จิตวิญญาณใต้เงาจันทร์
เปลวไฟบนเทียนไขในห้องนอนเล็ก ๆ สั่นไหว ครั้งสุดท้ายที่ภูผาจ้องตะเกียงเก่า ๆ นั่น เขากำลังเถียงกับหญิงว่าเรื่องผีไม่มีจริง แต่เสียงลมที่หวีดหวิวลอดหน้าต่างคืนนี้ ทำให้หัวใจเขาสั่น ความรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างผิดปกติเริ่มคืบคลานเข้ามา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่…หญิงหายไปไหนหรือเปล่า?” ใหม่ คนห้องข้าง ๆ กระซิบขณะเดินเข้ามาอย่างร้อนรน สายตากลอกไปมายังประตูที่แง้มอยู่ เธอห่อไหล่พลางมองภูผา
ภูผาวางหนังสือในมือลงก่อนจะลุกขึ้นแทบจะทันที ความเงียบที่ปะปนกับเสียงไม้พื้นร้องประสานกันเป็นจังหวะชวนขนลุก เขาเดินออกจากห้องตามใหม่โดยมีอิงฟ้าและนันท์ที่แวะมาสมทบ ทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังระเบียงหน้าห้องหญิง
ประตูห้องหญิงถูกเปิดทิ้งไว้ มีเพียงลมและแสงจันทร์สาดผ่านกระจก เศษกระดาษที่เขียนไว้ว่า “ไปเดินป่าแป๊บเดียว กลับมาค่ะ” ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ อิงฟ้ายื่นมือแตะกระดาษแผ่วเบาแล้วสบตาภูผา
“มันผิดปกติ…” อิงฟ้าพูดเบา ๆ น้ำเสียงใจเย็นแต่แฝงความกังวล “หญิงกลัวความมืดที่สุด”
นันท์ปิดประตูห้องหญิงช้าๆ มองออกไปกลางป่า “จะเดินออกไปตอนนี้จริงหรือ เธอไม่ได้หยิบไฟฉายด้วยซ้ำ”
ภูผาสูดลมหายใจ เขากำมือแน่น เขาควรทำอะไรซักอย่าง แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกกลัว ความทรงจำเมื่อแม่จากไปโดยไม่ร่ำลาย้อนมา พร้อมกับความกลัวการสูญเสียที่แอบฝังแน่นตั้งแต่เด็ก
“เรา…เราไปหาหญิงกันเถอะ” ภูผาเอ่ย น้ำเสียงแข็งกระด้างแต่ฟังเหมือนอ้อนวอนไปในตัว “อยู่เฉย ๆ ไม่ได้”
อิงฟ้าพยักหน้าทันที ใหม่กับนันท์มองหน้ากันแว่บหนึ่งก่อนจะตามไป ทั้งกลุ่มคว้าไฟฉายกับเสื้อคลุมคนละตัวแล้วลงจากหอพักเข้าสู่ป่าแห่งเงาจันทร์
เสียงใบไม้กรอบแกรบดังลอดทุกย่างก้าว ท้องฟ้าสีเงินอมฟ้าส่องลอดหมู่ไม้ ต้นสนสูงทะมึนขึ้นไปเหมือนฝังรากอยู่ในม่านหมอก เสียงลมหวิวจาง ๆ ปะปนเสียงฟ้าร้องใกล้ไกล
“หญิง! หญิง! ได้ยินไหม?” ใหม่ตะโกนออกไป เสียงสะท้อนกลับมาแต่ไม่มีคำตอบ
ภูผาส่องไฟฉายไปตามดงไม้ เห็นรอยเท้าเล็ก ๆ ลึกลงบนพื้นดินริมตะไคร่น้ำ เขาเดินนำช้า ๆ แสงสั่นตามมือ ทุกก้าว เขายิ่งรู้สึกกดดันราวกับมีสายตาไร้ตัวตนเฝ้ามองอยู่
“ทุกคน…อย่าห่างกันนะ” อิงฟ้ากำชับ สายตาเธอจับจ้องใต้เงาไม้ตรงหน้า สีหน้าดูมั่นใจแต่มือที่กำสมุดบันทึกแน่นสั่นเบา ๆ
กลุ่มเพื่อนเดินลึกเข้าไปจนถึงศาลาหินเก่า ๆ อิงฟ้าวิ่งเข้าไปสำรวจ เจอผ้าเช็ดหน้าสีแดงของหญิงวางไว้กับกิ่งไม้ “เธออยู่แถวนี้แน่”
ทันใด เงาวูบหนึ่งพุ่งผ่านศาลา เสียงใบไม้ไหวแรงขึ้น มือของภูผากระชับไฟฉายแน่น “ใคร!”
ความเงียบวาบขึ้นกะทันหัน ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าจากที่ไกล ๆ ทุกคนหยุดฟัง หัวใจเต้นแรง อิงฟ้าวางมือบนแขนภูผาแล้วกระซิบเบา ๆ “ใจเย็นนะ อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม”
ใหม่หายใจแรง “มันอาจไม่ใช่คน…หรือหญิงก็ได้”
นันท์แทรกเสียงเข้ามา “เราเคยได้ยินว่าแถวนี้มีวิญญาณหลงป่าด้วย” น้ำเสียงเขาไม่ค่อยมั่นใจนัก อิงฟ้าขมวดคิ้ว “อย่าเพิ่งคิดไปไกล เราต้องหาหญิงให้เจอ”
ภูผาหน้าซีดแต่ยังคงตัดสินใจเดินนำ พวกเขาตัดสินใจเปิดสมุดปากกาของหญิงที่เธอทิ้งไว้ในห้อง พบข้อความบางอย่างจดไว้เมื่อสองวันก่อน “รู้สึกโดดเดี่ยว กลัวว่าไม่มีใครเข้าใจ”
ภูผาหลุบตามองข้อความนั้น สีหน้าตึงเครียดขึ้น อิงฟ้าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาเขาแต่เลือกจะไม่พูดอะไร
ทันใดนั้น เสียงร้องแหลมลอยมา ตามด้วยเงาร่างคล้ายหญิงวิ่งพุ่งลึกเข้าไปในพุ่มไม้ “หญิง!” ภูผา ร้องเสียงดังสุดหัวใจ วิ่งตามออกไปทันที อิงฟ้าตะโกนเรียกแต่ไม่ทันคว้าแขนไว้ได้
เสียงฝีเท้าวิ่งกระแทกพื้นดิน เงาทะลุผ่านม่านหมอก ทุกอย่างพลันเงียบงัน อิงฟ้า ใหม่ และนันท์เพ่งไปยังจุดที่ภูผาวิ่งหายไปใหม่ร้อนรนจะวิ่งตาม “อย่าปล่อยให้ภูผาหายไปอีกคน!”
นันท์พึมพำเบาๆ “ถ้าเราทั้งหมดหลงทาง เราจะกลับออกไปทางไหน…”
อิงฟ้าเม้มปากอย่างลังเล สุดท้ายตัดสินใจนำทั้งสองเดินฝ่าม่านหมอกไปข้างหน้า
ภูผาวิ่งจนหายใจหอบ เห็นรอยผ้าพันคอหญิงติดที่กิ่งไม้ เขาหยุดมองไปรอบๆ มีเสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมลมเย็นยะเยือก “ภูผา…อย่าทิ้งฉัน” เสียงคุ้นเคย
เขายืนนิ่ง หัวใจปวดร้าว ภาพแม่ในวันจากลาแจ่มชัดขึ้นในใจ เด็กชายในวันวานที่ปิดหูปิดตา เดินหนีทุกปัญหา ตลอดเวลานั้น เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ลึก ๆ คือความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งซ้ำอีก
“หญิง…อยู่ไหน” เขาเรียกเสียงสั่น ก้าวขาเข้าหาป่าทึบ เสียงฝีเท้าตามมาจากข้างหลัง อิงฟ้าโผล่มาพร้อมใหม่และนันท์ เหงื่อไหลเต็มหน้าแต่ดวงตาแน่วแน่
“เธอไม่ใช่คนเดียวที่กลัว ภูผา” อิงฟ้าเอ่ยเบา ๆ “ทุกคนก็อ่อนแอในแบบของตัวเอง”
ภูผาก้มหน้าซ่อนน้ำตา ใหม่เขยิบมาใกล้ ลังเล แล้วแตะหลังเบา ๆ “เราอยู่กับนาย แค่นั้นก็พอ”
ไขกระดูกเย็นเฉียบเมื่อเงาร่างในชุดนักเรียนหญิงปรากฏใต้เงาไม้ใหญ่ สายตาว่างเปล่า ผมกระเซิง
“อย่าเข้ามา!” เสียงหญิงสั่น น้ำตากลิ้งลงบนแก้ม “ฉัน…ฉันไม่รู้จะกลับไปเผชิญกับทุกอย่างยังไง”
ภูผาก้าวขาเข้าไปหาแม้อยากจะหนี “เราขอโทษ เราคิดว่าทำเป็นเข้มแข็งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกตัวเองจะดีที่สุด แต่จริง ๆ เราก็เหงาเหมือนกัน”
อิงฟ้าสบตาหญิง น้ำเสียงอ่อนโยน “เรามาอยู่กับเธอนะ ไม่ว่าเธอเป็นยังไง”
หญิงปล่อยมือจากกิ่งไม้ ร่างสั่น ใบหน้าหม่นหมอง “ฉันอยากหายไป แต่มันยากจะยอมรับความเจ็บปวดมากกว่าการหลบซ่อน”
นันท์ก้าวออกมา “เราเคยโกรธหญิงมาก แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการให้อภัย ไม่ใช่การกล่าวโทษ”
ทันใดนั้น พื้นดินสั่นสะเทือนเบา ๆ เหมือนมีบางอย่างโอบล้อม กลุ่มเพื่อนหันมามองหน้ากัน ความเงียบก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เว้นระยะก่อนภูผาจะเอื้อมมือไปหาหญิง
หญิงลังเลชั่วครู่ สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลแล้วกอดภูผาไว้แน่นใหม่ถึงกับยิ้มทั้งน้ำตา “ไปบ้านกันนะ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว”
พวกเขาก้าวออกจากป่า เงาของพระจันทร์เต็มดวงทอดยาวเป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัยและความกล้า เดินกลับสู่หอพักไหล่ชนกันโดยไม่มีใครพูดสักคำ
รุ่งเช้า เสียงนกก้องป่า ทั้งหอพักสว่างไสว อิงฟ้าเปิดสมุดบันทึก เขียนด้วยมืออ่อนโยน “เราได้เจอเพื่อนที่แท้จริงในคืนที่กลัวที่สุด”
หญิงหัวเราะเบา ๆ เมื่อภูผายื่นผ้าพันคอคืนให้ “ครั้งนี้ฉันไม่ลืมของสำคัญ ขอบใจเธอ”
ภูผายิ้มอ่อนแสงอาทิตย์ลอดหน้าต่างเข้ามาเปลี่ยนเงาเป็นแสง ทุกบุคคลในกลุ่มต่างเรียนรู้ว่าการให้อภัยและการซื่อสัตย์ต่อใจตัวเองคือก้าวแรกของการเติบโต
ที่ระเบียงหอพักกลางเสียงหัวเราะ กลิ่นข้าวต้มเช้าลอยฟุ้ง ทุกคนส่งยิ้มให้กันใต้เงาจันทร์ที่เคยน่ากลัว ตอนนี้กลายเป็นความทรงจำใหม่ที่งดงาม