ปริศนาใต้ผืนหิมะ
เด็กหญิงร่างเล็กในเสื้อโค้ทหนาเดินย่ำไปบนหิมะนุ่มที่แผ่ปกคลุมทั่วหมู่บ้านยามพลบค่ำ ลมหายใจเธอกระทบอากาศหนาวจนกลายเป็นกลุ่มไอจาง ๆ เธอหยุดยืนหน้าประตูไม้เก่าหลังหนึ่ง สูดกลิ่นธูปราง ๆ ที่ลอยมาจากในบ้านและยกมือขึ้นเคาะประตู
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูกลับถูกเปิดก่อนที่มือละเอียดนั้นจะสัมผัสบาน ไอบุคคลสูงวัยในชุดผ้าทอหนา ๆ โผล่มา เธอสบตาอาคิระด้วยสายตาอ่อนโยนปนเป็นห่วง
“กลับมาแล้วเหรอลูก หนาวไหม เชิญเข้ามาข้างในเร็วนะ”
อาคิระยิ้มจาง ๆ ก่อนพยักหน้าเดินผ่านยายเข้าไปในบ้านหิมะ ภายในมีเตาผิงไฟหยิบหุบบรรยากาศอบอุ่น ร่างบางของเธอทิ้งตัวลงข้าง ๆ เตาผิงพร้อมถอดรองเท้าบูทเปียกชื้นออก วางใจเล็กน้อยในพื้นที่ปลอดภัย
แต่แวบหนึ่งตรงกระจกหน้าต่างมีเงาตะคุ่มผ่านไป อาคิระขมวดคิ้ว ลุกขึ้นอย่างลังเลแล้วชะเง้อมองอีกครั้ง ไม่มีอะไร นอกจากผืนหิมะเงียบงันและต้นสนสูง
“ยายคะ…ที่นี่มีเรื่องแปลกบ้างไหม” อาคิระถามเสียงเบา ขณะแสงเตาไฟจาง ๆ สะท้อนในดวงตา
หญิงชราลืมตา พึมพำไม่เต็มเสียง “หมู่บ้านนี้เก่าแก่ …แต่ก็ไม่มีอะไรหรอกลูก อยู่ที่นี่เดี๋ยวก็ชิน”
อาคิระพยายามฝืนใจเชื่อ แม้ความรู้สึกในอกจะบีบรัด ราวกับหิมะหนาหนักนั้นบดบังบางอย่างไว้ใต้ผืนขาวบริสุทธิ์
รุ่งเช้าของอีกวัน เด็กหญิงลุกขึ้นเดินลัดเลาะริมหมู่บ้าน ผิวหน้าของหิมะยังสะอาดบริสุทธิ์ เสียงรองเท้าบูทกระทบเงียบ ๆ ขณะเธอกำลังจะข้ามสะพานไม้เก่าก็ได้ยินเสียงหัวเราะแหลม ๆ
“มองอะไรนักหนา ฮึ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เธอหันไปเจอเด็กชายผมยุ่งห่มผ้าพันคอหนาในชุดถุงมือเปรอะเปื้อน
อาคิระนิ่งไป ก่อนจะขยับริมฝีปาก “เอ่อ…ฉันชื่ออาคิระ”
“ฉันนัตสึกิ พวกผู้ใหญ่ไม่ค่อยให้ฉันเล่นกับใคร” เขาทำหน้าตาย อาคิระฉีกยิ้มฝืน ๆ เดินไปข้างกันอย่างลังเล นัตสึกิเค้นเสียงขำ “ก็ฉันชอบถามคำถามเยอะไง”
ทั้งสองเดินลัดเลาะ หลบสายตาผู้ใหญ่ที่ยืนคุยกันหน้าน้ำแข็งแตก พลางพูดถึงเรื่องเด็กชายในหมู่บ้านหายไปเมื่อคืน “ไม่มีใครกล้าเดินออกจากบ้านค่ำ ๆ หรอก”
อาคิระหันไปมองนัตสึกิ “นายเชื่อเรื่องผีในหิมะมั้ย”
“ไม่รู้ดิ แต่แม่ฉันกลัว…แล้วเธอล่ะ”
อาคิระก้มหน้า ไม่ตอบ หิมะทับถมใต้ฝ่าเท้าหนักขึ้นราวมีร่องรอยบางอย่างถูกกลบซ่อน
คืนนั้นอาคิระนอนพลิกไปพลิกมา เงียบ อากาศข้างนอกหนาวจับใจจนอากาศในห้องเย็นเฉียบ แล้วเสียงกระซิบแผ่วหลอนก็ดังมาจากใต้หน้าต่าง
“คืนคืนนี้ ฝังไว้…ฝังไว้”
อาคิระแน่นิ่ง หูฟังเสียงกลืนหายไปในหิมะ เธอเดินลงจากเตียงอย่างระแวดระวัง ค่อย ๆ เลื่อนม่านหน้าต่างออกมอง นัตสึกิยืนอยู่กลางหิมะ สะดุ้งเมื่อเธอเปิดหน้าต่าง
“อยากรู้คำตอบมั้ย!” เขาพูดลั่น—เสียงโดนหิมะดูดกลืน แววกล้าบนใบหน้าและบางอย่างที่ฉายความท้าทายในแววตาคู่นั้น ดึงอาคิระออกจากความลังเล
เช้าวันต่อมา ทั้งสองเดินตามรอยเท้าที่ยังใหม่บนผืนหิมะไปตามแนวป่า เด็กหญิงสูดลมหายใจลึกทุกครั้งที่กลัว เธอพยายามฟังเสียงในหัว หวังว่าไม่ใช่เพราะความเครียดจากอดีต
ระหว่างทาง ทั้งคู่เจอรูปปั้นไม้โบราณตั้งอยู่กลางลานหิมะ ไอเย็นจัดปะทะหน้า นัตสึกิเขยิบดูรอยแกะสลักบนฐาน ก่อนชี้ให้เธอดู “เคยเห็นไหม รูปปั้นนี้?”
อาคิระสบสายตารูปปั้น ทันใดนั้น คล้ายเงาจาง ๆ เคลื่อนผ่านหลังพุ่มสน
“บางที…ที่นี่อาจไม่ได้มีแค่เรา” เธอพูดเสียงแผ่ว
นัตสึกิเดินเข้าไปใกล้ เหยียบพื้นหิมะจนแตกดังกรอบแกรบ “เคยกลัวอะไรแบบนี้มั้ย?”
“กลัวทุกอย่าง” อาคิระตอบโดยไม่สบตา “แต่ถ้าหนี…ความกลัวจะยิ่งใหญ่ขึ้น”
เขายิ้มบาง ๆ “งั้นลุยไปด้วยกัน”
เย็นนั้นอาคิระกลับบ้าน เห็นยายกับเพื่อนบ้านกำลังเถียงกันเรื่องข่าวลือ “อย่าเอาเรื่องคำสาปมาทำให้เด็กกลัว!”
อาคิระแอบฟัง พลันมือกร้านของยายวางแผ่นหลังเธอ “ไม่ต้องกลัวหรอกลูก เดี๋ยวหิมะก็พาเรื่องไม่ดีไปเอง”
แต่เมื่ออาคิระได้ยินเสียงแว่วเดิม “คืนคืนนี้ ฝังไว้…ฝังไว้” เธอสบตายายด้วยความวิตก
คืนนั้นนัตสึกิส่งหินสีเขียวมาเสียบไว้ข้างหน้าต่างอาคิระ “เอาหินนี้กันฝันร้าย”
เขาเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนกระซิบ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
อาคิระยิ้ม—เป็นรอยยิ้มแรกที่วาบออกจากใจจริง
จากวันนั้น ทั้งสองเริ่มสำรวจรอบหมู่บ้านมากขึ้น ค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับเด็กชายที่หายตัวไปและเศษผ้าสีฟ้าที่เจอใต้ต้นสนใหญ่ ทุกเบาะแสพาไปถึงโบสถ์ร้างข้างลำธารน้ำแข็ง
โบสถ์ดูเหมือนถูกทอดทิ้งไปหลายปีแต่กลับสะอาดผิดปกติ นัตสึกิจุดไฟฉายส่องเข้าไป เผยให้เห็นรอยมือเล็ก ๆ ติดอยู่บนผนัง เธอกลั้นใจถาม “นี่คือที่อยู่ของวิญญาณหรือเปล่า”
เสียงลมหวีดผ่านกระจกแตกจนสั่นสะเทือนอยู่ชั่วขณะ ก่อนความเงียบลึกซึ้งจะปกคลุมอีกครั้ง
“เรื่องทั้งหมดนี้…อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเด็ก ๆ” นัตสึกิบอกเบา ๆ “พ่อฉันเคยบอกว่าวิญญาณหิมะภูมิใจกับหมู่บ้านนี้มาก ถ้าเด็กไหนเศร้าเกินไป เขาจะล่องลอยหายไปในหิมะ”
ภาพอดีตที่อาคิระหนีตลอดแวบเข้ามา—เสียงโต้เถียงในเมืองใหญ่ แล้วยามที่แม่ร้องไห้—เธอสั่น เหงื่อตกมือเย็นเฉียบ แม้ปฏิเสธจะคิดแต่ก็ย้อนหลอกหลอน
รุ่งเช้า ทั้งคู่เห็นกลุ่มผู้ใหญ่กระสับกระส่าย สายตาตื่นตระหนก “เด็กผู้ชายอีกคนหายไปเมื่อคืนนี้!”
ทุกคนจับกลุ่มถกเถียง บางคนโทษกันเอง บางคนโทษคำสาป ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้โบสถ์ร้าง
นัตสึกิขบกรามแน่น “เราเอง…ต้องช่วยเขา”
อาคิระกลัวแต่ก็ไม่ยอมถอย เธอโอบแขนนัตสึกิ “เราต้องหาความจริง”
กลางคืน ทั้งสองลอบออกจากบ้าน ฝ่าลมหนาว พายุหิมะเริ่มแรงขึ้นทุกขณะเมื่อเดินถึงรูปปั้นไม้โบราณ เสียงหิมะกราวดังแทรกท่ามกลางเงาสะท้อนสีเงินของดวงจันทร์
ขณะนั้น เงาดำพลันโผล่จากพุ่มไม้—เป็นร่างเด็กชายที่หายไป ท่าทีลังเล หวาดหวั่น แลบหนีเข้าไปยังโบสถ์ ทั้งสองจึงตามเข้าไปภายในอาคารไม้ที่เย็นเฉียบจนน้ำตาแข็ง
“เธอ…มาทำไม” เสียงเด็กชายสะท้อนในโบสถ์ว่างเปล่า นัตสึกิสบตาแล้วเดินเข้าไปใกล้ “เราจะช่วยนายกลับบ้าน”
แสงไฟฉายส่องไปเจอเงาสะท้อนฝุ่นละอองบนรูปปั้นเจ้าที่กลางโบสถ์ค่อย ๆ ลอยขึ้น เผยรอยยิ้มโศกเศร้า ภายในช่องไม้แคบ ๆ มีเศษกระดาษขาด ๆ กับตุ๊กตาหิมะขนาดเล็กซุกอยู่
อาคิระแตะตุ๊กตาดังกล่าวพลันทันใดรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงรั้งเข้าไปในความทรงจำหมู่บ้าน ภาพแม่เด็กชายที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูก ปะปนกับการเสียแม่ของเธอเอง เธอปล่อยน้ำตาไหลออกมาก่อนตัดสินใจพูดเสียงดัง “ฉันให้อภัยอดีต—ขอจงคืนลูกให้แม่ด้วย!”
ราวกับลมหนาวหายไปและแสงสีทองปรากฏขึ้นลอดบานหน้าต่าง เงาวิญญาณเด็กชายค่อย ๆ จางหาย หันไปโอบกอดแม่ที่ร้องไห้อยู่หน้าประตูโบสถ์
อาคิระทรุดตัวลงพื้นด้วยแรงอารมณ์ประดังพรั่งพรู นัตสึกิเข้ามานั่งข้าง ๆ “เธอเก่งมาก เธอกล้าเผชิญหน้าสิ่งที่น่ากลัวกว่าใคร”
เสียงนาฬิกาโบสถ์กระทบดัง เส้นทางกลับกลายเป็นทุ่งหิมะที่แต้มแสงอ่อนจากบ้านเรือนอีกครั้ง อาคิระรู้ในใจว่าความกลัวในใจเธอไม่ได้หายไป แต่มันแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็งรูปแบบใหม่—แรงรักต่อเพื่อน กับการให้อภัยตนเอง
ฤดูใบไม้ผลิแรกมาถึง หมู่บ้านสดใส พระอาทิตย์ฉายบนหิมะที่เริ่มละลาย ผู้คนออกมาต้อนรับวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม อาคิระกับนัตสึกิเพิ่งถอดรองเท้าบูทเต็มไปด้วยน้ำสลัดออก ก่อนกระโจนลงไปบนผืนหญ้าเล็ก ๆ ที่โผล่มาเหนือหิมะ
อาคิระยิ้มกล้าแกร่งและสดใสกว่าครั้งไหน เธอเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ชวนพวกเขาเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะใหม่ด้วยความเชื่อว่า—ในผืนหิมะนี้มีทั้งความเศร้าและความหวังสลับซ่อนอยู่ไม่ต่างกัน