กลางสายหมอกเมืองใต้น้ำ
ในโลกที่แสงแดดแทบไม่ลอดถึงผืนน้ำ เมืองอีริดันตั้งตระหง่านเป็นโดมแก้วใต้น้ำลึก อาคารสูงทรงลูกบาศก์เปล่งแสงฟ้าจางลอยอยู่เหนือพื้นหินทราย ซากปลาวาฬขาวนอนอยู่ข้างโดมหลัก ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจว่าอดีตไม่มีวันลบล้างได้ง่ายๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกรีดร้องในหัวของจันทร์จ้า ยังตามหลอนตั้งแต่วันที่แม่เดินหายไปกลางหมอกสีน้ำเงิน เธอกำกระเป๋านักเรียนไว้แน่น เดินผ่านท่าจอดเรือเล็กกึ่งโปร่งใสที่มีหยดน้ำค้างแขวนปลายเสา จันทร์จ้าเงยหน้ามองป้ายชื่อโรงเรียน “เมธาลีวิทยาใต้น้ำ” หัวใจสั่นระรัวก่อนขยับเข้าประตูอาคารกลม เสียงน้ำไหลประสานกับเสียงฝีเท้าของเพื่อนนักเรียนที่ต่างก็มีรอยยิ้มปะปนรอยคลางแคลงในสายตา
จันทร์จ้าฝืนยิ้มตอบ คำแรกที่เธอพูดกับใครในวันนั้น คือกับสายชล เด็กชายที่ชอบตลกแห้งๆ แม้ในโลกที่ไม่ค่อยมีเรื่องขำ “นายเคยเห็นเงาในกระจกนั้นไหม” เธอชี้ไปที่บานกระจกยาวปลายโถง
สายชลนิ่งไป หัวเราะเบาแต่ตาไม่เคลื่อนจากกระจก “ไม่มีใครกล้าส่องมันกลางคืนหรอก ถ้ากลัวอะไรล่ะ อย่าส่องเลยนะ”
ครูระฆัง ครูประจำชั้นผมขาวเดินมา เธอกระซิบเบา ๆ ว่า “บางรอยแผลไม่หายง่าย ๆ จันทร์จ้า ครูรู้ เธอเข้มแข็งเพียงพอ” แล้วเดินผ่านไปทิ้งจันทร์จ้าไว้ท่ามกลางความเงียบที่กดทับจิตใจ
เสียงออดเริ่มเรียนดังไปทั้งอาคาร ทุกคนเคลื่อนตัวช้า ๆ ออกไป เหลือเพียงจันทร์จ้ายืนอยู่หน้าเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกใต้น้ำ ใบหน้าของเธอสั่นไหวจากผิวน้ำและ…ราวกับมีเงาอีกเงาปรากฏทับหลังเธอในเงานั้น
จันทร์จ้าผงะถอยหลัง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ร่างเล็กสั่นระริก เธอหลับตา สูดหายใจลึก ตั้งมั่นในใจ “วันนี้จะไม่หนีแล้ว” แล้วก้าวถอยหลังออกจากเงากระจก เดินไปเข้าแถวเช้ากลางโดม ที่หมอกบางเบาลอยวนอยู่รอบ ๆ
เสียงเอะอะจากแถวด้านหลัง ดาดาว เพื่อนสนิทชอบพูดเสียดสีเหน็บแนม เดินเข้ามาถามเสียงแข็ง “เมื่อคืนเธอเห็นอะไรอีกล่ะ ตาคล้ำยิ่งกว่าเดิมนะ ทำไมไม่เลิกฝันร้ายสักที”
จันทร์จ้าชะงัก พูดเบา ๆ แต่เด็ดขาด “ถ้าเป็นนาย ก็คงไม่ลืมหรอก ถ้าแม่หายไปต่อหน้าเธอ”
คำพูดนั้นฟาดหัวใจดาดาว เธอเบือนหน้าไปทางอื่น ปล่อยความเงียบแขวนไว้ระหว่างทั้งคู่
เสียงเพลงชาติใต้น้ำเริ่มบรรเลง ทุกคนยืนนิ่ง รับแรงดันน้ำที่ซัดเข้ากระจกเรือนโดมเป็นจังหวะ ในศูนย์กลางโดมตรงโถงประกาศ ช่างไฟฟ้ากำลังตรวจระบบแสงเทียม เสียงพูดคุยเบา ๆ ผสมกับเสียงน้ำไหลในท่อ ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น ทุกคนต่างจับตากันท่ามกลางข่าวลือแปลก ๆ เรื่องการเห็นชายชุดคลุมเดินในสายหมอกนอกเมืองโดม
จันทร์จ้านั่งในห้องเรียนที่หน้าต่างเป็นกระจกยาวมองออกไปสู่องค์ประกอบเมือง หนังสือเรียนใบเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะครูระฆัง สายชลพูดเสียงต่ำ “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่ในซ่องน้ำใต้โรงเรียนน่ะ เธอเชื่อไหม”
ดาดาวขัดขึ้น “ก็เธอจะกลัวอะไร สายชล เลิกปล่อยข่าวลือหลอกเด็กน่า” แต่เสียงของเธอสั่นน้อย ๆ
จันทร์จ้าค่อย ๆ หันมาสบตาสายชล ไม่มีใครหัวเราะ เรื่องราวเริ่มหนักขึ้นท่ามกลางความเงียบเย็นของเมืองใต้น้ำ
หลังเลิกเรียน จันทร์จ้ากระชับเป้บนหลัง เดินฝ่าแสงไฟสีมัว ๆ ไปสู่เขตห้ามเข้าใต้อาคาร พื้นเปียกชื้น ส่งเสียงแอ๊บ ๆ ยามเหยียบย่าง จันทร์จ้าเปิดไฟฉายส่องลอดช่องเหล็กในพื้น เจอรอยเปื้อนบางอย่าง—เลือดเก่า? หรือเพียงแค่สนิม?
ข้างหลังมีเสียงฝีเท้า สายชลกับดาดาวแอบตามมา เงาทั้งสามทอดยาวเป็นเส้นขนาน แสงไฟฉายขยับ ส่องไปปะทะกับบานประตูเหล็กขึ้นสนิม มีสัญลักษณ์แปลกประหลาดจารึกไว้
จันทร์จ้าหันกลับไป ตัดสินใจลองหมุนลูกบิด สายชลร้องเบาๆ “แน่ใจเหรอ มันอาจอันตรายนะ”
ดาดาวกลั้นใจ “อย่าหลอน ทำอะไรก็รีบ ๆ”
เสียงประตูดังครืด บานเปิด เผยให้เห็นห้องมืดผนังแก้วหนา รูปร่างเงามนุษย์วาดอยู่ในผนัง เหนือศีรษะพวกเขามีหมอกไหลวนเหมือนมีชีวิต
ทั้งสามเดินเข้าไป จันทร์จ้าสะกดลมหายใจ มองเห็นภาพในผนัง เงาเติบโตเป็นรูปร่างแม่ของเธอ เงายืนชี้ไปที่แท่นหินกลางห้อง ที่นั่นมีสมุดเล่มบางวางทิ้งไว้ ฝุ่นเกาะหน้า
จันทร์จ้าหยิบสมุด สมุดเปิดเองโดยไม่มีมือสัมผัส ข้อความเขียนด้วยลายมือสะบัด ๆ “ความลับของหมอกและเลือด เธอพร้อมจะรู้หรือยัง” เธอสั่นเล็กน้อย สายตาเพ่งไปที่ห้องรอบข้าง รู้สึกเหมือนมีใครจับจ้องอยู่เช่นกัน
เสียงตุบเบา ๆ ดังขึ้นจากเหนือหัว หมอกลอยวนเร็วขึ้น สายชลเพ่งมอง “นั่นเสียงอะไร… มัน ไม่ใช่ลมใช่ไหม”
จันทร์จ้ากลืนน้ำลาย ตัดสินใจเปิดหน้าสมุดต่อไป เธอเห็นรอยปากกาสีแดงวาดรูปเส้นโดมเชื่อมโยงถึงกัน มีคำเขียนสั้น ๆ “แม่รออยู่ในหมอก อย่ากลัวแสง”
ดาดาวสบถเบา ก้าวถอยหลัง ลมหายใจออกมาเป็นฝ้า ทั้งห้องอากาศเย็นลงทันตา
“เราควรออกไปแล้ว จันทร์จ้า มันหนาว… เจ็บหน้าอก” ดาดาวพูดเสียงสั่น
จันทร์จ้าคิดไตร่ตรอง สุดท้ายตัดสินใจ “ยังไม่ไป ฉันจะหาคำตอบ เธอกลับก่อนได้ถ้ากลัว”
สายชลขยับเข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่เธอ “จะอยู่ด้วยกัน ไม่ทิ้งเพื่อน”
กลับมาที่บ้านยามเย็น จันทร์จ้าตกลงกับป้าริน ผู้เป็นญาติผู้ดูแล อาหารค่ำมืดจืดชืด อากาศซึมเศร้า ป้าถามเสียงแข็ง “ขึ้นไปโรงเรียนมั้ยวันนี้ มีคนพูดถึงแม่เธออีกหรือเปล่า”
จันทร์จ้าถอนใจ มองต่ำ ตอบเพียงสั้น ๆ “เปล่า…หนูแค่เหนื่อยนิดหน่อย” ป้ารินทำเป็นเชื่อ แต่สายตาแอบจับจ้องแววตาเธอราวพยายามแยกความจริง
ก่อนนอน จันทร์จ้านอนบนเตียง กระจกข้างเตียงสะท้อนภาพหมอกขาวคลุมตัวเธอ เธอเอื้อมมือแตะกระจก รอยเย็นเฉียบไหลผ่านฝ่ามือ
เสียงกระซิบแผ่วเบา “ลูก…ปล่อยฉันไปได้สักที”
จันทร์จ้าผวาลืมตา น้ำตาเอ่อ ทว่าภาพในกระจกยังคงนวลตา เงาแม่หันหลังให้เธอ เธอร้อง “แม่! แม่อยู่ที่ไหน!” กระจกสั่นสะเทือน ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นหมอกขาว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมืองอีริดันปกคลุมด้วยหมอกหนากว่าทุกวัน ข่าวลือเด็กหายเพิ่มขึ้น พ่อแม่สองครอบครัวมาร้องไห้อยู่หน้าโดมใหญ่ สายตรวจน้ำเร่งค้นหาแต่ไร้ร่องรอย
ในโรงเรียน นักเรียนต่างกระซิบกระซาบ สายชลและดาดาวตรงเข้ามาหาจันทร์จ้าก่อนแถวเช้า สายชลพูดเบา ๆ “เมื่อคืนฉันเห็นคนเดินในหมอกอีกแล้ว หน้าคุ้น ๆ ด้วย…” ดาดาวตัดบท “อย่าพูด! อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาแช่ง!”
จันทร์จ้าเบือนหน้าหนี แต่แทบหยุดหายใจเมื่อเห็นรอยเปื้อนน้ำขุ่นบนเท้าเพื่อน ๆ คนหนึ่ง เธอเงียบ ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้กระจกบานนั้นอีกครั้ง หลบน้ำตาวูบในดวงตา
เสียงครูระฆังเรียกทั้งสามเข้าไปในห้องแนะแนว
ในห้องนั้นอากาศตึงเครียด ครูพูดพร้อมเสียงถอนหายใจยาว “ทั้งสามคนไปแอบในเขตห้ามเข้าใช่ไหม ยังเด็กกันไม่พอเหรอ ไม่รู้เหรอว่ามันอันตรายแค่ไหน หมอกนี่…เคยพาเด็กสองคนหายไปเมื่อนานมาแล้ว”
จันทร์จ้าสบตาครู ความกลัวในดวงตาทำให้คำพูดง่าย ๆ จากครูเป็นคำขู่ที่ทรงพลังอย่างประหลาด
แต่แทนที่จะโกรธ ครูหยิบกุญแจเส้นหนึ่งยื่นมาให้ “ถ้าอยากรู้ความจริง เธออาจต้องเปิดประตูเองนะ แต่คิดให้ดีว่าพร้อมหรือยัง” ครูพูดช้า คล้ายทดสอบบางอย่างในหัวใจ
สามคนมองหน้ากัน สายชลรับกุญแจ ดาดาวบ่นเบา ๆ “จะบ้ารึเปล่าเนี่ย…แต่ไม่ปล่อยเธอไปคนเดียวแน่”
คืนถัดมา สามเพื่อนรวมตัวใต้โดม สายชลไขกุญแจประตูเหล็ก พวกเขาตรงไปห้องเก่าอีกครั้ง คราวนี้ทั้งห้องเป็นหมอกขาวจัดจนมองไม่เห็นพื้น ผนังกระจกเต็มไปด้วยรอยมือเลอะน้ำ
เสียงกรีดเบา ๆ ดุจกระซิบจากหลังม่านหมอก “ปล่อยพลีชีพ…เพื่อความลับ…”
จันทร์จ้าเดินไปกลางห้อง พบสัญลักษณ์เดิมบนผนัง เธอแล้วเอามือวางทาบ สัญลักษณ์สว่างแปลบกลางฝ่ามือ ภาพกระตุกแสงเผยเงาแม่อีกครั้ง คราวนี้แม่ยิ้มจาง ๆ ก่อนหมอกกลืนหายไป
แผ่นกระจกบนพื้นแตกเผยโพรงลงไปยังห้องลับลึก ทุกคนลังเล ก่อนดาดาวร้องเสียงดัง “ถ้าไม่กล้า ก็อยู่ข้างบน! ปล่อยฉันเอง!” แล้วโดดลงไปก่อน จันทร์จ้าตามลงไป สายชลตามทีหลัง
ในห้องใต้ดินแคบยาว ผนังโปร่งแสงสะท้อนเงาฝูงชน มีอักษรบนผนัง: “หมอกปกป้องคนลืมอดีต” สามคนเดินฝ่าเงา กลิ่นเหล็กและน้ำเค็มแรงขึ้นทุกที
มีเสียงซุบซิบจับไม่ได้ความ ดาดาวสะอื้นเบา ๆ “เราไม่น่ามาเลย…”
จันทร์จ้าฉุดมือเพื่อนแน่น ร่างแม่หลอมละลายไปกับหมอก เธอร้องไห้ ร้องสุดเสียง “พอแล้ว! ปล่อยเธอไปเถอะ!” แสงขาวจ้าแวบหนึ่ง ทุกอย่างสงบลงทันที
ห้องนั้นเผยเป็นพื้นที่โล่ง มีร่างแม่ในความทรงจำ—อ้อมกอดอบอุ่น หยดน้ำตาไหลพรากจากทุกคน แม่สบตาจันทร์จ้า “ลูกต้องให้อภัยตัวเอง อย่าเอาบาปอดีตติดตัวไปตลอดชีวิต หมอกมีแต่ปกป้อง…แต่เติบโต ต้องฝ่าออกไปข้างนอก”
ภาพเหล่านั้นเลือนจาง มือแม่ปล่อยจากมือจันทร์จ้า เงาหมอกสลายตัว เปิดทางสู่บันไดกลับขึ้นมาข้างบน
ทั้งสามเหนื่อยหอบตามกันออกมา จันทร์จ้านอนราบบนพื้นกระจก ปากพึมพำเบา อีกสองคนจับมือกันแน่น
วันรุ่งขึ้น หมอกจางลงจากเมือง โดมอีริดันสว่างกว่าเคย เพื่อนบ้านทักทายกัน พ่อแม่ปลอบลูก เด็กหายกลับมา สายชลกับดาดาวกลายเป็นคู่เพื่อนรักไร้ปริศนา ยิ้มกล้าแกร่งมากขึ้น
จันทร์จ้าทำใจสงบเดินผ่านกระจกบานเดิม ภาพเงาที่เคยสั่นไหว…นิ่งสนิท เธอแตะเงาตัวเอง กล่าวคำลาอดีต แล้วเดินต่อไปในเมืองหมอก