แล้วพบปลายฟ้านั่งรออยู่ เธอไม่พูดสักคำ แค่ยิ้มให้กัน อากาศเย็นสบายอบอุ่นในสายตา
“เราต่างมีอดีตใช่ไหมคะพี่”
“ครับ”
ปลายฟ้านั่งนิ่ง “แต่หนูกลัว กลัวว่าถ้าทำตามฝันแล้วจะเสียทุกอย่าง”
ภควัตหลบนัยน์ตา “กลัวเหมือนกันครับ ผมกลัวว่าเสียใจซ้ำ”
ต่างคนต่างมีรอยแผลเป็นในอดีต ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจมากขึ้น พวกเขานั่งอยู่แบบนั้น ไม่มีใครคาดหวังอะไร ต่างเพียงอยู่ข้างกัน บางทีความรักก็เหมือนสายฝน ไม่ต้องชัดเจนแต่ทำให้เรารู้สึกว่ามีชีวิต
ฤดูฝนผ่านไป ฤดูหนาวเข้ามา ร้านกาแฟประจำกลับมาแน่นขนัด ปลายฟ้าได้รับรางวัลประกวดภาพวาดของมหาวิทยาลัย ครอบครัวเริ่มยอมรับการตัดสินใจของเธอทีละน้อยเพราะเห็นความจริงใจที่เธอใส่ลงไป
ภควัตเริ่มได้รับงานวาดภาพต่อเนื่อง ภาพชุด “กลางสายฝน” ของเขาได้รับเชิญไปจัดแสดงเล็ก ๆ ในแกลเลอรี่ชื่อดัง ใบหน้าในรูปบางใบ เหมือนมีสายตาคุ้นเคยที่เขาแอบวาดไว้…เหมือนสายตาของปลายฟ้านั่นเอง
ค่ำวันหนึ่งฝนตกหนักอีกครั้ง คนในร้านกาแฟแน่น ปลายฟ้าเดินเข้ามามองหาโต๊ะว่าง ภควัตชูมือโบก เธอเดินไปนั่งตรงข้าม ยิ้มสดใสแอบเหนื่อย
“จะแข่งวาดภาพรอบสุดท้าย มันดูยากจัง”
“บางที…การทำให้ดีที่สุดโดยไม่คาดหวังก็เพียงพอครับ”
เธอมองหน้าเขา รอยยิ้มเศร้า ๆ นัยน์ตานุ่มนวล “ถ้าหนูแพ้ พี่จะยังอยู่ตรงนี้ไหม”
ภควัตนิ่งไปนาน “ผมไม่รู้จะตอบยังไง แต่…ผมอยากอยู่ตรงนี้ถ้าฟ้าให้”
ปลายฟ้าดูเขา แววตาเหมือนคนลังเลจะพูดอะไร เธอเหมือนจะพูดคำสำคัญที่สุดแต่ก็กลืนคืนไปอีกครั้ง อากาศเต็มไปด้วยบางอย่างที่อดกลั้นแต่บริสุทธิ์
ช่วงห่างกันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้น ปลายฟ้าหมกมุ่นกับการแข่งรอบชิง ภควัตยุ่งกับงานแสดง ภาพเขียนในแกลเลอรี่มีคนมาดูเต็ม ภควัตกลับรู้สึกขาดอะไรเบา ๆ ในใจ
ในวันที่ฝนถล่มลงมาอีกครั้ง ภควัตนั่งรอเธออยู่ในร้านกาแฟจนค่ำ เธอไม่มา แต่กลางดึกคืนนั้น ขณะเขากำลังเดินฝ่าสายฝนกลับบ้าน เห็นเธอนั่งรอหน้าแกลเลอรี่
ปลายฟ้าเปียกปอนยิ้มกว้างตาแดงเหมือนร้องไห้มาก่อน “หนูได้ที่สองค่ะ”
ภควัตหัวเราะเบา ๆ “แล้ว…เสียใจไหม”
เธอส่ายหัว “ไม่ค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่อยู่ หนูเสียใจ”
เขายิ้ม เงียบ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเธอ ฝนยังตกโปรยปราย
เวลาผ่านไป หัวใจทั้งสองดวงค่อย ๆ เปิดออก ภควัตยอมบอกอดีต ตัดสินใจโทรศัพท์ขอโทษเพื่อนเก่าที่เคยทำผิด ปลายฟ้ากล้าขอครอบครัวให้รับในชีวิตที่เลือกให้ภูมิใจในตัวเอง
คืนหนึ่งในร้านกาแฟ ฝนพรำโปรยจาง ๆ ภควัตถือกล่องใส่สีเทียนเดินเข้ามา แล้ววางลงตรงหน้าปลายฟ้า
“อยากวาดภาพด้วยกันไหมครับ–คราวนี้…ลองออกไปวาดนอกสายฝนดูบ้าง”
ปลายฟ้าเงียบไปสักพัก น้ำตาซึมเบา ๆ ยิ้มออกมาอย่างเริงใจ
“ค่ะ…อยากค่ะ”
เสียงหัวเราะ เงียบ เสียงฝน ทุกอณูในอากาศชุ่มฉ่ำไปด้วยความกล้าที่จะรัก กล้าที่จะให้อภัยและกล้าที่จะเติบโตไปพร้อมกัน วันหนึ่งกลางสายฝน พวกเขาโอบอุ่นกันในร่มธรรมดาที่แบ่งปันใจให้แก่กันอย่างแท้จริง