หมอกที่ไร้ทางออก
เสียงนาฬิกาแขวนฝาผนังในห้องโถงกลางของหอพัก MIST ตรึงแน่นในอากาศที่เงียบงัน พลอยลุกขึ้นหยิบกระติกน้ำด้วยมือสั่นเครือ มองออกหน้าต่าง กระจกถูกเคลือบด้วยหมอกขาวข้นจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาจริงดิ ยังอยู่เหรอ?” นิกถามเสียงห้วน ขณะเดินลงจากบันไดมาพบกับกลุ่มเพื่อน พลอยตอบแผ่วเบา “ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่มีทีท่าว่าจะจาง” เธอไม่กล้าสบตานิก
“แก้วหายไปไหน ใครรู้บ้าง?” กวินเดินเข้ามาแทรกวงสนทนา สีหน้าตึงเครียด ทันใดประตูหน้าหอพักถูกเคาะ โป๊กๆ จนทุกคนสะดุ้ง
“เปิดมั้ย?” ภีมลังเล มองนิกที่เดินตรงไปดูลูกบิด ให้แววตาประสาทไปมา “อย่า!” พลอยตะโกนลั่น แต่นิกลองไขกุญแจ หยุดนิ่ง…มีเพียงหมอกหนาทึบปะทะเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก ร่างไร้เงาโผล่มาแตะขอบวิวเพียงชั่วครู่แล้วหายไป ฉับพลันกลิ่นฉุนของบางอย่างโชยเข้าจมูก
“นั่น – เสียงอะไร?” พิมพ์เพื่อนสาวถามอย่างหวั่นวิตก กวินกระโดดขึ้นคว้าไม้กวาดไว้แน่น เตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝัน แต่แล้วทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหัวใจในอกที่เต้นแรงจนแทบจะระเบิด
ห้องพักแต่ละห้องถูกล็อกจากข้างใน ต่างคนต่างเงียบ ทุกคนรู้ดีว่าแก้วซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นคนเดียวกันหายไปตั้งแต่เช้ามืดวันก่อน ไม่มีใครก้าวออกนอกหอพักเพราะหมอกหนาเกินกว่าจะเดินฝ่า พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองข้างนอก ทุกสัญญาณถูกตัด โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ และอินเทอร์เน็ตขาดตลอดคืน
“ใครเป็นคนสุดท้ายที่เห็นแก้ว?” นิกรีบเปิดประเด็นเพื่อกดความตึงเครียด พลอยเม้มปาก นัยน์ตาฉายแววไม่มั่นใจ “เมื่อคืนแก้วบอกว่าจะลงมาเอาพัสดุ…” เธอหยุดพูดเหมือนบางอย่างสะกิดใจ
“ของอะไร?” ภีมซัก พลอยนิ่งคิดก่อนเปรยเบา “มีกล่องอยู่หน้าห้องรับแขก ฉันไม่กล้าเปิด…” เด็กหนุ่มเดินนำเพื่อนไปยังจุดที่ว่ากัน เสียงท่อนไม้ของกวินเคาะกับพื้น ดังเป็นจังหวะประหลาด ทันทีที่ถึง พวกเขาพบกล่องพัสดุเล็ก ๆ ที่บนฝากล่องเขียนว่า ‘สำหรับแก้ว’ ตัวหนังสือสะบัดมือวาดอย่างลวก ๆ
“อย่าแตะต้อง!” พลอยร้องทันที แต่นิกใจเร็ว เขาเปิดกล่องอย่างรวดเร็วขณะที่ทุกคนลุ้นระทึก ไม่มีอะไรนอกจากชุดเครื่องรางแปลกตา ภายในซองจดหมายสั้นว่า “อย่าออกนอกลู่นอกทาง” พิมพ์อ่านออกเสียง เธอเหลือบมองนิกแล้วเบนหน้าหลีกสายตา
“ใครส่ง…จะล้อเล่นไปถึงไหน” กวินเริ่มหายใจแรงกว่าเดิม นิกกำหมัดแน่น “เลิกเล่นตลกเถอะ ใครเป็นคนทำ?” เสียงนิกสั่นคลอด้วยโทสะและความวิตก ทุกคนกำลังหมดแรงใจจากความกลัวที่แทรกอยู่ในหมอก ทุกเวลาในห้องโถงกลางคือการลุ้นระทึก พวกเขาสับสน ไม่รู้ว่าใครพูดความจริง ใครโกหก
พลอยหมุนตัวเร็วเหมือนคิดอะไรออก เธอเปิดมือถือเช็กกล้องวงจรปิด เชื่อมต่อผ่าน WiFi ภายใน “เดี๋ยว…มีภาพเมื่อคืนตอนตีสาม” หน้าจอเผยให้เห็นภาพสีเทาหม่น หมอกจาง ๆ แต่เลือนรางว่ามีเงาเดินล็อบบี้ “แก้ว…?” พิมพ์ชะโงกดู ภาพสั่นไหว เงาสีคล้ำเดินตรงไปยังประตูท่ามกลางหมอก แล้วหายออกไปจากมุมกล้อง
“เธอเปิดประตูเหรอ?” ภีมเสียงขาดห้วง พลอยหลบตา “…เธอเคยบอกอยากออกไปหาเพื่อนที่ป่วย แต่ใครจะกล้าออกไปหมอกแบบนี้นะ” ทุกคนเริ่มพึมพำถึงความเป็นไปได้
เพียงไม่นาน! เสียงร้องแผดจากชั้นสองดังขึ้น ทุกคนเหวอ กวินนำขบวนพรวดพราดวิ่งตาม ชายหนุ่มพบห้องของโจ้ถูกกระแทกล็อก ร้องด้วยน้ำเสียงสั่น “ช่วยด้วย! มีอะไรอยู่ในหมอก!”
กวินใช้อำนาจเอาไม้กวาดกระแทกบานประตู ภีมกับพิมพ์ช่วยกันผลัก จนบานประตูหลุดออกจากห้อง กล่องบุหรี่ตกกระจายบนพื้น โจ้หน้าซีดเหงื่อท่วมตัว
“ฉันฝันเห็นเงาดำเดินมาที่ปลายเตียง…” โจ้พูดเสียงแผ่ว แม้จะรู้ว่าหมอกด้านนอกก็แทบทะลุหน้าต่างเข้ามาได้ “มันบีบคอฉัน เหมือนมันได้ยินทุกอย่างที่เราคุย”
นิกมองโจ้ สีหน้าไม่มั่นใจ “เราล็อกทุกทางเข้าหอแล้ว จะมีใครแฝงตัวเข้ามาอีกได้ยังไง?” กวินขยับเข้ามาใกล้ โจ้ทำท่าจะสำลัก “ช่วยด้วย…”
ภีมหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำซับใบหน้าของโจ้ ก่อนทุกคนแบ่งหน้าที่กันตรวจสอบหน้าต่าง ปลั๊กไฟ เรียกชื่อแก้วซ้ำ ๆ จากโทรศัพท์ไร้สัญญาณ นิกพึมพำ “…ออกไปไม่ได้ ติดอยู่ในนี้กันหมด”
ขณะที่ชั้นล่างกำลังป่วนประสาท จู่ ๆ ไฟดับสนิททั้งตึก ทุกคนตกใจเงียบงัน เฉพาะแสงจากไฟฉายมือถือส่องหน้าแต่ละคนซึ่งสะท้อนความกลัวในใจ พลอยถือไฟฉายไว้แน่น “ต้องมีใครจัดฉากแน่…”
แต่เสียงขูดขีดจากหลังห้องเก็บของดังขึ้น กวิน ส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่เฉย ๆ ก่อนจะเดินนำออกไปสำรวจเองด้วยความใจกล้า พิมพ์จับข้อมือภีมแน่น “อย่าทิ้งฉันนะ” เสียงเธอขาดใจเล็ก ๆ
ภายในห้องเก็บของ เงามืดปกคลุมไปทั่ว กวินค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ ตาของเขาเหลือบเห็นกล่องอีกใบซุกอยู่หลังลังว่าง เขาหยิบออกมา มือสั่นจนฝาที่แปะด้วยสกอตช์เทปเก่าหลุดเปิด กล่องนั้นข้างในเป็นเพียงกระดาษพับ…จารึกข้อความเดียว “แก้ว…ไม่ได้อยู่คนเดียว”
กวินตะโกนเรียกเพื่อน ๆ “ดูนี่สิ!” นิกอ่านจดหมายช้า ๆ ก่อนหันกลับมามองทุกคน “เราโดนหลอกหรือเปล่า ทำไมมันเหมือนทุกอย่างถูกวางไว้ให้กลัวกันเอง?”
แต่ไม่มีใครตอบ ทุกคนเงียบกริบในอากาศมาคุ เสียงลมหายใจแข่งกับเสียงนาฬิกายังเดินไปอย่างช้า ๆ
ในคืนถัดไป หมอกยังเกาะแน่นรายรอบตึก ตลอดบ่ายนั้นแต่ละคนพยายามโทรหาครอบครัว โทรศัพท์ยังคงไร้สัญญาณ นิกเดินวนหน้าต่างไปมา “ฉันทนไม่ไหว จะออกไปหาแก้ว!” เขาผลุนผลัน คว้ากุญแจสำรอง พลอยรีบดึงแขนไว้ “อย่า…แกไม่รู้เหรอว่ามีอะไรอยู่ในนั้น?”
การถกเถียงปะทุขึ้น กวินเห็นนิกเปราะบาง โจบอก “ขอร้องล่ะ–ถ้าแก้วอยู่ข้างนอกจริง เธออาจรอให้เราช่วย…”
“หรือเธออยากหนีเอง แล้วสร้างเรื่อง?” พิมพ์ย้อนเสียงแข็ง แวบตาของภีมเหมือนสะท้อนบางอย่าง “เมื่อกี้…ฉันเห็นแสงแฟลชจากห้องแม่บ้าน” เขาชี้ขึ้นชั้นสาม ทุกคนรีบขึ้นบันได
ภายในห้องแม่บ้าน โต๊ะรกกลาดเป็นกระดาษบันทึก จู่ ๆ ประตูตู้เสื้อผ้าก็ขยับเบา ๆ เงาเลื่อนวูบกะพริบ นิกกลั้นใจเดินไปเปิด ตะลึงพบเครื่องอัดเสียงเก่าตั้งอยู่ มีเสียงร้องไห้บันทึกไว้ในเทป “ช่วยด้วย…ใครอยู่ข้างนอก อย่าไว้ใจใครในนี้…” เสียงผู้หญิงกระซิบหวาดกลัว เสียงนั้นมีลมหายใจสะอื้นเหมือนแก้ว ก่อนจะเงียบกริบ
ภีมหน้าซีด ผละถอย พลอยกอดอกแน่น “มันอะไรกันแน่? ทำไมแก้วทิ้งข้อความเสียงไว้แบบนี้?”
โจ้เบนหน้ามองกวิน สายตาเต็มไปด้วยคำถาม นิกนิ่งงันสับสน เหลือบมองกระจกที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แต่ในหมอกหน้าต่างนั้นเงาชายคนเดียวเดินวนอยู่นอกตึก
ในห้องโถงกลาง นิกเดินงุ่นง่าน จู่ ๆ เขาเริ่มสารภาพ “จริง ๆ คืนเมื่อวาน…ผมเป็นคนทำกุญแจตกไว้หน้าห้อง ทำให้ประตูไม่ได้ล็อก ผมขอโทษ…” บรรยากาศตรึงอึดอัด ทุกคนเงียบงันกับความผิดพลั้งของนิก
กวินยกไม้กวาดมากระแทกพื้น “ถ้าหมอกนี่เป็นกับดัก ใครกันแน่เป็นคนวาง?” ทุกคนเริ่มระแวงกันเอง พิมพ์โพล่ง “เราไม่มีหลักฐาน ใครก็โกหกได้หมด”
เครื่องอัดเสียงถูกเปิดฟังซ้ำ ทุกคนพยายามจับเสียงเบื้องหลัง เสียงฝีเท้าและเสียงเหมือนกระจกแตกดังแทรกมาเบา ๆ
ไฟฉายมือถือของโจ้ส่องไปทางหน้าต่าง กลุ่มหมอกลอยเป็นเส้นสายอยู่ข้างนอกราวกับสิ่งมีชีวิต
ท่ามกลางความโกลาหลนี้ กวินเสนอไอเดีย “เราควรจัดเวรยาม แบ่งกลุ่มเฝ้าระวัง เหมือนในหนังสืบสวน…คนผิดมักทำผิดพลาดซ้ำ”
ทุกคนต่างไม่สบายใจ แต่เห็นด้วยด้วยความสิ้นหวัง โจ้ง่วงนอนแต่พยายามฝืน พิมพ์จ้องจอมือถือส่งสัญญาณไปเรื่อย ๆ ที่เหลือก็ค่อย ๆ หลับหัวฟุบโต๊ะกันไป
ค่ำนั้นเอง นิกสะดุ้งตื่นด้วยเสียงเคาะหน้าต่าง ใจสั่นระรัว เขาเดินไปดู พบฝ่ามือเปรอะคราบหมอกปิดบนช่องกระจก ภายในห้องสั่นไหว เสียงกรีดร้องของพลอยดังขึ้น เธอถูกขังในห้องน้ำ ไม่สามารถออกมาได้ เงามืดเลื่อนมามุงอยู่บนบานหน้าต่าง ทุกคนรีบวิ่งไปช่วยกันผลักประตูและดึงพลอยออกมาได้อย่างหวุดหวิด
พลอยสั่นเทา “ฉันได้ยินเหมือนเสียงแก้วเรียก ร้องขอให้ฉันออกไปกับเธอ…แก้วอยู่ในหมอก!” เธอพูดทั้งน้ำตา นิกมองลงที่มือของพลอยที่หยิบเครื่องรางจากกล่องพัสดุออกมาถือไว้แน่น จู่ ๆ พลอยขว้างมันลงพื้น “มันเป็นของหลอกหลอน!”
ความเครียดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทุกคนเริ่มเปราะบาง นิกกลับเข้ามุมห้องนั่งรื้อค้นของส่วนตัวเขา ก่อนพบจดหมายที่แก้วเคยเขียนถึงเขา “ถ้าวันหนึ่งฉันหายไป อย่าไว้ใจสิ่งที่เห็น…” น้ำเสียงในจดหมายเย็นยะเยือกเหมือนคืนหมอกนี้
กวินและภีมแลกเปลี่ยนสายตา ภีมเริ่มระแวงความสัมพันธ์ระหว่างแก้วกับนิก เพราะข่าวลือว่าทั้งสองเคยทะเลาะกันรุนแรง “แก้มก็อาจจะวางแผนเอง จริงไหม?” เสียงเขาเต็มไปด้วยสงสัย
แต่ไม่มีเวลาเหลือให้ลังเล ทันใดเสียงไซเรนจากถนนใหญ่ดังระงมเข้ามาในหมอก แม้จะไกลลิบเหมือนเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ ทุกคนตัดสินใจรวมตัวกันออกไปยังล็อบบี้หน้าตึก หวังตามเสียงนั้นเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์บีบคั้นนี้
แต่กลางทาง เสียงตะคอกลั่นดังฝ่าหมอกมาว่า “หยุดอยู่ที่เดิม!” ร่างในหมอกสูงใหญ่วิ่งเข้ามาใกล้ ทุกคนพร้อมใจกอดกันกลัวสุดขีด แต่แล้วร่างนั้นก็กลายเป็นหัวหน้าหอพักในชุดกันฝน เขาถือวิทยุที่ถูกตัดสัญญาณทั้งระบบ
“ใครออกไปเมื่อคืน? ทำไมในหอต้องมีเสียงโกลาหล?” เสียงผู้ใหญ่เชิงตำหนิ กวินอึกอัก “เราไม่ได้ออกไปไหน พวกเราติดอยู่ข้างใน”
หัวหน้าหอพักหรี่ตามองรอบกลุ่ม “แล้วแก้วไปไหน?” ความเงียบงันก่อตัวอย่างหนาแน่นเกือบกดทับ ราวกับหมอกข้างนอกยังไหลบ่ามากั้นหัวใจทุกคนไว้
นิกสารภาพเสียงแผ่ว “ผม…เคยขัดแย้งกับแก้วเรื่องของเก่า…ผมไม่คิดว่าเธอจะออกไปจริง ๆ” โจ้โพล่ง “ทุกคนเคยเผลอพูดทำร้ายแก้วหมดนั่นแหละ ไม่ใช่แค่แก นิก” ภีมปั้นหน้าเข้ม “แต่เราต้องช่วยกันมากกว่าไปโทษกันเอง”
ไฟเริ่มติดขึ้นอีกครา หมอกค่อย ๆ จางลงทีละน้อย ทุกคนกลับไปที่โถงกลางแล้วกลั้นใจวางโทรศัพท์กลางโต๊ะ เกิดความเงียบเป็นนาที ทุกคนเทใจฟังเสียงตัวเองพลางไตร่ตรองสิ่งที่ละเลย การให้อภัยไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ร่องรอยความหวังค่อย ๆ ผุดซึมกลับเข้ามาในใจทุกคน การรอคอยแก้วนานเกินไปกระทั่งเช้า หมอกจางมากขึ้น บนโต๊ะกลางมีเครื่องรางจากกล่องแรกถูกวางไว้ตรงกลางโดยไม่มีใครรู้
สุดท้าย ในวันที่หมอกจางหาย สนามหญ้าข้างตึกปรากฏรอยเท้าหลายคู่ แต่ไม่มีเงาแก้ว ทั้งเจ็ดคนยืนล้อมกัน ในแสงแดดยามสาย เสียงโทรศัพท์กลับมีสัญญาณอีกครั้ง แต่ไม่มีใครรีบหยิบ เพียงแค่สบตากัน ทุกคนต่างได้เรียนรู้ว่าพวกเขาไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่พวกเขากล้าที่จะยอมรับความผิด กล้าที่จะเติบโต และพร้อมจะให้อภัยตัวเองและเพื่อนในหมอกนั้น