คืนแสงจันทร์ที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงพู่กันลากบนผืนผ้าใบดังก้องในความเงียบ ห้องสตูดิโอศิลปะชั้นห้าเก่าแก่สุดของสถาบันศิลป์กลางเมืองใหญ่ อาคารร้างข้างหอพักนักศึกษากลายเป็นแหล่งซุกซ่อนของเด็กหัวขบถ ดึกสงัด สนามหญ้าข้างสตูดยังมีเงาคนเดินผ่านกับเสียงจักจั่นกระซิบเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อีวา นั่งขดเข่าอยู่ตรงโต๊ะวาดรูปกลางห้อง ไฟนีออนเก่ากะพริบสลับดับตลอดเวลา เธอเหลียวมองรอบตัวด้วยสายตากังวลก่อนเอื้อมไปแตะลายดินสอบนใบหน้าที่ยังวาดไม่เสร็จ “คืนนี้แกเสร็จแน่ ถ้าไม่…หายไปก่อนเหมือนยัยเมย์” เธอพึมพำ สีหน้าแข็งกร้าวแฝงบางสิ่งที่เหมือนจะร้องไห้
บอยเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ ถือขวดกาแฟกระป๋องเต็มมือ “อีวา จะเสร็จมั้ย? อาจารย์ส่งงานพรุ่งนี้เช้านะ รู้ยัง” เสียงเขาทุ้มนุ่มแต่แฝงความสั่นนิด ๆ
อีวาวางพู่กันลงช้า ๆ ทำเป็นแสร้งไม่สนใจ “เสร็จไม่เสร็จก็ช่าง ยังไงเมย์ก็ไม่มา” เธอเหลือบตา บอยกลืนน้ำลาย กลิ่นสีอคริลิคกับกลิ่นหวานคล้ายดอกไม้แปลก ๆ อบอวลในอากาศ
ผลักประตูไม้เก่าสะท้อนเสียงกึกๆ วิกกี้เดินเข้ามาหัวเราะ “เลิกกลัวผีกันได้แล้ว ทุกคนก็ยังอยู่ครบ…นอกจากเมย์ เฮ้อ” เธอปรายตามองกระจกเก่า ๆ มุมห้องตรงข้าม บางจังหวะราวกับมีเงาร่างเบลอซ้อนหลังตนเองทุกครั้งเวลาแสงจันทร์สาดลงที่พื้น
ตูนยืนเหม่อมองดาวนอกหน้าต่าง สีหน้าคล้ำ “เมื่อคืนถึงกับฝันเห็นเมย์เดินวนอยู่ในห้องนี้ ร้องไห้ จะจริงหรือแค่หลอนนะ” ปืนที่วางไว้มุมห้องทำเอาเงียบหายไปชั่วครู่ ทุกคนต่างกลืนความกลัวไว้ข้างใน
ปาล์ม หญิงเงียบขรึม อีกคนในกลุ่มเดินเข้ามาหยิบขวดน้ำ แล้วยื่นให้ตูน “อย่าเพิ่งคิดมาก สติเดี๋ยวจะหลอนยิ่งกว่าเดิม ยังไงก็แค่ข่าวลือ…ใช่มั้ยอีวา” ทุกสายตาหันมาที่อีวา เธอเม้มปากแน่น ตกอยู่ในความกดดัน
เกิดเสียงโทรศัพท์เตือนดังขึ้น ทุกคนสะดุ้ง อีวาดึงมือถือขึ้นมา ข้อความปริศนา: “ถ้าอยากรู้ความจริงของเมย์ เจอกันชั้นล่างเที่ยงคืน” เธอหลุบตา หายใจติดขัด ไม่กล้าเปิดเผยต่อหน้าเพื่อน
บอยมองอีวากดโทรศัพท์ เฉไฉ “ใครส่งมา?” อีวาเจตนาไม่ตอบ เอื้อมมือไปหยิบพู่กันใหม่ วาดเศร้าตัดกับความเงียบอึดอัดในห้อง ตูนเหลือบตากังวล วิกกี้ขยี้ผมตัวเอง ก่อนจะเดินไปนั่งริมประตู ใจกระวนกระวาย
เสียงกรีดร้องจากทางเดินหน้าสตูดิโอดังแทรกเข้ามา ทุกคนชะงัก หันควับไปยังต้นทางประหนึ่งเสียงนั้นแว่วออกมาจากใต้ดินลึก พวกเขามองหน้ากัน บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ปาล์มกลืนน้ำลายก่อนยื่นมือไปแตะบ่าบอย “ไปดู กันมั้ย…ไม่ไปก็ฝันร้ายอีก”
ตูนลุกขึ้นเดินนำ บอยวีดตามด้วยสีหน้ากังวล อีวาลังเลแต่สุดท้ายถูกวิกกี้ลากมือไปด้วย พวกเขาเปิดประตูออกทุกคนเดินเรียงเป็นแถวในความเงียบจนน่าขนลุก ทางเดินแคบแสงไฟริบหรี่ เงาทอดยาวไปไกลจนสุดปลายเลี้ยว บรรยากาศเย็นวาบ
เมื่อพวกเขามาถึงชั้นล่าง พบประตูห้องประชุมเล็กถูกแง้มไว้ บอยสูดลมหายใจลึกแล้วเป็นคนผลักเข้าไปก่อน ข้างในมีแต่ความว่างเปล่า กลุ่มเดินเข้าไป วางใจได้แค่ชั่วอึดใจ
ทันใดนั้นประตูปิดดังปัง บอยผวา ตูนรีบผลักประตูกลับแต่เหมือนล็อค วิกกี้หัวเราะแห้ง ๆ “คิดว่ากระแสไฟเล่นตลกสินะ หรือไม่ก็…เฮ้ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น” ปาล์มจับมือวิกกี้แน่น อีวาสบตาเพื่อนทุกคน ทุกคนขมวดคิ้ว หน้าขาวซีด แวบหนึ่งอีวาเหมือนเห็นเงาเมย์ทาบลงบนผนังด้านหลัง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความมืด อีวาดู จอแสดงภาพถ่ายเก่าสมัยมัธยมของทั้งห้าคน พร้อมข้อความ: “ในที่สุดความลับก็ใกล้แตก แล้วจะรอดมั้ยคืนนี้”
อีวาวางโทรศัพท์ลงอย่างระแวดระวัง บอยจ้องอีวา “อะไรของแก ซ่อนอะไรอีกหรือเปล่าอีวา?” สีหน้าทะแม่งตลอด
อีวาโพล่งออกมาอย่างเสียงสั่น “ถ้าพวกนายต้องการรู้ความจริง ฉันจะเล่า…แต่ต้องสัญญาว่า ห้ามใครโกรธกัน ถ้าฟังจบแล้ว” วิกกี้ถอนหายใจแรง ช้อนตาระหว่างน้ำตากับรอยยิ้มจาง ๆ
ทุกคนพร้อมใจนั่งล้อมวง ฟังอีวาเปิดเผยความลับในอดีตที่เกี่ยวกับเมย์ ส่วนปาล์มจับมือบอยไว้อย่างเงียบงัน เหมือนปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อน
ไฟสลัวในห้องประชุมจู่ ๆ หรี่ลงแล้วดับสนิท เหลือเพียงแสงจันทร์รอดผ่านผนังแตก ๆ บนใบหน้าแต่ละคน ทุกลมหายใจติดขัด
วินาทีที่มืดสนิท มีเสียงกระซิบริมหูอีวาเบา ๆ “อีกไม่นาน ทุกคนจะเห็นของจริง…กล้าเผชิญหรือเปล่า” อีวากัดปากแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน
บอยถามเสียงเครือ “นี่เราเจอกับผีจริง ๆ หรอ หรือเป็นใครแกล้ง” ตูนพยักหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาฉายแสงแฟลชไปทั่วห้อง เงาสะท้อนบนผนังเหมือนมีเงาหญิงสาวยืนก้มหน้าซ้อนหลังพวกเขาทุกคน
ทุกคนเงียบ ราวกับเสียงหัวใจดังขึ้นท่ามกลางเงา อีวารวบรวมความกล้า เริ่มจากการเล่าคืนสุดท้ายที่เมย์อยู่กับพวกเขา วันนั้นเกิดเหตุการณ์ทะเลาะหนักถึงขั้นเมย์ร้องไห้วิ่งออกจากห้อง เหตุผลนั้นมาจากความรักที่ต้องห้ามระหว่างเมย์กับปาล์ม
วิกกี้เหลียวแล้วยกมือปิดปาก “ทำไมไม่บอกกันแต่แรก ฮึ…แล้วเมื่อคืนปาล์มอยู่ไหนกันแน่” ปาล์มหลบตา ตอบเสียงเงียบ ๆ “ฉันตามเมย์ไป แต่เธอหายไปในความมืด ฉัน…ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
เสียงกระจกแตกปังบนมุมห้อง ทำเอาทุกคนสะดุ้ง เศษกระจกกระจายเปล่งประกายแปลก ๆ ในความมืด เงาเมย์ในกระจกโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้ชัดกว่าทุกครั้ง แววตาขอความช่วยเหลือ
บอยสาดแฟลชไปที่เงา แต่สิ่งนั้นกลับสะท้อนเหมือนกระจกเงาเปล่า วิกกี้ร้อง “นี่มันไม่จริงใช่มั้ย ตูน บอย ใครก็ได้ ดึงฉันออกไปจากตรงนี้ที” ปาล์มสั่นเทา นั่งกอดเข่า
อีวาหายใจลึก ประกาศเสียงหนักแน่น “ถ้าเรายังเก็บความลับ ไม่ให้อภัย ไม่เข้าใจกันเอง เราคงจะต้องติดอยู่กับเสียงของเมย์และความกลัวนี้ตลอดไป ไม่มีทางได้เจอกันอีก” บรรยากาศเปลี่ยนจากความกลัวเป็นเศร้าสลับเคียดแค้น
บอยถามตูนในเสียงเบา “แล้วเมย์…เธอจะให้อภัยเรามั้ย ถ้าได้รู้ว่าทุกสิ่งมันไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนต่างผิด”
เงาเมย์ร้องไห้ในเงาสะท้อน มือขีดคราบน้ำตาบนกระจก ก่อนภาพนั้นจางหายไปพร้อมเสียงกระซิบ “แค่กล้าเผชิญ กล้าให้อภัย ใจจะเป็นอิสระ”
เสียงกริ่งเช้าสถาบัีบดังขึ้น ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงของชีวิตภายนอกที่เริ่มขยับ ทุกคนลุกขึ้นช้า ๆ เปิดประตู พบว่าประตูกลับเปิดได้ มือแต่ละคนจับมือลากันออกจากห้องแคบ ๆ อย่างไม่ทิ้งกันอีกต่อไป
เมื่อเดินออกจากสตูดิโอ เงาเมย์ทิ้งท้ายในแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่ลอดผ้าม่านเก่า เสียงกระซิบสุดท้ายของเธอลอยล่องในอากาศ “เมื่อตะวันขึ้น ต่างคนก็ต่างเดินหน้าต่อไปกับความกล้าที่จะให้อภัย…และรักตัวเองอีกครั้ง”