ม่านหมอกเมืองเอเล่า
เสียงระฆังยามเช้าดังกังวานท่ามกลางม่านหมอกที่คลุมทับเมืองเอเล่า หมอกขาวข้นลอยพัดต่ำล้อมบ้านเรือนทรงสูงเหมือนเงาอำพรางขอบผา เอเล่า วัยรุ่นหญิงอายุสิบแปดปี ยืนนิ่งอยู่บนชานหน้าบ้านไม้เก่า ร่างสูงโปร่งบอบบางในเสื้อกันหนาวที่หลวมเกินตัว เธอยกมือจับขอบหน้าต่างและทอดสายตาไปยังถนนโล่งที่ค่อยๆ ปรากฏร่างเด็กนักเรียนเดินฝ่าหมอกไปโรงเรียน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่ เอเล่ากระซิบกับตัวเอง เธอรู้สึกถึงแรงดึงเบาๆ ที่ข้อเท้า เหลือบหลังไปและเห็นเงาจางของเด็กหญิงในชุดนักเรียน ผมเปียยาว น้ำตาซึมบนแก้ม “ช่วยฉันด้วย…” เด็กสาวพูดเสียงแผ่ว แล้วร่างพลันมลายหายไปพร้อมกับหมอก เอเล่ากำมือแน่น ความกลัวแล่นเข้าจับใจ เหงื่อเย็นผุดบนขมับ เธอก้าวถอยห่างจากหน้าต่างพลางหอบหายใจเพื่อกลืนก้อนกลัวติดคอ
เวลาเช้านั้นเดินเร็วกว่าที่คิด ข้าวต้มร้อน ถูกวางบนโต๊ะไม้ข้างเตียง เอเล่ารินน้ำชาลงถ้วยด้วยมือที่ยังสั่น แม่ของเธอ เด็กหญิงวัยกลางคน หน้าตาเหนื่อยอ่อนจากการดูแลร้านกาแฟ เลิกคิ้วเป็นห่วง “ฝันร้ายอีกแล้วเหรอเอเล่า” เธอถามเบา ๆ เอเล่าเงียบไปครู่ หัวใจยังวูบวาบ
“เมื่อคืนเห็น…เด็กคนนึง” เอเล่าเสียงเบา แม่ถอนใจ “ลูกต้องไปโรงเรียนนะ ไม่งั้นเขาจะว่าเราแปลกขึ้นทุกวัน—” คำพูดตัดขาดเมื่อเสียงมือถือแม่ดังขึ้น ปลายสายเป็นสายแจ้งเหตุเด็กนักเรียนหายไปอีกราย เอเล่ามองหน้าแม่ ความรู้สึกกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความอยากรู้ทันที
สายลมเย็นพัดเสื้อโค้ทของ ริณ ตำรวจหญิงวัยยี่สิบเก้า เกล้าผมมัดตึง ร่างเล็กแต่บุคลิกเด็ดขาด เธอยืนอ่านสมุดจดหน้าประตูหน้าบ้านเอเล่า พลันรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจแล่นจอด ริณผงกศีรษะใส่ลูกน้อง “ไปดูที่โรงเรียนก่อน เดี๋ยวฉันตามไป” เสียงเคร่งขรึมแต่น้ำเสียงสั่นแผ่วคล้ายปกปิดความกระวนกระวาย
เอเล่าสวมรองเท้าคู่เดิม ก้าวออกไปเจอริณ ดวงตาทั้งคู่สบกัน เอเล่าถอยกรูด หลีกสายตาไปทางพื้นดินอย่างเคย ริณหรี่ตามอง “หนูเห็นอะไรในหมอกรึเปล่า” คำถามสั้นแต่เปี่ยมแรงกด เอเล่าลังเล แต่ภาพเด็กหญิงเมื่อเช้าโผล่ขึ้นมาในหัว เธอเงียบ ริณยกมือจดอะไรลงสมุด “บางทีหมอกนี้อาจซ่อนอะไรมากกว่าที่เราเห็น” เธอพูดพลางไขประตูเข้าไปข้างใน
ที่โรงเรียน เสียงเคาะรองเท้าบนทางเดินสะท้อนในอาคารไม้เก่า นักเรียนกลุ่มหนึ่งล้อม รถเข็นของภารโรง สายตาหวาดกลัวซ่อนในบทสนทนาเบา ๆ “เมื่อคืนเห็นรอยเท้าขึ้นเขา…เธอกล้าดูเหรอ” “ไม่กล้านะ น่ากลัวจะตาย…” เอเล่าก้าวเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าเธอหยุด หูเธอได้ยินเสียงกระซิบแปลกจากห้องน้ำหญิงร้างใกล้บันได
เธอเดินไปหยุดหน้าประตูห้องน้ำ แสงแดดจางลอดหน้าต่าง ช่องประตูห้องน้ำข้ามเงาเปรอะเปื้อน กลิ่นเย็นชื้นอบอวน เสียงหายใจบางเบาเหมือนมีใครรออยู่ “…ใคร…ใครอยู่ในนั้น…” เอเล่าพูดเสียงสั่น ไม่มีเสียงตอบ ริณตามมาด้านหลัง หยิบไฟฉายจากเข็มขัด ยื่นให้เอเล่า
“จะลองเข้าไปไหม” ริณถาม เอเล่าประสานมือแน่น แพ้ภัยความกลัวสุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ เธอหมุนไฟฉาย ส่องไปข้างใน เห็นเงาเด็กหญิงคนเดียวกับเมื่อเช้า เงานั้นชี้ไปยังล็อกเกอร์ท้ายสุด เอเล่าคลานเข้าไปหยิบสมุดจดขาด ๆ จากนั้นเงาเด็กหญิงก็จางหายพร้อมเสียงกระซิบ “ช่วยฉัน…แม่ฉันยังรอ”
เอเล่ายื่นสมุดให้ริณ มือสั่น ริณรับ เธอมองเอเล่าอย่างแปลกใจ “เธอกล้าเข้าไปเองเหรอ” เอเล่าไม่ตอบ เพียงก้มหน้าเหนื่อยหอบ ขณะนั้นเสียงกริ่งโรงเรียนดังขึ้น นักเรียนแตกตื่นออกห้องเรียน ละทิ้งเงาอึมครึมไว้เบื้องหลัง
กลางเมือง ร้านกาแฟเก่าของแม่เอเล่า กำลังยุ่งวุ่น ลูกค้าส่วนใหญ่กระซิบกระซาบเรื่องเด็กหาย แม่เอเล่าเสิรฟกาแฟพรางตาแดงก่ำ เธอแอบหยิบโทรศัพท์พลางอ่านข้อความสั้นจากคนแปลกหน้า “เราเห็นลูกคุณเข้าไปในหมอกเมื่อคืน ระแวดระวัง” เธอวางโทรศัพท์ลงมือสั่น ความเชื่อแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างความกังวลส่วนลึกกับเหตุผล
ในคืนนั้น เอเล่านอนไม่หลับ ฝันเห็นหมอกกลืนบ้านทีละหลัง เธอลุกขึ้นเดินลงบันไดไปหน้าร้าน พบเงาเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ข้างตู้กาแฟ เสียงสะอื้นเบา ๆ “แม่จ๋า… ขอทางกลับบ้าน” เอเล่าขนลุก เธอก้าวเข้าไปมองตามแต่หมอกกลับกลืนร่างเด็ก ๆ หายวับไปเหลือเพียงความหนาวเหน็บในอากาศ เธอยืนสั่นอยู่ตรงนั้นนานจนแม่เดินลงมาเห็น
“ลูกโอเคไหมเอเล่า” แม่พูดเสียงแห้ง เอเล่าพยายามซ่อนความกลัวแต่แววตากลับร้าว แม่ดึงลูกมาโอบ “ถ้าไม่อยากอยู่คนเดียว…นอนได้กับแม่” เอเล่าพยักหน้า นัยน์ตาอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
รุ่งเช้า ริณนั่งอยู่ที่สถานีตำรวจ กาแฟเย็นวางอยู่ข้างไฟล์คดี ริณเพ่งสมุดจดที่เอเล่าเจอเมื่อคืน เธอพลิกหน้ากระดาษ เห็นลายมือเด็ก “ฉันหนาว…แม่จ๋า…” ริณขมวดคิ้ว เห็นรูปวาดบ้านบนเขา มีเส้นทางจุดไข่ปลานำขึ้นไป “ทำไมบ้านนี้คุ้น…” เธอกระซิบ ริณเดินไปดูแผนที่ เข็มหมุดสีแดงปักซ้ำซ้อนบ้านเก่าแก่บนยอดผา
ริณโทรหาเอเล่า “ไปเดินเขากับฉันหน่อย เดี๋ยวนี้” เอเล่าลังเลแต่เสียงริณหนักแน่น เธอจึงตอบโอเคในที่สุด ริณขับรถจี๊ปคันเก่าผ่านถนนลูกรัง หมอกขาวกรุ่นรอบสองข้างทาง ทั้งสองเงียบงัน ต่างหมกมุ่นกับความคิดของตัวเองจนรถหยุดหน้าคฤหาสน์ร้าง
บ้านหลังนั้นถูกปิดมืด ริณหยิบไฟฉายล้วงปืนพก เอเล่าหลบอยู่ข้างหลังพลางกำชายเสื้อริณแน่น เสียงกระซิบแปลบปลาบดังแว่ว เอเล่าทำใจกล้าเข้าไปนำทาง ริณตาม หลังประตูไม้ใหญ่บานหนึ่ง เงาเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งกอดเข่ารอบโถง เงาหนึ่งลุกขึ้นพูดเสียงต่ำ “เธอเห็นเราใช่ไหม” เอเล่าแน่นิ่ง ปากสั่น “ฉัน…แค่จะช่วย” เสียงเด็ก ๆ หลายคนสะท้อนก้องในใจ “พวกเราไม่กลับบ้าน…เราไม่อยากถูกลืม”
ริณถอยหลัง เงากระซิบถาม “เธอเคยลืมใครไหม” เอเล่าร้องไห้ ร่างกายสั่นเทิ้ม เธอจำได้ถึงน้องชายที่เสียไปเพราะอุบัติเหตุ และอดีตที่ครอบครัวเลือกเก็บซ่อน เอเล่ากอดตัวเองแน่น ทันใดหมอนกระทบพื้นเสียงดังสะท้อนย้อน เอเล่ากับริณตกใจ ต่างยืนค้างนิ่งในความมืด
ริณบีบไหล่เอเล่า “เธอไหวไหม” เอเล่าสะอื้น “หนู…ไม่อยากกลัวแล้ว” ริณพยักหน้า “ถ้ากลัว แปลว่าต้องอยู่ต่อใช่ไหม” เอเล่ายิ้มทั้งน้ำตา “ใช่” เธอพูดเบา ๆ
เสียงประตูดังปึง … (เนื้อหาต่อเนื่องในไฟล์ถัดไปเพื่อความสมบูรณ์เต็มเรื่อง)