เงากระจกคลองร้าง
เสียงจักจั่นครวญครางตัดกับความเงียบสงัดของคลองร้างกลางหมู่บ้านเก่า วินชายหนุ่มร่างสูงแต่ท่าทางเกร็ง หยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านไม้สองชั้นที่ถูกปล่อยร้างมานานเกือบสิบปี เงามืดจากต้นไทรใหญ่ทอดลงมาคลุมหน้าต่างที่ปิดสนิท ริมคลองน้ำดำขลับนิ่งสนิทอย่างผิดปกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงแล้วเหรอวิน…” เสียงแผ่วของเนตร เพื่อนหญิงผิวขาวซีดที่ยืนข้างเขาเอ่ยอย่างลังเล สายตาเธอลอบมองหน้าต่างบานสูงของบ้านหลังนั้นราวกับกลัวว่ามีใครสักคนมองลงมา
“ถ้าไม่กลับมาตอนนี้ ก็ไม่มีวันรู้ความจริง” ต้น หนุ่มรูปร่างท้วม เจ้าของแววตาหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงพูดขึ้นขณะยกกระเป๋าเป้ขึ้นบ่า “สิบปีแล้วนะเนตร เราจะหนีไปได้อีกเหรอ”
ออม เด็กสาวตัวเล็กผู้ดูเงียบขรึมแต่ลึกซึ้ง เดินตามหลังมาโดยไม่พูดอะไร เธอหยุดมองรอยตะไคร่น้ำที่ไต่ขึ้นมาบนผนังไม้เหมือนรอยมือเล็ก ๆ กำลังปีนขึ้นสู่หน้าต่างชั้นสอง
ทั้งสี่คนเคยเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็ก พวกเขากลับมาที่นี่เพราะอีเมลลึกลับที่อ้างว่าเป็นของ “แป้ง” เพื่อนคนหนึ่งที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนฝนตกเมื่อสิบปีก่อน ทั้งที่ไม่มีใครติดต่อแป้งได้อีกเลยหลังจากคืนนั้น
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อวินผลักเข้าไป กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นสนิมและฝุ่นเก่ากระแทกจมูก แมลงวันบินวนรอบ ๆ แสงสลัวลอดผ่านช่องหน้าต่างแตกร้าว เงาสะท้อนจากกระจกโบราณขอบทองที่ยังคงตั้งอยู่ในห้องรับแขก ทำให้วินหยุดชะงัก เขาเหมือนเห็นเงาใครบางคนปรากฏอยู่ในกระจก แต่เมื่อหันไป ไม่มีใครนอกจากตัวเอง
“ทุกอย่างเหมือนเดิม…” ออมพึมพำ เสียงเธอเบากว่าลมหายใจ วินหันไปสบตาเพื่อนเธอ เห็นความสั่นไหวในแววตาของเธอ
ต้นเดินเข้าไปใกล้กระจก “นี่มัน…กระจกบานนั้นใช่มั้ย? ที่แป้งชอบเล่นตอนเด็ก ๆ” เขาลูบขอบทองอย่างลังเล “ใครยังจำตอนนั้นได้บ้าง”
เนตรส่ายหน้า “ฉันไม่อยากจำ…แต่ก็ลืมไม่ได้” เสียงเธอสั่น วินมองเห็นรอยขีดข่วนเล็ก ๆ บนขอบกระจกที่พวกเขาเคยขีดเล่นสมัยเด็ก
ทันใดนั้น เสียงน้ำหยดแว่วออกมาจากชั้นบน ทั้งที่บ้านนี้ไม่มีใครอยู่มานาน ออมหยุดฟัง สายตาเธอจับจ้องไปที่บันไดไม้เก่า “พวกนายได้ยินมั้ย”
วินกลืนน้ำลาย “ข้างบน…ใช่มั้ย?” ไม่มีใครตอบ ต้นหยิบไฟฉายขึ้นมา ทั้งสี่เดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดของไม้แต่ละขั้นขับเน้นความเงียบ
เมื่อขึ้นถึงชั้นสอง ประตูห้องนอนของแป้งแง้มอยู่เล็กน้อย ภายในมืดสนิท มีเพียงแสงจากไฟฉายที่สาดเข้าไป เห็นเงาสะท้อนจาง ๆ จากกระจกบานเล็กในห้องนั้น ออมหยุดยืนหน้าประตู ลมหายใจติดขัด
“เรา…จะเข้าไปจริง ๆ เหรอ” เธอลังเล เสียงเนตรดังขึ้นเบา ๆ “ถ้าไม่เข้าไป จะกลับมาทำไม…”
ต้นเป็นคนผลักประตูเข้าไป ห้องมืดสนิทมีกลิ่นอับของผ้าห่มเก่า ๆ กองอยู่บนเตียง หยากไย่ขึงระหว่างหน้าต่างและชั้นวางของ ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เสียงน้ำหยด “แหมะ…แหมะ…” ดังมาจากข้างเตียง
วินสาดไฟฉายไป เห็นแอ่งน้ำกระจายเป็นรอยเปียกคล้ายเงาคน พวกเขาหันไปมองสบตากัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก ออมตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เธอหยิบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมา ฝุ่นจับหนาแน่น แต่ชื่อ “แป้ง” ยังเห็นอยู่ที่ปก
เนตรถามเสียงเบา “มีอะไรอยู่ในนั้น…” ออมเปิดสมุดอย่างระมัดระวัง มือเธอสั่น “มัน…มีแต่หน้าว่าง” เธอพลิกไปทีละหน้า ทุกหน้าขาวโพลนยกเว้นหน้าสุดท้าย ซึ่งมีลายมือเล็ก ๆ เขียนว่า “ฉันเห็น…ในกระจก”
ต้นถอนหายใจหนัก “นี่มัน…” เสียงเขาขาดห้วง วินเดินวนรอบห้อง มองไปรอบ ๆ “ไม่มีใคร…อยู่จริง ๆ ใช่มั้ย?”
เสียงกระจกแตกร้าวดังขึ้นเบา ๆ เหมือนมีใครบางคนเคาะจากอีกด้านหนึ่ง ทุกคนหยุดนิ่งทันที วินกลืนน้ำลาย “ไปดูข้างล่างกันเถอะ”
พวกเขารีบเดินลงบันได เสียงฝีเท้าดังประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำ เมื่อมาถึงห้องรับแขก กระจกขอบทองกลับมีรอยมือเปียกน้ำอยู่เต็มไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสะอาดอยู่
เนตรถอนหายใจแรง “ฉัน…ไม่ไหวแล้วนะ” เธอเสียงสั่น “มันต้องมีใครแกล้งแน่” ต้นตัดบท “จะมีใครเข้ามาตอนนี้ได้ไง ไม่มีใครในหมู่บ้านนี้กล้าเดินเข้าใกล้ที่นี่หรอก”
ออมเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปทางคลอง น้ำในคลองนิ่งเป็นกระจก เงาของต้นไทรและบ้านร้างสะท้อนกลับอย่างผิดธรรมชาติ เธอเห็นเงาของคนที่ห้าที่ยืนอยู่ริมคลอง ทั้งที่ในบ้านมีแค่สี่คน
“ดูนั่น…” เธอชี้ ทุกคนหันไป เงานั้นนิ่งอยู่ ไม่ไหวติง
วินพึมพำ “นั่น…แป้งเหรอ…” ไม่มีใครตอบ เสียงน้ำในคลองดังแปลกไป เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวใต้น้ำเงียบ ๆ
ต้นกลืนน้ำลาย “เรา…กลับกันดีมั้ย” แต่ไม่มีใครขยับ
ออมเอ่ยเสียงเบา “เมื่อคืนก่อน ฉันฝันว่าแป้งเรียก แต่ไม่ได้ยินเสียง…” เนตรเบือนหน้าหนี “แป้งไม่ได้หายไปเอง พวกเราต่างหากที่—” เธอกัดริมฝีปากหยุดพูด
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ออมหยิบขึ้นมา หน้าจอขึ้นว่า “แป้ง” โทรเข้า ทั้งที่หมายเลขนี้ถูกลบไปนานแล้ว ไม่มีใครกล้ารับสาย เสียงโทรศัพท์ดับไปเอง
วินพูดเสียงแผ่ว “ตอนนั้น…ฉันเป็นคนผลักแป้งออกจากห้อง เพราะแป้งพูดว่าเห็น ‘อะไรบางอย่าง’ ในกระจก ทุกคนหัวเราะ ไม่มีใครเชื่อ”
ต้นเสริม “แล้วแป้งก็ร้องไห้ วิ่งออกไปจนถึงคลอง…” ออมพูดเบา ๆ “ไม่มีใครหาแป้งเจออีกเลย”
เนตรหยิบกระจกมือถือขึ้นมา มองเงาสะท้อนของตัวเอง เธอเห็นเงาคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลังทั้งที่ในห้องไม่มีใครยืนตรงนั้น เธอรีบหันไปมอง ไม่มีอะไร
เสียงขูดขีดดังเบา ๆ จากข้างฝา ราวกับมีใครลากเล็บไปตามไม้เก่า ๆ ทุกคนเงียบ เสียงลมหายใจหนักอึ้ง
ออมหยิบสมุดของแป้งขึ้นมาอีกครั้ง พลิกไปที่หน้าสุดท้าย พบข้อความใหม่ที่เพิ่งปรากฏ “ตอนนี้…ฉันอยู่ในเงาน้ำ”
วินหน้าซีด “ไปจากที่นี่กันเถอะ…” เขาหันไปจะคว้าประตู แต่ประตูล็อกจากข้างนอก เสียงน้ำไหลในคลองดังขึ้นหนักแน่นขึ้น เงาในน้ำเริ่มขยับ เคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต
ต้นลังเล “ถ้าเราขอโทษ…จะจบมั้ย”
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นจากด้านหลังพวกเขา “ไม่สายเกินไป…ถ้าพวกเธอกล้าเผชิญ” ทุกคนหันขวับไป ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ออมหลับตาแน่น “แป้ง…ถ้าเธออยู่ ฟังเราก่อน…” เสียงของเธอสั่น น้ำตาเริ่มไหล
เงาในกระจกเริ่มขยายออกมาอย่างช้า ๆ รูปทรงบิดเบี้ยว เงานั้นคล้ายเด็กหญิงแต่ไม่มีใบหน้า เงาน้ำในคลองแผ่กว้างขึ้นมาถึงตัวบ้าน
เสียงขูดขีดยังคงดังต่อเนื่อง ราวกับพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าสั่นสะท้าน ออมคุกเข่าลงตรงหน้ากระจก “เราขอโทษที่ไม่เชื่อเธอ” เงาในกระจกหยุดเคลื่อนไหว
วินพูดเสียงเบาหวิว “เราทุกคนผิด…” ต้นและเนตรต่างหลบสายตา
จู่ ๆ ประตูบ้านเปิดออกเอง ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน ทุกคนรีบวิ่งออกไปที่ระเบียงหน้าบ้าน น้ำในคลองลดลงจนเห็นพื้นดินโคลน เงาเด็กหญิงยืนอยู่บนพื้นคลอง ยิ้มให้พวกเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะจางหายไปช้า ๆ
เสียงกระจกแตกร้าวในบ้านดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขาหันกลับไป กระจกขอบทองแตกละเอียด เหลือแต่เงาสะท้อนดำสนิท
ออมยืนร้องไห้ ต้นปาดน้ำตา วินนั่งทรุดกับพื้น เนตรกอดอกตัวเองแน่น
ในความเงียบ มีเสียงเด็กหญิงกระซิบ “ทุกคน…ยังอยู่ในเงา” และน้ำในคลองก็ค่อย ๆ กลับมาเต็มอีกครั้ง ทุกอย่างเงียบสงัดเหมือนเดิม ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าและความทรงจำที่ไม่มีวันขจัดออกจากใจของพวกเขาได้