คืนหมอกสีน้ำเงิน
เสียงกบร้องประสานกับลมเย็นวูบแรกของค่ำคืน หมู่บ้านชายเขาติดชายป่า ซ่อนตัวในอ้อมกอดของหมอกสีน้ำเงิน ทะมึนหนาแน่นครอบคลุมทุกหลังคาเรือนอย่างเชื่องช้า หน้าบ้านปาริฉัตร หญิงสาววัยสิบหกกำลังนั่งยอง ๆ มองฟ้ามืดอย่างเหม่อลอย หัวใจของเธอเต้นถี่ มือขยี้ชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว เมื่อแม่แง้มประตูออกมาเสียงแผ่ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อย่าอยู่ข้างนอกนาน เดี๋ยวหมอกลงเต็มแล้ว”
ปาริฉัตรสูดลมหายใจลึก เธอไม่กล้าสบตาแม่
“คืนนี้ก็เหมือนทุกคืนใช่ไหมแม่ หมอกกับเงา…จะเข้ามาหาเราอีกหรือเปล่า”
แม่เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนใจยาว เดินเข้ามาโอบไหล่ เหงื่อเย็นซึมไปทั่วนิ้วมือของปาริฉัตร
“อยู่ ๆ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นลูก แค่…อย่าสงสัยและอย่าถาม รอหมอกจาง ทุกอย่างก็ผ่านไปเองตั้งแต่สมัยยายแล้ว”
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ แม่เดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งปาริฉัตรให้นั่งเงียบ ๆ ท่ามกลางลมที่เริ่มแรง เติมเต็มด้วยเสียงใบไม้ไหว
ปาริฉัตรลุกขึ้นเดินออกสู่ซอยเล็ก เธอกำมือถือแน่นด้วยความลังเล จังหวะนั้นเอง ร่างของธนู—เพื่อนสนิทผู้มั่นใจและปากกล้า—เดินเข้ามา เขาปรายตามองเจ้าตัวสาวแล้วพยักหน้า
“คืนนี้เอาไง จะไปไหม โรงหนังปลายซอยเงียบดีออก เห็นว่าตั้งแต่รื้อเครื่องฉายกลายเป็นที่ลี้ภัยหมอก ลองไปดูไหมล่ะ”
ปาริฉัตรมองเขาด้วยความลังเล ธนูแกล้งยิ้มยั่วให้ดูเหมือนไม่กลัว แต่ความกลัวก็สะท้อนชัดในแววตาของเขาเอง
“กล้าก็กล้า กลัวก็กลัว แต่ถ้าอยู่นิ่ง ๆ ไม่รู้เสียที จะหนีไปถึงไหนกันทั้งชีวิต”
เสียงหอบสั้นจากธนูทำให้น้ำเสียงดูจริงกว่าเดิม ปาริฉัตรกัดริมฝีปาก ลังเลก่อนพยักหน้า เธอยืนกระชับเสื้อกันหนาวกับตัวเองแน่น
ภายในโรงหนังร้างที่ประตูไม้ผุเปิดแง้ม กลุ่มเพื่อนสามคน สมิทธิ์ ผู้เงียบขรึม ตาหวานแต่แฝงความระแวง กับวาดดาว สาวผิวคล้ำผู้หัวเราะง่าย แต่อ่อนแอในใจ ต่างกำลังยืนรอใต้เงาไฟฉายเก่า
ธนูหัวเราะเบา ๆ “นี่จะนั่งคุยผีคุยสางหรือคิดจะกอดกลัวไปด้วยกันแน่เนี่ย”
วาดดาวหรี่ตาตอบ “ถ้าเจออะไร เดี๋ยวได้รู้ว่าใครจะร้องไห้ก่อนกันแน่”
สมิทธิ์ก้าวมาใกล้ปาริฉัตร ดวงตาแข็งนิ่งจนคนถูกมองไม่กล้ามองตอบ
“เรามาทำไมกันแน่ปาริฉัตร”
เธอกระซิบเบา ๆ เพียงลมปาก “อยากรู้ว่า…จบจริงหรือเปล่า ทุกอย่างที่เขาซ่อนและที่เรากลัวกันจริงหรือแค่กลัวไปเอง”
ความสงัดเข้าครอบงำ ทุกคนต่างก้าวเข้ามาในโรงหนังร้าง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คืออากาศเย็นจัดจนขนลุก
ที่แผ่นผนัง ทิ้งรอยคราบน้ำตาไหลยาวเหมือนคนร้องไห้
วาดดาวจับแขนปาริฉัตรแน่น มือเย็นกว่าเคย สมิทธิ์ขยับไฟฉายขึ้นช้า ๆ ส่องไปทั่ว โปสเตอร์หนังเก่า ๆ ขาดวิ่นปรากฏให้เห็น ทว่าระหว่างทาง ทุกก้าวที่เดินลึกเข้าไป ในความเงียบ เสียงกระซิบแผ่วเหมือนมีใครกำลังพูดกันอยู่ลึก ๆ หลังม่านเวที
ธนู เบิกตากว้าง “เฮ้ย! ได้ยินเสียงนั้นปะ หรือแค่เสียงลม…”
ปาริฉัตรเงี่ยหูฟัง หัวใจเธอเต้นแรง หายใจสั้น เธออยากพูดอะไรสักอย่างแต่กลับพูดไม่ออก
วาดดาวกระซิบเบา ๆ “เหมือนเสียงเด็กผู้หญิง”
พิษในอากาศเริ่มคืบคลาน ใจของทุกคนต่างเต้นกระหน่ำ เมื่อก้าวขึ้นเวที เสียงสะอื้นจาง ๆ ดังขึ้นจากหลังกำแพงผุ
ปาริฉัตรเดินนำไปช้า ๆ แรงบีบของวาดดาวที่แขนเธอเข้มขึ้น ทุกคนหยุดมองซึ่งกันและกันก่อนตัดสินใจผลักประตูไม้เปิด
ภายในห้องเล็ก ผนังแตกร้าว เด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงขาดรุ่งริ่ง นั่งคุดคู้อยู่ในหมอกสีน้ำเงินที่ลอยเอื่อย เธอสะอื้นเงียบ น้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า ปาริฉัตรกลืนก้อนเนื้อในคอลงอย่างลำบาก
เธอก้าวเข้าใกล้ “เธอ…ชื่ออะไร”
เด็กหญิงกระซิบเบา ๆ “ฝัน… หนูชื่อฝัน อย่าทิ้งฝันนะพี่…หนู…”
สมิทธิ์ถอยสามก้าว สีหน้าเปลี่ยนเป็นขุ่นมัว
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคนมีชีวิต เดี๋ยวหมอกฟ้าจะลากพวกเราไป”
ธนูลังเล “ฝัน จริงเหรอ… ทำไมเธออยู่ตรงนี้คนเดียว”
ฝันเงยหน้ามอง แววตาฉายแววกลัวจนขนลุก “เขาจะมาเอาหนูกลับ…พวกนั้นจะมาพาหนูออกไป”
ปาริฉัตรขยับเข้าใกล้ ความสงสารผสมความกลัว เธอจะเต็มใจละทิ้งความลึกลับนี้หรือไม่ก็ยังลังเล เธอหันไปมองเพื่อน ๆ อย่างแสวงหาความมั่นใจ
วาดดาวพูดเสียงสั่น “แล้วถ้าเราไม่ช่วย เธอจะ…”
ฝันก้มหน้าซบกับเข่า ไหล่สั่นระริก “จะไม่มีใครเห็นหรือได้ยินเราอีกเลย…”
จู่ ๆ ลมเย็นวูบหนึ่งเป่าเข้ามาไฟฉายกรอกไปมา ร่างฝันพร่าเลือนกับหมอกจาง
ธนูสบตาปาริฉัตร สีหน้าชั่งใจ “เราจะช่วยเธอหรือกลับ”
สมิทธิ์กัดฟันแน่น ตะโกนเสียงห้าว “ทุกคืนที่หมอกลง หนึ่งคนต้องหายไป…! หรืออย่างน้อยต้องเสียอะไรสักอย่าง”
ปาริฉัตรนิ่งอึ้ง เธอหันกลับไปมองฝัน น้ำเสียงสั่น “แล้วถ้าคืนนี้ต้องเลือก หายไปหนึ่งคน หรือเราจะอยู่กับสิ่งที่เรากลัวกันตลอดชีวิต”
ฝันหลับตาแน่น ทุกอย่างเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง
ทันใด ประตูไม้ขาดเสียงดังปึง สายหมอกสีน้ำเงินทะลักทะลายเข้ามา เสียงร้องครวญคราง ลาง ๆ เหมือนเสียงผู้ใหญ่จำนวนมากดังพร้อมกัน ทุกคนก้มหน้าหลบแสงสีน้ำเงินที่เหมือนจะหนักขึ้นทุกวินาที
ธนูจับมือปาริฉัตรไว้แน่น “ไม่ต้องกลัว อย่าถอย”
สมิทธิ์ขยับเข้าไปยืนข้างฝัน แม้ดวงตายังแฝงแววระแวง วาดดาวสวมกอดเพื่อนในกลุ่มไว้อีกคน
ในขณะเดียวกัน โปสเตอร์เก่า ๆ ข้างผนังคลายตัวหลุดร่วงลงมา เผยให้เห็นลายมือข้อความเก่าที่ยังอ่านได้ลาง ๆ ว่า “ใครที่กล้ารัก ย่อมกล้าเผชิญหน้ากับอดีต”
ตอนนี้ หมอกครอบคลุมทุกอย่าง ร่างของฝันเริ่มจางสะลาย ปาริฉัตรกัดฟันพร้อมร้องเสียงหลง “อย่าไป! อยู่กับเรานะฝัน!”
เงาคลื่นสีฟ้าปะทะวาดดาวจนล้ม สมิทธิ์รีบคว้าแขนฝันดึงไว้ ฝันหันมา น้ำตาอาบแก้ม “จะไม่มีใครเหลียวหลังมาหา เด็กที่หายไปทุกปี…ไม่เคยมีโอกาสพูดลา”
ทันใด แม่ของปาริฉัตรปรากฏตัวที่หน้าประตู เธอเดินฝ่าสายหมอกเข้ามา ดวงตาแดงก่ำ “ลูก ปล่อยตัวเองจากอดีตเสียที อย่าให้เงาในหมอกพรากสิ่งสำคัญไปอีก”
ปาริฉัตรร้องออกมา น้ำตาเอ่อจนเสียงขาดหาย “แม่…หนูกลัว หนูไม่อยากเสียใครอีกแล้ว”
แม่เดินมากุมมือ เธอมองเข้าไปในตาของปาริฉัตร “แล้วหนูล่ะ ให้อดีตจมอยู่ในหมอก หรือจะเลือกให้ออกมาอยู่ข้างนอกกับเราดี”
เวลาผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์ ปาริฉัตรเลือกที่จะก้าวไปหาเด็กหญิงฝัน ห้อมล้อมด้วยเพื่อน ๆ
เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าของยาย อ้อมแขนกอดฝันราวกับจะดึงเธอออกจากหมอกไปด้วยกัน
ทันใดนั้นเอง หมอกเริ่มจางลงทีละน้อย แสงสีเงินอ่อนลอดหน้าต่างโรงหนังเข้ามา เงาร่างของฝันค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น รูปลักษณ์ของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นคนปกติ ไม่มีรอยเศร้าสร้อยอีกต่อไป
เสียงประหลาดเงียบงัน ทุกคนยืนอยู่ในโรงหนังเก่าแห่งนั้น กอดกันกลม ฝันยิ้มครั้งแรกแบบเด็กจริง ๆ เธอพูดแผ่ว ๆ แต่มั่นคง “ขอบคุณ พอได้รัก…ถึงจะกล้ากลับบ้านจริง ๆ”
ปาริฉัตรยิ้มทั้งน้ำตา ฝันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเธอ หมอกสีน้ำเงินค่อย ๆ จางลงจนหายไป
ภายนอกโรงหนัง รุ่งอรุณแรกแห่งปีใหม่ส่องไล่หมอกที่เหลือ ทุกคนเดินกลับบ้าน แต่ไม่มีใครเป็นคนเดิมเลยแม้แต่คนเดียว
ปาริฉัตรกุมมือแม่ไว้แน่น เงยหน้ารับแสงตะวันใหม่ที่อบอุ่น
เสียงหัวใจของเธอเต้นช้า สงบ และกล้าหาญเป็นครั้งแรกในชีวิต