เกาะเงื่อนงำ
เสียงเครื่องยนต์เรืออืดอาดท่ามกลางแสงแดดจ้าที่สะท้อนคลื่นทะเล มินตรายืนแนบขอบเรือ กุมสมุดจดบันทึกแน่น พลางชายตาดูผืนน้ำและหมู่เกาะรอบข้างที่ค่อย ๆ เว้นระยะไกลออกไป กวิน หนุ่มร่างสุง ท่าทางร่าเริง ทำท่าส่งยิ้มยียวนให้ทุกคนบนเรือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มิน งานนี้เธอห้ามบ่นเบื่อนะ เกาะนี้มีแต่หมอกกับนก แล้วก็พวกเรา” เสียงหยอกระเเหวนนั้นฟังดูเบาสบาย แต่มินตราแค่ผงกหัวตอบ ถอนหายใจพลางฟังคลื่นกระทบตัวเรือ
“ฉันไม่เคยออกทะเลขนาดนี้ ภาพในหัวอะ…มันดูเงียบวังเวงไปหน่อย” มินตราพูดเสียงเบา สายตามองไปยังก้อนเมฆที่ไล่ไปตามขอบฟ้า
พร้อมกับมินตราและกวิน ยังมีอีกสี่คนในเรือ – อิงจันทร์ หญิงมั่น ซ่อนความเศร้าในดวงตา, โตมร ผู้เฉยชาแต่แฝงแรงขับภายใน, เเพรพลอย เด็กสาวขี้กลัวแต่ใจกล้า และ พีรันย์ หนุ่มมาดนิ่ง ผู้เป็นหัวหน้าทีมฝึกงานครั้งนี้
เรือค่อย ๆ ชะลอ เห็นอาคารไม้สีซีดบ้านพักนักวิจัยตั้งโดดเดี่ยวบนเกาะ กลุ่มเพื่อนหอบข้าวของ โยนเป้ลงทรายอย่างเหนื่อยล้า
อิงจันทร์กวาดตามองรอบเกาะ “จำได้ไหมว่าอาจารย์สั่งอะไรไว้? ห้ามอยู่นอกขอบเขตบ้านวิจัยหลังพระอาทิตย์ตก ห้ามเข้าเขตด้านตะวันตก”
โตมรแค่นเสียงเหอะ “กลัวอะไรกันนัก กะอีแค่เกาะร้าง”
เพียงแวบนั้น ทุกสายตาหันไปที่ป้ายไม้เก่า ผูกด้วยเชือกขาดพร้อยตัวหนังสือจาง ๆ: “ผู้บุกรุกระวัง”
มินตาเบือนหน้าลง ไม่พูดอะไร หญิงสาวหยิบสมุดมาดูอีกครั้ง มือเธอสั่น ไม่รู้เป็นเพราะตื่นเต้นหรือกลัว
พีกวาดสายตารอบ ๆ แล้วพูดเสียงเข้ม “คืนนี้เก็บของ เตรียมอาหาร — อย่าแยกกลุ่มเข้าป่าเด็ดขาด ถ้ามีอะไรผิดปกติ ต้องแจ้งกันทันที เข้าใจไหม”
การแบ่งหน้าที่เริ่มต้นขึ้น กวินกับโตมรรับภาระลากของไปเก็บในบ้านพัก อิงจันทร์กับแพรพลอยช่วยจัดอาหารแห้ง มินตรายืนเหม่อมองทะเล เสียงลมหยอกเล่นกับเส้นผม สายตาของพีรันย์สะท้อนความกังวลบางอย่าง เขาเงียบและจับตาดูทุกการเคลื่อนไหว
ตกเย็น กลุ่มนั่งล้อมวงรอบเตาไฟ งวงแวดด้วยแสงสลัวโตมรหยิบเบียร์กระป๋องมาโยนให้กวิน “หมดนี้แบ่ง ๆ กันว่ะ เผื่อคืนนี้มีอะไรให้ซัด”
กวินหัวเราะ “เกาะเดียวกับผีก็ดีดิ คืนนี้มีเรื่องเล่าหรือเปล่า เดี๋ยวฉันกลับไปเขียนบทได้ทั้งเล่ม”
แพรพลอยกัดริมฝีปาก “อย่าพูดอย่างนั้นสิ เราอยู่ไกลบ้าน ไม่มีสัญญาณเลยนะ”
อิงจันทร์จ้องลงในเปลวไฟ น้ำเสียงเรียบ “เกาะนี้…เมื่อก่อนเคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน อาจารย์บอกว่ามีคนหายตัวระหว่างวิจัย แต่ไม่เคยเจอศพ”
ทุกคนเงียบ โตมรเบนสายตา “หยุด อิง อย่าเอาเรื่องไร้สาระมาใส่หัว ทุกอย่างมันก็แค่…”
เสียงบางอย่างดังกรอบแกรบจากป่าทึบ ทุกคนหันขวับ นิ้วกวินเกาะกระป๋องแน่น “มีอะไร?”
อิงจันทร์เก็บมือเย็นไว้ใต้ขา พีรันย์ลุกยืน “หยุดพูด ฟังเสียงนั่น…”
ผ่านความเงียบระหว่างกัน อีกครู่เสียงทุกอย่างเงียบลง…
ตกดึก มินตราตื่นกลางดึกจากเสียงฝีเท้าขูดเบา ๆ ตามพื้นไม้ เธอแอบเดินไปดู พบเพียงแพรพลอยนั่งขดตัวอยู่ริมหน้าต่าง ดวงหน้าเปื้อนน้ำตา
มินตราถามเสียงกระซิบ “ไหวไหม?”
“ฉันนอนไม่หลับ…เหมือนมีคนจ้องอยู่ แล้ว…ฉันฝันแปลก” แพรพลอยถอนใจยาว
มินตราจับมือเธอเบา ๆ “เราอยู่ด้วยกัน ห้ามแยกกันเด็ดขาด”
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อออกสำรวจรอบบ้านพบรอยเท้าประหลาดลากวนทั่วสนามทราย กวินร้องเสียงดัง “ใครแกล้งวะเนี่ย!”
โตมรมองดูร่องรอย “รอยเท้าใหญ่…แต่มันมีแค่พวกเรา หรือต้องมีใครบนเกาะนี้อีก?”
พีรันย์ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในป่า พยายามตีความร่องรอยเหล่านั้น แต่ไม่พบสิ่งผิดปกตินอกจากความเงียบอันน่าขนลุก ความกังวลแฝงเร้นในท่าทีทุกคน มินตรามองไปทางต้นไม้ทึบไม่วางตา ใจเต้นรัว
บ่ายวันเดียวกัน อิงจันทร์เดินแยกเดี่ยวไปริมหน้าผา กวินรีบวิ่งตาม “ไปไหน ทำไมทำตัวมีลับลมคมใน”
อิงจันทร์หมุนตัวสบตา “นายจะอยากฟังจริงเหรอ กวิน ถ้าฉันบอก”
กวินนิ่งไปครู่หนึ่ง วางแววตาชนิดไม่แน่ใจ “อิง อยู่ที่นี่ อย่าซ่อนอะไรเลย ฉันไม่อยากเสียเพื่อนเพิ่ม”
อิงจันทร์ถอนหายใจ น้ำตาคลอเบ้า “ฉัน…ฉันหลอกแม่ว่ามาฝึกที่สำนักงานใหญ่ ตัวจริง ๆ อาจารย์จับฉันได้ มันจบแน่”
กวินเงียบ ไม่ขัดอิงจันทร์ ยื่นมือไปแตะแผ่นหลัง “คนเราก็กลัวผิดพลาดทั้งนั้นแหละ…ไม่เป็นไรแต่อย่าปกปิดอีก เอาจริง ๆ ฉันก็เคย”
คืนนั้น ทุกคนประชุมรอบโต๊ะเพื่อตรวจสอบของส่วนตัว โตมรขมวดคิ้ว “ของฉันหาย ใครมายุ่ง”
แพรพลอยพูดเบา ๆ “ของฉันก็เหมือนกัน กระเป๋าเล็กหาย…แต่โต๊ะก็ล็อก”
ความวิตกบังเกิดชัดเจน มินตรากำสมุดโน้ตแน่น “มันอาจจะมีใครบนเกาะ…หรือใครบางคนในพวกเรากำลังหาคำตอบอะไรบางอย่าง”
พีรันย์จับมือแน่น พยายามตั้งสติ “คืนพรุ่งนี้ ต้องตั้งเวรยาม และอย่าออกนอกบ้านหลังหกโมงเย็น เราไม่รู้ว่าพวกเราคนไหนทำ หรือมันเป็นอะไรกันแน่”
การไม่ไว้วางใจเริ่มเผยในแววตา ทุกคนมองหน้ากันเงียบงัน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเริ่มร้าวราน หลายคนพยายามไม่สบตากันโดยตรง
เช้าวันถัดมาขณะที่ออกสำรวจ กลับพบว่าโตมรหายตัวไป เหลือเพียงรอยเลือดจางหัวบันไดและรองเท้าข้างหนึ่ง ทุกคนแตกตื่น มินตรารีบเข้าไปแบบไม่ทันคิด
กวินตะโกน “ใครไปกับฉัน ไปหาโตมร!” พีรันย์คว้าไฟฉาย อิงจันทร์กับแพรพลอยวิ่งตาม
กลุ่มลุยเข้าไปในป่า เสียงกระโจนของนกทำให้ใจเต้นผ่าวทุกย่างก้าว หนามพงหนาเกี่ยวแขนขา เลือดซิบ พวกเขาตามรอยเลือดไปถึงหน้าถ้ำปิดตาย
แพรพลอยร่ำไห้ “เราไม่ควรเข้ามานี่…”
พีรันย์จับบ่าเธอแน่น “ไม่มีทางเลือก ใครก็ได้ต้องตามหาโตมร”
พวกเขาค้นถ้ำ ค่อย ๆ แทรกซึมท่ามกลางแสงไฟฉาย อากาศเย็นเฉียบเหมือนมีอะไรเฝ้ามองอยู่ มินตราสังเกตจารึกโบราณที่ขูดไว้บนผนังถ้ำ จะหยิบสมุดบันทึกจด แต่มือแข็งค้างด้วยความกลัว
กวินเดินนำหน้าจนไปเจอซากเสื้อขาดแหว่ง ทั้งหมดชะงัก อิงจันทร์เบนหน้าหนี “หยุด…หยุด! มันไม่ใช่โตมร!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคลื่อนไหวจากก้นถ้ำ เล็บบางสิ่งขูดผนัง พวกเขาวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
พอกลับถึงที่พัก แสงแดดกำลังตกขอบ มินตราตัวสั่น กำสมุดแน่น “เราตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ มันมีบางอย่างในถ้ำ”
กวินตะโกนลั่น “เราต้องออกจากเกาะนี้ ยังไงก็ต้องติดต่อฝั่ง!”
อิงจันทร์สะอื้น “สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี สัญญาณขอความช่วยเหลือก็หายไป เพิ่งตรวจดูเครื่อง ไปหมด”
แพรพลอยเพิ่งพูดจบ เสียงบางอย่างก็ขูดหน้าต่าง ทุกคนหันขวับ
เพียงแวบรอยหน้าต่าง มินตราเห็นใบหน้าซีดขาวคล้ายมนุษย์ อยู่ริมพุ่มไม้ก่อนจางไปในสายหมอก เธออ้าปากค้างแต่เปล่งเสียงไม่ออก
คืนนั้น ทุกคนสุมหัวในบ้าน กลั้นใจกลัว คนละมุม กวินเดินวนรอบห้อง ขบฟันกรอด “ในเมื่อสัญญาณขาดหมด มันก็มีทางเดียว ต้องเสี่ยงขึ้นเนินรับสัญญาณ”
พีรันย์ค้านเสียงเข้ม “แม้ขึ้นไปแล้ว จะติดต่อใครได้ แต่อย่างนั้นก็ต้องเสี่ยงดูก่อนดีกว่ารอความตาย”
อิงจันทร์เงียบ ใช้ผ้าพันแผลซับแผลถลอกขา “ฉันไม่ไป ฉันกลัว…เมื่อคืนฝันเหมือนมีใครร้องขอให้ปล่อยเขาไว้ที่นี่”
กวินชะงัก “แล้วถ้าโตมร…เขายังไม่ตายล่ะ?”
แพรพลอยมองลอดม่าน “มันไม่มีอะไรรับประกันเลย เรา…เราควรเลือกกันว่าจะไปหรือรอในบ้าน”
กลุ่มถกเถียงกันต่ออย่างหนัก ทุกเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและฟังดูใกล้ขาดสติ พีรันย์ตัดบท “เราต้องลองทุกทาง…ถ้ารออยู่เฉย ๆ คือแพ้”
ความตึงเครียดปะทุขึ้น ทุกคนมีเป้าหมายต่างกัน — มินตราอยากสืบหาความจริง, กวินอยากเอาตัวรอด, อิงจันทร์อยากกลับบ้าน, แพรพลอยอยากปลอดภัย, พีรันย์พยายามเป็นผู้นำแต่เริ่มรู้สึกล้มเหลว
ตกเช้า ทั้งหมดแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมุ่งเนิน อีกกลุ่มเฝ้าบ้าน มินตราเลือกไปที่เนินพร้อมกวิน พีรันย์ตามติด
ขณะไต่มาถึงจุดสูงสุด พวกเขาพบเสาส่งสัญญาณเล็ก ๆ โบราณพังทลาย คราบเลือดเก่า ๆ ยังคงติดอยู่
มินตราสั่น นิ้วผ่านรอยเลือด “หรือว่ามีใครถูกฆ่าตรงนี้?”
กวินมองอย่างตกใจ “ฉันไม่อยู่แล้ว กลับบ้าน!”
พีกำสมุดบันทึกที่ข้างตัว “มิน เธอจดอะไรเกี่ยวกับเกาะนี้บ้างไหม? ทุกอย่าง อะไรก็ได้ที่ดูผิดปกติ”
มินตรานิ่ง เธอสังเกตได้ว่าก่อนหน้านี้มีใครบางคนเขียนบันทึกเช่นเดียวกับเธอ หน้าเก่าของสมุดเขียนว่า “อย่าไว้ใจ… มันมาได้ทุกคืน”
ทันใดนั้นเสียงร้องของแพรพลอยและอิงจันทร์ดังก้องมาจากบ้านพัก ทุกคนวิ่งกลับสุดชีวิต พบเพียงประตูถูกเปิดและห้องรกร้าง แพรพลอยตัวสั่น อิงจันทร์หน้าซีด
อิงจันทร์พูดเบา ๆ “มันพยายามเข้ามา..ในบ้าน ฉันเห็นมันดึงอะไรบางอย่างไปที่ป่า”
พีรันย์เริ่มแคลงใจในตัวเอง “…ใครสื่อสารกับมัน? หรือพวกเราบางคนช่วยมัน?”
กลุ่มทั้งกลุ่มระแวงกันเอง ความสัมพันธ์แตกร้าว มินตราเริ่มสงสัยว่าโตมรไม่ใช่คนเดียวที่หายตัวไป เพราะในบันทึกเก่า ๆ ยังมีชื่ออีกหลายคนถูกขีดฆ่า
ขณะผู้คนหลีกหนีความหวาดกลัว เงามืดปรากฏไกล ๆ อิงจันทร์ตัดสินใจสารภาพ “เมื่อวานโตมรเอาของจากฉันไป… เราทะเลาะกัน ฉันผลักเขาจนล้ม แล้วเขาก็หายไป…”
กลุ่มตกตะลึง มินตราจับไหล่เธอ “ทุกคนต่างหวาดกลัว เราทำผิดได้ทั้งนั้น…”
บทสนทนาในความมืดขณะทุกคนรีบวางแผนหนี เงาหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากป่า กระโจนเข้าใส่กวิน เขาโกลาหลร้องลั่น ล้มฟุบกับพื้นเลือดไหลซึม พีรันย์ตะโกน “รีบพากวินเข้าไป!!”
กวินเพ้อถึงบ้าน คร่ำครวญเสียงแผ่ว “แม่…พาฉันกลับบ้านเถอะ ฉันสัญญาจะไม่หนีอีกแล้ว”
มินตรากดมือเขาแน่น น้ำตาไหล ไม่กล้าสบตาใคร เธอรู้สึกผิดที่ดื้อรั้นและคิดแต่ไขปริศนา
ตกเย็นพีรันย์โดนลากออกไปนอกบ้านด้วยเงาดำในพริบตา ก่อนเขาจะหายตัวไปตะโกน “อย่าไว้ใจใคร…มันอยู่ในใจพวกเธอ!”
เหลือเพียงมินตรา อิงจันทร์ และแพรพลอย ทุกคนหวาดระแวงจนไม่กล้าแม้แต่จะมองตากันเอง แสงเทียนริบหรี่ใกล้ดับ
อดีตแผลใจถูกขุดขึ้นอีกครั้ง อิงจันทร์สารภาพความผิดพลาด ส่วนมินตราต้องเลือกจะเชื่อใจใคร ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดัง สองสาวมองหน้ากัน ก่อนเปิดพบโตมรกลับมายืน ท่าทางประหลาด น้ำตาคลอ
“มันปล่อยฉันกลับมา…แต่ต้องเอาอะไรไปแทน” โตมรพูดเบา ๆ ก่อนลงไปนั่งกอดเข่ากับพื้น ไม่กล้าสบตา
แพรพลอยสั่นพูดเสียงขาดห้วง “ใคร…ใครกำลังเลือกคนที่จะหายไป?”
มินตรารวบรวมความกล้า เปิดบันทึก พบข้อความใหม่ปรากฏขึ้นเอง “ความลับยิ่งปกปิด มันยิ่งกินเรา”
ทั้งหมดตัดสินใจร่วมมือสารภาพผิด ทุกคนกระซิบซ่อนน้ำตา สายตาเคล้าความหวังระคนหวาดกลัว แล้วนั่งล้อมวงเอ่ยความผิดพลาดของตน เงาดำที่เคยวนอยู่กลางบ้านค่อย ๆ จางหายไปพร้อมเสียงลม
รุ่งเช้า ขณะหมอกเริ่มจาง เสียงเรืออีกลำปรากฏที่ขอบฟ้า มินตรากอดสมุดบันทึก มือเปื้อนน้ำตา เพื่อนทั้งสี่มองตากัน เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง เส้นขอบฟ้าสีส้มทอดไกล — ทั้งหมดเติบโตพ้นจากความกลัวและอดีตได้ในที่สุด