กระจกแยกเส้น
เสียงหวีดลมลอดผ่านช่องระบายอากาศแคบ ๆ ลึกลงไปใต้ดิน ตึกสูงด้านบนกลายเป็นซาก โนห์นั่งตัวงอซุกในเงามืด ดวงตาจ้องเพดานต่ำที่มีไฟสลัว ๆ กระพริบ เหน็บหนาวและเหม็นอับของฝุ่นเก่า ทำให้เธอขยับมือกอดเข่าแน่นขึ้น ในคืนใดคืนหนึ่งที่แม่เดินลับเข้าไปในอุโมงค์เล็ก ๆ โดยไม่หันกลับมา โนห์แอบเดินตามแต่ระยะห่างเกินจะตะโกนเรียกได้ เธอมองเสี้ยวเงาสะบัดหายไปกับสายลมหนาวและความเงียบงันที่หนักอึ้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนตัวโนห์นั้น เคยมีกำไลเงินที่แม่ให้ไว้ กลายเป็นของสำคัญเพียงไม่กี่ชิ้นที่เหลือ เธอก้มลงจับมันไว้แน่น เส้นทางหน้าเธอคืออุโมงค์ร้างที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ข่าวลือว่ามีบางสิ่งกระซิบบอกกับคนหลงทางในนี้เสมอ
“แม่!” โนห์กัดฟัน เอื้อมมือแตะผนังเย็นผะผ่าว ผนังอุโมงค์มีรอยขีดเขียนสีซีดคล้ายลายมือเด็ก ๆ ที่ผ่านมาหลายชั่วชีวิต เธอเหลียวไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง ก่อนตัดสินใจเดินต่อเข้าจนลึกสุด
เสียงฝ่าเท้าที่ตามมาอีกคู่ดังใกล้ขึ้น โนห์หยุดหายใจทันที แต่กลับเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมยุ่ง สีหน้าของโมร์ ทอม เพื่อนสนิทจอมซุ่มซ่ามที่มักทำเรื่องพลาดเสมอ เขาโผล่มาพร้อมกับสัญญาณหายใจแรง ๆ
“โนห์! คุณทำไมต้องเข้าไปที่นี่ด้วยน่ะ? มันน่ากลัวจะตายไป!” โมร์ถอนหายใจลึก ดวงตาซ่อนความตกใจไว้ไม่เป็น
“แม่ฉันหายไปที่นี่…เมื่อคืน”
โมร์ลังเล ก่อนเสียงรองเท้าอีกคู่เดินกระทืบตามมาติด ๆ เป็นฟาริน สาวผิวเข้ม หน้าตาย แต่ชอบประชดประชันตลอด เธอชะงักขึ้นทันทีที่หันมาเจอแสงของเครื่องตรวจจับคลื่นแม่เหล็กสะท้อนแวววับบนกำไลโนห์
“อย่าบอกนะว่าจะตามแม่เข้าไปในช่องนี้ ไม่มีใครเคยรอดนะยะ” ฟารินขยับคิ้ว หน้าตากึ่งไม่เชื่อกึ่งห่วงกังวล
พวกเขาต่างจ้องหน้ากัน ในความเงียบเฉียบ ทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและคำถามที่ไม่มีใครกล้าถามออกมา
โนห์ตัดสินใจลากประตูเหล็กบานหนักเข้า อากาศข้างในเย็นฉ่ำจนแทบหายใจไม่ออก ในแสงกระพริบ โนห์มองเห็นกระจกกรอบดำแกะสลักโบราณวางอยู่กลางห้อง ซากเทียนไขละลายเป็นจุด ๆ อยู่รอบตัวมัน กระจกสะท้อนภาพเบลอมัวเป็นเพียงสีส้มสลัว แทนที่จะเป็นเงาของใคร
โมร์เดินอ้อมระวัง ฟารินยืนกอดอกพิงผนัง มองชำเลืองอย่างไม่ไว้ใจ
“นั่นอะไร? กระจก?” โมร์ถามเสียงค่อย ริมฝีปากแห้ง ราวกับกลัวจะมีใครสะท้อนกลับมา
“แม่ของเธอมาเกี่ยวกับของนี่ใช่ไหม?” ฟารินถามเสียงแข็งแต่ตาแล่นไว
โนห์ยื่นมือไปแตะขอบกรอบเย็นยะเยือก สัมผัสแรกเหมือนมีบางอย่างสะท้อนใจตัวเอง ย้อนภาพอดีตเมื่อครั้งที่แม่เอาตัวเองออกไปซ่อนเพื่อปกป้องจากบางสิ่งในโลกผิวนอก
ทันใดนั้น แสงในกระจกสว่างจ้า ภาพที่ฉายออกมาไม่ใช่ปัจจุบันหรืออดีตโนห์ หากแต่เป็นเสี้ยวเหตุการณ์หนึ่งที่แม่กำลังร้องไห้อยู่ลำพัง ก่อนกลายร่างเป็นเงาดำพร่า ๆ ทั้งสามรีบหันไปมองหน้ากันเงียบกริบ เหงื่อซึมที่มือแม้จะอยู่ในอากาศเยือกเย็น
โมร์ตัดบท “เรา…เอาไงต่อ? เหมือนมันเรียกเธออยู่นะ”
เสียงกึกกักจากใต้พื้นหินเริ่มดังขึ้น เสียงซ่าและแสงไฟกระพริบผิดปกติ ฟารินสบถเบา ๆ พยายามดึงโนห์ถอยแต่หญิงสาวยังหยุดนิ่งราวกับถูกสะกด
“ถ้าแม่ฉันอยู่ข้างใน ฉันต้องไป” โนห์กระชากมือออกและกรีดร้อง “แม่!” ก่อนที่พื้นเบื้องล่างจะยุบตัว พลันทั้งสามร่วงหล่นลงไปในอุโมงค์ข้างล่างสุด เสียงกรีดร้องผสมกับเสียงโลหะเสียดหินแสบแก้วหู
พวกเขาตื่นขึ้นมากลางห้องหินเย็นยะเยือก เบาะหนาสีดำรองพื้นห้องอย่างแปลกประหลาด ตรงหน้าคือประตูไม้ที่ถูกลวดหนามพันแน่น โมร์ใช้ไฟฉายกราดดูรอบ ๆ
“ที่นี่มันบ้าอะไรเนี่ย…” เขาเสียงสั่น “เราต้องปีนขึ้นเหรอ?”
ฟารินจับไหล่โนห์ “ฟังนะ ถ้าแม่เธอเลือกออกไปเอง มันต้องมีเหตุผล เธอแน่ใจหรือจะเจอแต่เรื่องดี?”
โนห์หลบสายตา กลืนน้ำลาย “ฉัน…ไม่รู้ บางทีฉันแค่กลัวว่าแม่จะไม่กลับมา…”
เสียงกระจกแว่วในหัวโนห์ ภาพในนั้นเปลี่ยนเป็นภาพของตัวเธอวัยเด็กยืนร้องไห้กลางฝุ่นหนา ความเศร้าโถมเข้าซัดเธอเสียสมดุลแทบทรุด
โมร์ขยับมากุมมือโนห์แน่น “ฉันช่วยเธอเอง จะไปด้วยกัน” คำพูดเขาสั่น แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงใจ
ฟารินถอนสายตา กอดอกแน่นกว่าเดิม “อย่าให้เสียเวลานะ เรามาทางเดียว ออกไม่ได้เองแล้ว…”
พวกเขาพยายามทุบประตูไม้ ทว่าทุกครั้งที่โมร์ใช้แรง กระจกวางอยู่กลางห้องก็สั่นสะเทือน ภาพรอยแยกในกระจกแล่นผ่านราวแสงฟ้า เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ก้องในหัวโนห์
“ถ้าเธออยากเห็นอดีตจนถึงที่สุด จงเปิดประตูนี้” เสียงนั้นอ่อนโยนแต่เยือกเย็น
โนห์รวบรวมความกล้าเปิดประตูเข้าไป ข้างในเป็นอุโมงค์แคบซ่อนซากของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน—รองเท้าเด็ก ถุงมือขาด สมุดวาดภาพ มีภาพวาดผู้หญิงคล้ายแม่ทิ้งไว้ในเล่มหนึ่ง เธอคว้ามาพร้อมสั่นสะท้าน
“แม่…” โนห์น้ำตาซึม มือสั่น “ฉันต้องเข้าใจให้ได้ว่าแม่เลือกอะไรก่อนลา…”
ฟารินหลบไปมุมเงา ตาซ่อนความกังวล ในขณะที่โมร์นั่งข้างโนห์พูดเสียงเบา “เรื่องของแม่เธอ มันทำให้ฉันคิดถึงพ่อกับแม่ฉันเองเหมือนกัน”
โนห์หยุดฟัง ดวงตาแดงเรื่อ “เขาหายไปตอนไหน?”
โมร์เสียงลง “ตั้งแต่ฉันอายุหกขวบ คืนนั้นไฟดับทั้งเมือง เราวิ่งกลับบ้านกัน…แต่ไม่มีใครอยู่ ชีวิตฉันเหมือนหลงในความมืดตั้งแต่วันนั้น”
ฟารินแทรกเสียงจัด “ทุกคนต่างมีอดีตที่ทำให้กลัว ฉันก็…ไม่ชอบอยู่ในห้องแคบ ความทรงจำมันกัดกินทุกคืน”
สามคนสบตากัน ต่างก็มีแผล ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนจากความกลัวกลายเป็นความเข้าใจ
ทันใดนั้น เสียงโลหะขูดหินดังขึ้นอีกครา พื้นสั่นสะเทือน ผนังแตกร้าว พวกเขาต้องรีบพากันวิ่งหนีจนกลับมาเจอห้องกระจกอีกครั้ง
แต่กระจกตอนนี้ฉายแววภาพผิดไป ทั้งสามคนกลับพบภาพอนาคตตัวเองแว็บผ่านในเงา—โนห์เห็นตัวเองยืนคนเดียว โมร์เห็นตัวเองปีนขึ้นสู่ผิวนอกข้างนอก ฟารินเห็นตัวเองหวาดระแวงในห้องมืดอีกห้อง ทุกคนยืนขึงตา ท่ามกลางความเงียบแสนอึดอัด
“ภาพพวกนั้น…มันจริงไหม?” โมร์สะอึก
ฟารินเค้นเสียง “หรือมันแค่หลอกเราให้กลัว?”
โนห์สูดลมหายใจลึก “เราต้องหาทางควบคุมมัน…และไม่หวั่นไหวจากอดีตหรืออนาคต”
ขณะที่ทั้งสามจ้องภาพในกระจก เสียงหายใจของอีกคนสะท้อนแผ่ว ๆ ก่อนแสงในห้องจะดับพรึ่บ โลกทั้งใบมืดสนิท ความเงียบทำให้หัวใจทุกคนเต้นแรงจนได้ยินชัด
เสียงของแม่โนห์ก้องขึ้นในความมืด “ถ้าเธอกล้าเผชิญทุกอย่าง…เธอจะเข้าใจฉันจริง ๆ”
โนห์สะอึก “แม่! อยู่ไหน!”
โคมไฟติดขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นทางเดินใหม่พาดยาว พวกเขาเดินฝ่าอากาศเย็นเฉียบไปข้างหน้า ประตูไม้บานถัด ๆ เปิดไปสู่ห้องที่เต็มไปด้วยกล่องบันทึกความทรงจำเสียง เหมือนสื่อประวัติศาสตร์ใต้พิภพ
ฟารินก้มลงฟังเทป “ทุกคนมีทางเลือก เด็ก ๆ ที่นี่ไม่มีวันลืมใครจากไป ทุกอย่างหลงเหลือในเงา”
โมร์หลับตาเหมือนไล่ความกลัว “เธอจะเลือกมั้ยโนห์ ถ้าแม่ของเธอขอให้เธออยู่ต่อ กลับไปไม่ได้อีก?”
โนห์กัดฟัน “ฉันไม่รู้…แต่ฉันต้องถามแม่ก่อน!” เธอเดินไปกลางห้อง ตรงนั้นมีกระจกอีกบาน เป็นกระจกบานโค้งสะท้อนภาพแม่ยืนอยู่
“ลูก…บางความจริงอย่าเพิ่งมองตรง ๆ บางอย่างในข้างหลังของกระจก มันจะทำให้ลูกรู้แจ้ง” เสียงแม่ดังขึ้นพร้อมหยาดน้ำตา
โนห์เอื้อมมือแตะเงา ร่างแม่กลับเดินถอยหายไปกับแสง กระจกแตกเป็นเสี่ยง ๆ เผยให้เห็นเส้นทางออกใหม่ด้านหลัง
ฟารินดึงโนห์มากอดแน่น “ไม่ว่าเธอจะเลือกยังไง ฉันจะอยู่ข้าง ๆ” โมร์เข้ามาด้วยใบหน้าเจ็บแปลบแต่สายตาเด็ดเดี่ยว
สามคนเดินตามแสงลอดออกไปสู่โถงกว้าง มีบันไดเหล็กปีนขึ้นไปสู่โลกผิวนอก ภายนอกนั้นท้องฟ้าแดงอมม่วงและเศษซากโลกเดิมปกคลุม
“ถ้าเราขึ้นไป…อาจไม่มีวันกลับมาใต้ดินได้อีก” โมร์นิ่ง เผลอยิ้มเศร้า ๆ
โนห์ใจหาย ทว่าตัดสินใจก้าวต่อ—ตราบเท่าที่เธอเข้าใจแม่ ก้าวใหม่ก็ไม่ใช่ความกลัวหรือความเศร้าอีกต่อไป
ทั้งสามขยับปีนขึ้นไป ทิ้งอดีตเบื้องหลังและหอบความกลัวไว้เป็นแรงให้เติบโต กระจกที่แตกทิ้งไว้ใต้พิภพกลายเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าทุกเส้นทาง มีรอยแผลในหัวใจซ่อนอยู่เสมอ