กระจกเงาไร้เงา
สายฝนโปรยปรายขณะรถตู้สีขาวแล่นผ่านทางลูกรังที่เต็มไปด้วยรอยน้ำขัง ป้ายไม้เก่าข้างทางเขียนว่า ‘บ้านอัศวชัย’ อักษรเลือนลางปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม น้ำฝนไหลผ่านกระจกหน้ารถเป็นทางยาว อุ่น หญิงสาววัยสามสิบผู้ขับรถ เงียบขรึมและจ้องข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในรถยังมีเพื่อนเก่าอีกสามคน — แพรวา นักเขียนที่ไม่เคยมีกำลังใจพอจะจบงานใด ๆ ต่อเนื่อง, ทรงวุฒิ หนุ่มผอมเงียบขรึมที่คอยหลบสายตาใครเสมอ, และปาล์ม หญิงสาวพูดมากที่พยายามกลบความตึงเครียดด้วยมุกตลกฝืด ๆ พวกเขาทั้งสี่ไม่ได้เจอกันมาตั้งแต่เรียนจบ และนี่คือครั้งแรกที่กลับมาบ้านหลังนี้หลังจากแม่ของอุ่นเสียชีวิตกะทันหัน
“เอาจริง ๆ อุ่น… ทำไมต้องนัดเรากลับมาบ้านนี้ตอนกลางฝนแบบนี้ด้วยวะ?” ปาล์มส่งเสียงกลั้วหัวเราะ เสียงฝนข้างนอกกลบเสียงพูดจนเกือบฟังไม่ได้ยิน
อุ่นจ้องกระจกมองหลัง ก่อนจะตอบเบา ๆ “แม่อยากให้จัดพิธีที่บ้านนี้… ไม่รู้เหมือนกัน”
แพรวาหันหน้าออกนอกหน้าต่าง เงาของต้นไม้ทอดทับแสงไฟรถ เหมือนมือดำ ๆ เลื้อยไล่หลังไปตลอดทาง
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าบ้านหลังใหญ่ซึ่งมีต้นไม้ล้อมรอบ เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝนกระทบหลังคา ทุกคนลงจากรถ ทรงวุฒิสะพายกระเป๋าเดินตามหลังอย่างระวัง สายตาเขามองไปรอบ ๆ เหมือนมองหาบางสิ่งที่ไม่มีใครรู้
“เปิดไฟยังไงอ่ะอุ่น? มืดไปหมดเลย” ปาล์มหยิบโทรศัพท์มาใช้แฟลชส่องทาง เผยให้เห็นฝุ่นหนาเตอะและเฟอร์นิเจอร์เก่าที่วางอยู่ตรงตำแหน่งเดิมเหมือนยังรอใครกลับมา
อุ่นเดินนำไปที่กล่องเบรกเกอร์ เปิดสวิตช์ ไฟสีเหลืองสลัวส่องผ่านห้องโถง โซฟาเก่าที่มีผ้าขาวคลุม เงาของทุกคนทอดยาวบนพื้นราวกับจะถูกกลืนหายไปในความมืดมิดของบ้าน
“แปลกว่ะ… กระจกตรงทางเดินนี่มัน…” แพรวาพึมพำเมื่อเห็นกระจกบานยาวตรงผนัง มันสะท้อนห้องทั้งห้องแต่เงาของเธอกลับดูเลือนราง ไม่ชัดเจนเหมือนคนอื่น
ทรงวุฒิเหลือบมองกระจก คล้ายจะสังเกตอะไรบางอย่าง แต่เลือกจะไม่พูด ก่อนจะเดินแยกขึ้นไปชั้นบนโดยไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ปาล์มเดินตามอุ่นเข้าไปในห้องครัว เสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำเก่ายังคงดังก้องแบบไม่หยุด “เออ… อุ่น พรุ่งนี้จะมีใครมาช่วยมั้ย?”
อุ่นส่ายหน้า “ไม่มีใครแล้ว… ญาติแม่ไม่เหลือใคร ทุกอย่างต้องจัดกันเอง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงตาเหมือนมีบางอย่างปิดบังไว้
แพรวาเดินสำรวจบ้านทีละห้อง ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ผลักผ่าน เงาในกระจกแต่ละบานยิ่งมืดขึ้นเรื่อย ๆ แม้แสงไฟจะส่องอยู่ตรงนั้น เธอรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไหลผ่านต้นคอทุกครั้งที่เธอหันหลังให้กระจก
ค่ำคืนมาถึงพร้อมกับสายฝนที่ยังไม่หยุด ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรนานเกินสามประโยค ปาล์มพยายามชวนคุยเรื่องอดีตแต่กลับมีเพียงความเงียบเท่านั้นตอบกลับ
“พรุ่งนี้จะจัดพิธีตอนไหนหรอ?” ทรงวุฒิถามเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาเขาไม่กล้าสบกับของอุ่น
“เช้า… ประมาณเก้าโมง” อุ่นตอบ เธอกระพริบตาเร็ว ๆ เหมือนไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหล
“เออ… แล้วหลังจากนั้น?” ปาล์มถามต่อ
“หลังเสร็จพิธีก็คงแยกย้าย” แพรวาพูดแทรกขึ้นมาทันที สีหน้าของเธอไม่แน่ใจว่าหวาดกลัว หรือแค่ไม่อยากอยู่ต่อนานกว่านั้น
คืนนั้น ทุกคนแยกย้ายไปยังห้องนอนเก่าของตัวเอง ประตูแต่ละบานปิดลงพร้อมเสียงลมหายใจหนัก ๆ จากความอึดอัดใจที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
แพรวานอนบนเตียงเก่า เธอเปิดไฟหัวเตียงทิ้งไว้ แสงไฟส้มอ่อน ๆ สะท้อนกับกระจกปลายเตียง เธอเหลือบมองเห็นเงาตัวเองในกระจกกลับมืดมนคล้ายกับกำลังยืนหันหลังให้เตียง ทั้งที่ตัวเองยังนอนนิ่งอยู่ที่เดิม
แพรวากระพริบตา เงาในกระจกยังคงยืนอยู่ เธอกลั้นหายใจขณะเพ่งมอง ทันใดนั้นเสียงก๊อกน้ำหยดดังขึ้นจากห้องน้ำในห้องนอน เธอตัดสินใจลุกขึ้น เดินเข้าไปในห้องน้ำ แต่ทุกอย่างเงียบสงัด ไม่มีอะไรผิดปกติ
เช้าตรู่วันถัดมา หมอกขาวปกคลุมรอบตัวบ้าน เงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงนก อุ่นตื่นแต่เช้า เดินไปที่ห้องเก็บของเพื่อหาเครื่องใช้สำหรับพิธีศพ เธอเปิดกล่องเก่า ๆ เจอสมุดจดเล่มเล็กที่หน้าปกมีชื่อแม่เขียนไว้ แต่ไม่มีใจกล้าเปิดอ่านในตอนนี้
ขณะเดียวกัน ในห้องของทรงวุฒิ เสียงกระซิบเบา ๆ คล้ายมีใครเรียกชื่อเขา ทรงวุฒิตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อเต็มตัว เขามองไปที่กระจก เงาในกระจกกลับหันหน้ามองเขาโดยไม่มีใครขยับ ทรงวุฒิหลับตาแน่น สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
แพรวาเดินออกมาที่ห้องโถงตอนเช้า เห็นปาล์มนั่งกุมขมับบนโซฟา “ไม่ได้นอนเลยว่ะ… ฝันประหลาด” ปาล์มว่าด้วยเสียงขุ่น ๆ
“ฉันก็แปลก ๆ เหมือนกัน” แพรวาพูดเบา ๆ “รู้สึกเหมือนมีคนยืนข้างเตียงทั้งคืน”
“อย่าพูดอะไรแปลก ๆ ได้ไหม?” อุ่นพูดมาจากด้านหลัง สีหน้าขึงขังขึ้นทันที
บรรยากาศระหว่างเพื่อนเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อทุกคนเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติในบ้านหลังนี้ ไม่ใช่แค่ความทรงจำเก่า ๆ ที่คอยตามหลอกหลอน แต่ดูเหมือนมีบางอย่างในบ้านที่ไม่อยากให้ใครออกไป
พิธีศพแม่อุ่นดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ พระไม่กี่รูปสวดเบา ๆ ในห้องโถง เสียงสวดลอดออกมาผ่านประตูที่เปิดแง้ม เงาของทุกคนในห้องสะท้อนกับกระจกบานใหญ่ — แต่มีเงาหนึ่งที่ไม่ตรงกับตัวจริง เงานั้นหันมามองกลุ่มเพื่อนนิ่งงัน
หลังพิธีจบ อุ่นหยิบสมุดจดของแม่ขึ้นมาเปิดอ่าน เธอพบข้อความแปลก ๆ “อย่าสบตาในกระจก… อย่าเชื่อในเงา อย่าเปิดประตูห้องใต้ดิน…”
ปาล์มหัวเราะกลบเกลื่อน “บ้านเก่าทุกหลังก็ต้องมีตำนานแบบนี้แหละน่า” แต่ในน้ำเสียงมีความกลัวแฝงอยู่ชัดเจน
แพรวาโพล่งขึ้น “เมื่อคืนเงาในกระจก… มันไม่ใช่ฉันจริง ๆ”
ทรงวุฒิเงียบงัน แต่สีหน้าซีดเผือด เขากระซิบเบา ๆ “เมื่อคืน… ผมเห็นเงาแม่อุ่นเดินเข้ามาในห้องผม”
บรรยากาศในบ้านยิ่งหนักอึ้ง พวกเขารู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกบางอย่างจับจ้อง และแต่ละคนเริ่มหวาดกลัวความเงียบยามค่ำคืนมากขึ้นทุกขณะ
คืนนั้น หลังจากทุกคนเข้านอน อุ่นลุกขึ้นมาเดินไปยังห้องใต้ดิน ราวกับถูกอะไรบางอย่างผลักดัน ในมือเธอกำสมุดจดของแม่แน่น เสียงฝีเท้าของเธอก้องในโถงบ้าน เงาของเธอในกระจกบานใหญ่หยุดนิ่งไม่ขยับตาม
แพรวาสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เธอลุกจากเตียง เดินตามเสียงลงไปยังโถงบ้าน ปาล์มและทรงวุฒิก็ตามมาเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร
อุ่นยืนอยู่หน้าประตูห้องใต้ดิน มือสั่นพร่า เธอกำลังไขกุญแจ ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา “พวกแก… แม่ทิ้งอะไรไว้ในนี้…”
ประตูเปิดอย่างช้า ๆ กลิ่นอับและสายลมเย็นพัดออกมา ทุกคนเดินตามลงไปอย่างลังเล บันไดไม้ลงสู่ห้องใต้ดินเก่าท่ามกลางความมืด มีเพียงไฟฉายมือถือส่องนำทาง
ภายในห้องใต้ดิน มีเพียงกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง เงาในกระจกกลับแยกออกเป็นหลายร่าง — แต่ละร่างมีใบหน้าของเพื่อนทั้งสี่ในวัยเด็ก สวมชุดขาว ท่าทางนิ่งงัน ไม่ยิ้ม ไม่ขยับ
ปาล์มสะดุ้ง “นี่มันอะไรกัน…” เสียงของเธอสั่นเครือ
ทรงวุฒิยืนกอดอกแน่น ทุกคนต่างจ้องเงาของตัวเองในกระจก เหมือนโดนดูดสายตาเข้าไป
อุ่นอ่านข้อความในสมุดจดของแม่ออกเสียง “อย่าเชื่อในเงาของตัวเอง… อย่าเปิดประตูนี้…”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นรอบตัว พวกเขาแต่ละคนเริ่มเห็นภาพอดีตผุดกลับมา — ความทรงจำในวัยเด็กที่ดูเหมือนขาดหายไป — เด็กหายไปหนึ่งคนในกลุ่มเมื่อยี่สิบปีก่อน เด็กหญิงชื่อมัลลิกา ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครกล้าจำ
เงาในกระจกเปลี่ยนเป็นเด็กหญิงคนนั้น เธอหันมามองทุกคนด้วยแววตาว่างเปล่า
“เราลืมเธอไปได้ยังไง…” แพรวากระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงฝีเท้าในห้องใต้ดินดังขึ้นเรื่อย ๆ เงาของมัลลิกาเดินเข้ามาใกล้กระจก กลิ่นลมหายใจเย็นเฉียบลอยผ่านรอบตัว
“พวกแก… พวกแกทิ้งฉัน…” เงานั้นพูดเสียงแผ่วเบา สะท้อนในทุกมุมห้อง
ความทรงจำพรั่งพรู ทุกคนจำเหตุการณ์ในอดีต — ความกลัวในห้องใต้ดิน การถูกขังไว้ และการไม่ยอมช่วยเหลือจนมัลลิกาหายตัวไป
อุ่นทรุดลงกับพื้น “ขอโทษ… ขอโทษ…”
เงาในกระจกเริ่มขยับออกมาช้า ๆ เงาของมัลลิกาทาบทับเข้าใกล้ร่างของแพรวา ปาล์ม และทรงวุฒิ คนละด้าน ก่อนจะมาหยุดที่อุ่น
“อย่า… อย่าเอาฉันไป” เสียงอุ่นสั่นสะท้าน มือเธอสั่นจนจับสมุดจดแทบไม่อยู่
ไฟฉายในมือแต่ละคนดับลงพร้อมกันทันที บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดสนิท มีเพียงแสงจากกระจกที่ส่องสว่างอยู่กลางห้อง
เงาในกระจกทุกบานในบ้านเริ่มไหลเวียน ล้อมรอบทั้งสี่คน มัลลิกาหันหน้าให้พวกเขา สีหน้าว่างเปล่า
“ถ้าทำไม่ได้… เธอก็ต้องอยู่ที่นี่แทนฉัน” เสียงมัลลิกาดังสะท้อนในหัวของอุ่น
อุ่นเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลพราก เธอเดินเข้าไปยังเงาในกระจกอย่างช้า ๆ มือเอื้อมไปแตะกระจก เงาของเธอค่อย ๆ เลือนหายไปราวกับถูกดูดเข้าไปข้างใน
แพรวา ปาล์ม และทรงวุฒิร้องเรียกชื่ออุ่น แต่เสียงของพวกเขาถูกกลืนหายไปในความเงียบ
เมื่อไฟฟ้ากลับมา กระจกในห้องใต้ดินนั้นว่างเปล่า ไม่มีเงา ไม่มีใครในนั้น
ทั้งสามเดินออกจากห้องใต้ดินอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ไม่มีใครกล้าสบตากระจกบานใดในบ้านอีกเลย
เช้าวันต่อมา เมื่อพวกเขาออกจากบ้าน — ทุกกระจกในบ้านหลังนั้นสะท้อนแต่ภาพของอุ่น ยืนยิ้มอยู่เงียบ ๆ เบื้องหลังพวกเขา