ชมรมวิ่งวุ่นลุ้นสอบ (The Never-Ending Run Club)
เสียงนาฬิกาดังลั่นห้องเรียน วิทยา แว่นหนา ตัวเล็ก ขยี้ตาลุกขึ้นฝืนข่มง่วง “ตายแล้ว! แจ๊ค แจ๊ค ๆ! นายลืมส่งใบสมัครชมรม!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แจ๊ค เด็กชายผมหยิก ใจใหญ่กว่าตัว ไล่ลมออกจากแก้ม “เฮ้ย สบายมากดิวะ วิ่งไปสมัครตอนบ่ายยังทัน!”
เสียงกรนเบา ๆ จากยู โต้โผงผาง แต่อ่อนโยนในใจ “อือ หมอนี่หาเรื่องยุ่งกับชมรมอะไรอีกวะ คราวก่อนนัดชมรมหมากรุกตั้งห้าคน ยังประกาศจัดแข่งขันระดับชาติ”
อุ๋ง เด็กหญิงเงียบขรึม จดแต้มคะแนนชั้นเรียนในสมุดบันทึก สีหน้าเครียดเหมือนโดนหมายหัว “สมาคมอะไร อย่าลืมว่าถ้าไม่ผ่านกิจกรรมจะสอบตกทั้งกลุ่มนะ พวกนายเอาจริงเถอะ!”
บ่ายวันสมัครชมรม แจ๊ค วิ่งลากวิทยากับยูตามหลัง ค่อย ๆ หมดแรงแต่ยังไม่ยอมรับ “ชมรมนี้ ผมจะเป็นหัวหน้า แล้วเราจะผ่านปีนี้ไปแบบเนียน ๆ”
พิธีกรหน้าโรงอาหารประกาศ “ชมรมวิ่งระยะยาว สำหรับผู้รักสุขภาพ รับไม่เกินห้าคนต่อกลุ่ม” ลูกทีมหน้าซีดไปตาม ๆ กัน
“ใครอยากวิ่ง…ก็ไม่ใช่เราแน่ ๆ” ยูกระซิบ
แจ๊คมองรอบข้าง เห็นแต่เด็กสปอร์ตพร้อมขาเปรี๊ยะ “วิ่งวิ่งก็แค่วิ่งอะ เดี๋ยวก็เสร็จ” เขายักไหล่แบบคนไม่คิดอะไร
สมัครชมรมสำเร็จ ทุกคนถอนหายใจโล่งอก จนกระทั่งประกาศว่า “วิ่งติดต่อกัน 1 เดือน ผู้ที่ไม่เข้า 80% จะถูกหักคะแนนกิจกรรม!”
“เดือนนึง! กระต่ายแน่ ๆ อันนี้” วิทยาถอดแว่น ขยี้ตาอีกครั้ง “เราเข้าใจผิดใช่มั้ย แจ๊ค?”
แจ๊คยังคงมุ่งมั่น “เดี๋ยวจัดแผน! แทนกันวิ่ง แกล้งเช็กชื่อ หรือสร้างหุ่นจำลองดี?”
แผนแรกของแจ๊คคือ “แทนกันวิ่ง” ยูเลยต้องออกวิ่งแทนวิทยาในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยบุคลิกคนละขั้ว ครูกีฬาสังเกตเห็น “เอ้า วันนี้วิทยาดูสูงขึ้นนะ?” อุ๋งได้แต่เอามือทาบหน้าผาก
“แย่ละ…คุณครูเริ่มสงสัยแล้ว” วิทยากระซิบอุ๋ง “แต่ฉันขาไม่มีแรง ขึ้นบันไดยังเหนื่อยเลย”
ระหว่างประชุมแผนใหม่ แจ๊คเสนอ “ขโมยใบเช็กชื่อมาแก้เอง!” ยูกับอุ๋งจ้องหน้ากลับอย่างเหนือชั้น “ผมพูดเล่น ๆ…” แจ๊คหัวเราะแห้ง ๆ
แจ๊คเสนอวิธีใหม่ “ใช้ถุงแป้งทำเป็นรอยเท้า ให้เหมือนเราวิ่งจริง เดี๋ยวถ่ายรูปส่งในไลน์!”
เมื่อถึงเวลาจริง ยูลื่นล้มแต่ไม่เจ็บ วิทยาช่วยถ่ายรูป แต่ถุงแป้งเปรอะไปทั่วสนาม ครูแนนที่คุมชมรมเดินเข้ามาเห็นภาพ “นี่เก็บสนามหรือวิ่งรอบโลก!?”
วันต่อมา แจ๊คแก้เกมด้วยแนวคิด “ปลอมแชทกลุ่ม ทำให้เหมือนทุกคนรายงานตัวแล้ว” อุ๋งทำหน้าตาย “ฉันใช้มือถือรุ่นกล้วยหอม ไม่มีไลน์” ยูหัวเราะก๊าก
ครูแนนบังเอิญรู้ ความซวยเริ่มมาเป็นคู่ แจ๊คจนมุม “คราวนี้ว่ากันใหม่ พรุ่งนี้ใครโดดจะถูกตัดกิจกรรม!”
มิตรภาพเริ่มปั่นป่วน วิทยานั่งเคี้ยวขนม “ถ้าเราวิ่งจริง ๆ เอาสักสามก้าว กับหยุดพักสามรอบ คิดว่าเขาจะเชื่อมั้ย?”
อุ๋งคิ้วขมวด ชวนเข้าเรื่อง “เราต้องบอกความจริงดีมั้ย? พวกนายอยากสอบผ่านหรือจะติดศูนย์เพราะโกงกันเอง?”
ยูถอนใจ “จริง ๆ ลองช่วยกันดู คนละนิดคนละหน่อย เผื่อพอรอด”
ภารกิจวิ่งร่วมกันเริ่มขึ้น บรรยากาศทั้งฮาและเหนื่อย แจ๊ควิ่งนำ แต่ขาแข็ง วิทยาพูดขำแห้ง “ฉันว่าบินง่ายกว่านะ” อุ๋งตั้งนาฬิกานับถอยหลัง
ทุกคนช่วยกันเช็กชื่อ เวลาผ่านไป เริ่มมีความคืบหน้า แต่ยูจำวันผิด ไปสนามคนละวัน เจอแต่สนามว่าง หันไปคุยกับรั้วว่า “ยู วิ่งวิวคนเดียว ชนะใคร?”
กลางเดือน อุ๋งพบว่าคะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์ แจ๊คมั่นใจให้เพื่อนถ่ายรูปโพสต์ว่า “#แค่ดูเหนื่อยก็เหมือนวิ่งละ” วิทยาเสียดสี “เหนื่อยเพราะคิดเยอะหรือเหนื่อยเพราะกลัวโดนหักคะแนน?”
วิทยาเริ่มตั้งคำถามกับทุกอย่าง “ถ้าเราทำเป็นวิ่งแบบสโลว์โม จะไปรอดมั้ย?” แจ๊คตอบ “เราสร้างภาพ เอาน้ำราดหัว หน้าตาเหมือนผ่านสนามฝน!”
ครูแนนเรียกเข้าพบ ตักเตือนเรื่องใช้เทคนิคแปลก ๆ ในการหลบเลี่ยงวิ่ง แจ๊คกับยูสลับกันกล่าวอ้าง “เป็นการฝึกสมาธิครับ” “วิ่งน้อยแต่ใช้ใจเยอะ”
สุดท้าย ไม่มีแผนไหนเนียน ไปได้ตลอด ครูแนนเอื้อมถึงใจ “กีฬาไม่ใช่แค่ขาเร็ว แต่เป็นเรื่องใจฮึด พวกเธอต้องผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ใช่ทางลัด”
เข้าใกล้วันสุดท้าย แจ๊คเริ่มมองเห็นข้อดี “จริง ๆ เหนื่อยก็จริง แต่ก็สนุกดีนะ วิ่งแล้วยังได้เพื่อน”
ยูเองยิ้มกึ่งเหนื่อยกึ่งปลื้ม “รอบแรกคิดว่าเราจะซวยหนัก ที่สุดกลายเป็นฮากันเอง”
วิทยายืนมองนาฬิกา “ต้องขอบคุณแจ๊ค ที่ลากทุกคนเข้าชมรมนี้ ไม่งั้นคงไม่เข้าใจว่ามิตรภาพเหนื่อยเพราะความซวยเป็นยังไง”
วันที่ประกาศผล ทุกคนได้ผ่านคะแนนกิจกรรมแบบเฉียดฉิว อุ๋งหันมาเฉลย “ความจริงฉันไปส่งงานชดเชยให้หมดแล้ว พวกนายแค่ต้องมาวิ่งจริง ๆ ครบวันเดียวก็รอด”
เสียงหัวเราะลั่นชมรมแม้จะหายใจติดขัด แจ๊คทิ้งท้าย “รอบหน้าถ้ามีชมรมเดิน น่าจะชนะขาดนะ”
ยูชักชวนกัน “แต่แค่เราได้ผ่านปีนี้ แถมไมตรีแน่นขึ้นก็โอเคแล้ว”
กลุ่มเพื่อนยืนหัวเราะด้วยกัน พร้อมใจทิ้งรองเท้ากีฬาลงถุง เดินออกจากสนามด้วยรอยยิ้ม ทิ้งท้ายบรรยากาศอบอุ่นใจ ถึงจะเริ่มด้วยซวยบานปลาย แต่จบลงด้วยความเข้าใจและมิตรภาพแน่นแฟ้น