เพียงเงาจันทร์บนภูเขาหิมะ
เสียงรองเท้าบูทย่ำหิมะดังเปาะ แสงจันทร์สีเงินสะท้อนบนแผ่นน้ำแข็งผิวบางที่ปกคลุมลานกลางหมู่บ้าน กานต์ เด็กหนุ่มผิวขาวซีดเดินนำเพื่อนอีกสามคนผ่านตรอกหิมะแคบ ๆ มุ่งหน้าสู่ศาลาเก่าข้างโบสถ์ไม้ ทุกคนห่อไหล่เพราะลมหนาวกัดขอบหน้าต่าง เจ ไขว้แขนแน่น ตาสำรวจรอบข้างด้วยความระแวง ดารินจิ้มโทรศัพท์ในมือ พลางเหลือบมองรุ้งที่ตามหลังมาเงียบ ๆ เธอชอบปิดหน้าด้วยผ้าพันคอหนาสีเทา เสียงของกานต์สะดุดทุกการก้าว “จะไปหรือเปล่า?”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เจพ่นลมหายใจ เหมือนต้องการกลบเสียงหัวใจที่ตีตึก “เราทำไปทำไม” เขาขมวดคิ้ว “คืนนี้ชาวบ้านสงบผิดปกติ นายไม่กลัวเหรอ”
ดารินแทรกขึ้นแบบไม่เชื่องช้า “กานต์ว่าเจออะไรจริงน่ะเหรอ หรือแค่อยากเรียกความสนใจเหมือนเคย”
กานต์นิ่งไปชั่วครู่ จ้องพื้นหิมะที่มีรอยเท้าซ้อนกัน “เราเคยได้ยินเสียงเพลงตอนเที่ยงคืนเมื่อตอนเด็ก ๆ คืนนี้มันจะดังอีกครั้ง ถ้ายังมีคนเหลือในหมู่บ้านนี้ที่อยากฟัง…”
รุ้งยืนเงียบ เธอสอดสายตามองต้นสนดำทะมึนที่ล้อมรอบหมู่บ้านก่อนพึมพำเบา “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง” ไม่มีใครตอบพวกเขาเดินต่อ แต่ละคนหมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง
กลุ่มทั้งสี่เข้าไปในศาลาเก่า เสียงประตูไม้เก่าดังเอี๊ยด อากาศเย็นจัดปะทะหน้าทันที ข้างในไฟเพียงดวงเดียวแขวนโยงเหนือศีรษะ ทั้งหมดล้อมวงกับความเงียบอึดอัด
เจหยิบขวดน้ำร้อนออกมาโยนให้กานต์ ความอบอุ่นเล็กน้อยแลกกับสายตานิ่งของเพื่อน “นายเคยคิดไหมว่าพวกผู้ใหญ่ปิดบังอะไรเรา”
ดารินสอดแทรกเสียงหัวเราะเบา จริงจังแต่เสียดสี “แค่เพราะตำนานเด็กหายตัวไปคืนนั้นงั้นเหรอ กานต์เล่าอะไรอยู่ในใจแต่ไม่เคยพูดออกมา”
กานต์กลอกตาไปมา ไม่สบตาใคร “เราฝันเห็น…ไม่ใช่สิ ได้ยินเสียงร้องเพลงจริง ๆ ตอนหิมะตกซ้อนกับคืนจันทร์เต็มดวงแต่เด็ก—” แต่ก็หยุดตัวเองไว้
รุ้งนั่งคลึงนิ้วมือตัวเองอยู่ที่ข้อศอกอย่างประหม่า ละสายตาลง “งั้นคืนนี้ใครเห็นอะไรก็บอกละกัน”
เสียงนาฬิกาในศาลาดังติ๊ก-ต็อก ระยะห่างของแต่ละคนคล้ายผนังน้ำแข็งที่ไม่ละลาย สายลมจากหน้าต่างแตกหักทำให้แสงจันทร์โยกเยกบนพื้นไม้
ทันใดนั้นเสียงหอนแว่วผ่านจากป่าข้างหมู่บ้าน เงาสีฟ้าสะท้อนเข้ามาที่หน้าต่าง—ดารินถอนใจเอ่ยว่า “ถ้ามันเป็นเรื่องจริง พรุ่งนี้พวกเราคงจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ภาพกลุ่มทั้งสี่ตัดฉากไปในความเงียบ
กลางดึก หิมะตกหนักจนขาวโพลน เจตื่นขึ้นในห้องนอนเล็กภายใต้หลังคาไม้เตี้ย เขาขยี้ตา ชะเง้อมองออกไปเห็นเงาคนก้าวผ่านหน้าต่างไปเงียบ ๆ เจรีบคว้าเสื้อกันหนาวแล้วออกจากบ้าน สายตาไล่ตามรอยเท้าใหม่ ๆ ไปยังสนามโล่งหน้าหมู่บ้าน
ข้างนอก รุ้งยืนอยู่ข้างต้นสน มือแนบอก น้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษ…แต่ฉันไม่ไหวแล้ว” เสียงของเธอสั่นงัน เจลังเลว่าจะเข้าไปหาแต่หยุด เมื่อเห็นกานต์ยืนอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มจันทร์ ทั้งคู่สบตากันโดยไม่พูดเจถอยหลังไปอย่างงุนงง
รุ่งเช้า กระจกร้านขนมปังเต็มไปด้วยละอองน้ำ หญิงชราคนขายเหลือบดูเด็กกลุ่มเดิมที่นั่งเงียบ ๆ รอบโต๊ะไม้ รุ้งไม่พูด เจแสร้งหัวเราะเสียงดังจนดูฝืน ดารินหยิบเค้กส่งให้กานต์ “คืนนี้นายอย่าลืมสัญญา”
กานต์วางมือบนโต๊ะ หันไปสบตาดาริน “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เธอสัญญานะว่าจะบอกความจริง”
ดารินฟาดช้อนลงบนจานเบา ๆ “ฉันไม่มีอะไรต้องกลัว มีแต่จะถามว่าพวกนายพร้อมเผชิญเรื่องนี้รึยัง”
กลางวันนั้นทั้งสี่ปีนเนินหิมะไปยังเขตห้ามเข้าเหนือหมู่บ้าน เด็กคนอื่นที่เห็นร้องทัก “พวกนายจะไปไหนน่ะ” เจฉีกยิ้ม เงื่อนไขเสียงตก “ไปหาความกล้ากลับมา”
เมื่อพ้นเขตหมู่บ้าน ในป่าลึกเสียงหิมะร่วงจากกิ่งสนใส่ไหล่ เป้าหมายของพวกเขาคือค้นหาอัฐิเด็กหายในอดีตตามตำนาน เจพูดเสียงเบา “ถ้ามีอะไรในนั้น ฉันจะเป็นคนแรกที่หนี” ดารินหัวเราะ “เชื่อเถอะ ไม่มีใครหนีจริง ๆ หรอก”
จู่ ๆ รุ้งหยุดกึก จ้องมองหินทรงกลมราวกับศิลปะโบราณ “เมื่อคืน ฉันเห็นอะไรบางอย่างตรงนี้” น้ำเสียงเธอแผ่วแต่แน่วแน่
เจสบตากานต์ “นายสังเกตไหมว่ารุ้งเปลี่ยนไป” กานต์ถอนหายใจ “ทุกคนเปลี่ยนแหละ นายแค่ไม่ยอมรับ” ดารินมองหน้าทั้งสองแต่ไม่พูดอะไร
ลมหนาวกรากพัดช่อหญ้า รุ้งคุกเข่ากับพื้น พึมพำชื่ออะไรบางอย่าง เจก้าวไปหาแต่ก็ผงะเมื่อเห็นร่องรอยเงาเลือนทรายปรากฏบนหิมะ กานต์กดแขนรุ้งไว้ “อย่า! ตรงนั้น…”
ทันใดนั้นเสียงแหลมเหมือนกรีดร้องดังขึ้น ทุกคนผงะ เจก้าวถอยหลัง ดารินปิดหู รุ้งสะอื้นพร่ำ “เรา…ผิดที่ไม่ยอมบอก” ทั้งกลุ่มตัดสินใจวิ่งหนีออกนอกป่า
กลางคืนทั้งสี่รวมกันที่บ้านกานต์ เจ้าของบ้านเอาผ้าห่มคลุมไหล่ดาริน รุ้งยังนั่งหน้านิ่ง เจเลือกเปิดวิทยุหาเสียงอะไรก็ได้ ดารินขยับปาก “นายทุกคนเคยกลัวเรื่องอะไรที่สุด”
คำถามลอยอยู่ข้ามโต๊ะ เจกัดฟัน “กลัวถูกลืม” กานต์สบตาเจนิ่ง ๆ “กลัวไม่ได้เลือกทางเอง” รุ้งสั่นศีรษะ “กลัวความจริง” ดารินมองไปที่หน้าต่าง “ฉันกลัวหายไป ถ้าไม่มีใครจำ”
บรรยากาศอึมครึม ยาวนานจนรุ้งปล่อยน้ำตา กานต์ยื่นมือมาแตะไหล่เธอเป็นครั้งแรก
กลางดึก รุ้งฝัน (?)—เสียงเพลงขับกล่อมแต่ไกล ตื่นกลางคืนพบว่าตัวเองอยู่ข้างนอกในหิมะ เจหายไป กานต์สะดุ้งตื่น วิ่งออกมาหา พบแต่รอยเท้ามุ่งไปสู่ป่า ทุกคนรวมตัวออกตามหาเจในป่า
แต่ลึกเข้าไปฝ่าหิมะ เจนั่งยองใต้ต้นสนใหญ่ สายตาเลื่อนลอย ริมฝีปากบ่นพึมพำ “ในที่สุด… ฉันก็ได้ยินเสียงนั้น” กานต์เขย่าตัวเจ ดารินพูดแรง “ตื่นสิ! มันไม่มีอะไร” เจน้ำตาไหล “มันไม่เคยหายไป…ทุกคนแค่เลือกจะไม่เชื่อ”
แสงเต็มดวงจันทร์ส่องกลางวง พื้นรอบเจปรากฏลวดลายเกลียวแปลกตาบนหิมะ รุ้งพร่ำ “ใครบางคนพาเราเห็นอดีต ว่าทำไมเด็กในหมู่บ้านถึงหาย” กานต์ตะโกนเดือด “หยุดพูดเรื่องนี้!” แต่เสียงเขาสั่น
ในที่สุด กลุ่มตัดสินใจยืนล้อมเจ ร่ำลาอดีตผ่านสายลมหิมะแว่ว ทุกคนร้องไห้มีเพียงเสียงขับร้องผะแผ่ว สัญญาจะไม่ละเลยเสียงของกันและกันอีก
รุ่งสาง แสงสีทองอาบยอดสน ทุกคนกลับมายืนหน้าโบสถ์ กานต์ยอมรับผิดครั้งแรก “ฉันกลัวความจริง เพราะมันแปลว่าเราจะเสียอะไรไป” ดารินยิ้มเศร้า “แต่มันทำให้ได้ใกล้กันขึ้น” เจเอาผ้าพันคอรุ้งปัดหิมะจากไหล่เธอเงียบ ๆ รุ้งเบือนหน้า “เราอาจจะต้องเติบโต ถึงจะจำได้จริง ๆ ว่าใครคือเรา”
ในศาลาเก่า ทั้งสี่ยืนมองแสงจันทร์ อดีตล่องไหลรวมกับปัจจุบัน จุดจบของการขาดหายคือการเผชิญหน้าความกลัวของตนเอง ภาพจำสุดท้าย—ทั้งสี่จับมือกัน ท่ามกลางหิมะเบาราวขนนก เสียงร้องเพลงเบา ๆ ค่อย ๆ จางหาย ปล่อยให้คืนใหม่บนภูเขาหิมะเริ่มต้นอีกครั้ง