คืนกระจกเงา (Night of the Veil Mirror)
เสียงรองเท้าบนพื้นไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้า พลอยไม่กล้าหายใจแรงขณะเดินตามเพื่อนเข้าไปในบ้านร้างหลังใหญ่กลางป่า บ้านที่พวกเธอเลือกใช้เป็นหัวข้อโปรเจกต์จิตรกรรมแนว “พื้นที่ต้องห้าม” ทั้งที่ในใจพลอยนึกตำหนิมุก เพื่อนร่วมห้องผู้เสนอไอเดียนี้ที่สุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันเงียบผิดปกติเนอะ” หนึ่งพูดเบา ๆ พลางเหลียวซ้ายขวาราวกับกลัวมีใครแอบฟัง
“อย่าเพิ่งอิน มันก็แค่อาคารเก่าน่า ถ่ายรูปเร็วเดี๋ยวแสงหมด” มุกบอกพลางหยิบกล้องขึ้นถ่ายตามมุมต่าง ๆ
เสียงกระจกแตกบางเบาแว่วมาจากชั้นสอง พลอยสะดุ้ง มือกำสมุดสเก็ตแน่นขึ้น
“ได้ยินมั้ย?” พลอยถาม พีททำทีไม่สนใจแต่สีหน้ากังวล
“นกคงชนกระจกมั้ง” พีทพูดกลบความกลัวของตัวเอง
ทุกคนเดินสำรวจบ้าน เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องในความว่างเปล่า ห้องรับแขกกลางบ้านมีตู้โชว์กระจกสูงใหญ่ ฝุ่นหนาคลุมผิวกระจก มีรอยนิ้วมือเลือนรางเหมือนเพิ่งผ่านการสัมผัสไม่นาน
“เหมือนมีใครเพิ่งอยู่ที่นี่เลยว่ะ” มุกพูดพลางยกไฟฉายส่อง กระจกในตู้สะท้อนภาพเงาแปลก ๆ พลอยเห็นเงาตัวเองบิดเบี้ยวในนั้น แตกต่างจากร่างจริงอย่างบอกไม่ถูก
“พอเหอะ ไปดูห้องอื่นกันมั้ย” พลอยเสนอ แต่ทุกคนกลับหยุดมองกระจกอยู่นานราวกับโดนสะกด
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังขึ้นมาจากด้านหลัง ไม่มีใครพูดอะไรแต่หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุอก
เมื่อมุกเดินเข้าไปใกล้ตู้โชว์ เงาในกระจกกะพริบเหมือนแสงไฟ แล้วหายไปทันที
“หรือว่ามีใครอยู่ข้างบน?” หนึ่งถามเสียงสั่น ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าเสนอให้ขึ้นไปดู
“เราแบ่งกลุ่มไปสำรวจดีกว่า จะได้เสร็จเร็ว ๆ” พีทบอก พลอยลังเลแต่สุดท้ายต้องจำใจตาม เพื่อน ๆ แยกย้ายกันไปคนละฝั่ง พลอยกับพีทขึ้นไปชั้นสอง ส่วนมุกกับหนึ่งสำรวจห้องครัว
ระหว่างเดินขึ้นบันไดไม้ พลอยได้กลิ่นอับผสมกลิ่นกรุ่นน้ำหอมเก่าจาง ๆ จู่ ๆ บนผนังกลับมีรอยปริแตกเหมือนภาพวาดเลือดไหล พลอยจับแขนพีทแน่น
“เห็นมั้ย?” เธอกระซิบ
“อะ…อะไร?” พีทมองตามแต่ไม่เห็นอะไร
ขณะนั้นเอง ประตูห้องชั้นสองเปิดออกเองอย่างช้า ๆ เสียงบานพับสนิมขึ้นดังลั่นในความเงียบ
ภายในห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งโบราณ กระจกฝ้ามัวแต่มีรอยนิ้วมือใหม่ ๆ บนผิว ท่ามกลางเงามืด พลอยเห็นเงาของตัวเองในกระจกขยับช้ากว่าร่างจริงครึ่งวินาที เธอหันขวับมองพีท แล้วกลับไปมองในกระจกอีกที เงาก็ยิ้มให้อย่างไม่มีเหตุผล
“พีท…เราออกไปเถอะ” พลอยสั่นเสียง พีทเองก็ดูไม่มั่นใจแต่ฝืนหัวเราะ
“คิดมาก…กระจกเก่ามันก็เพี้ยน ๆ ป่ะ”
เสียงฝีเท้าของมุกกับหนึ่งดังขึ้นข้างล่าง ก่อนจะเงียบหายไป ทุกอย่างเงียบงันผิดปกติ
พีทหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแต่สัญญาณขาดหาย สายตาเขาเหลือบเห็นกระดาษโน้ตเก่า ๆ ติดอยู่ข้างกระจก เขาอ่านออกเสียง “ถ้ามองเห็นตัวเองผิด อย่าทัก อย่าหันกลับ”
พลอยใจหายวาบ เธอกลืนน้ำลายฝืด ฝีเท้าเร็วขึ้นขณะเดินกลับลงไปข้างล่าง
ด้านล่าง มุกกับหนึ่งกำลังถกเถียงกันเสียงเบา
“ของในครัวเหมือนเพิ่งโดนใช้เลยว่ะ ดูนี่ดิ มีข้าวของตั้งอยู่เต็มตู้ แถมน้ำในกาน้ำยังอุ่นอยู่” หนึ่งบ่น
มุกมองไปรอบ ๆ เห็นภาพถ่ายเก่าติดผนัง รูปครอบครัวสี่คนแต่หน้าตาทุกคนในภาพเบลอราวกับโดนขูดออก
“ใครจะอยู่บ้านแบบนี้ได้นาน ๆ วะ มันเหมือนคนไม่อยากให้ใครลืมเขา” มุกพูดเบา ๆ เมื่อเพื่อนทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันที่ห้องรับแขก พลอยเล่าเรื่องกระจกให้ฟัง มุกนิ่งไปชั่วครู่ก่อนพูดขึ้น
“เมื่อคืนก่อนจะนัดกันมา ฉันฝันถึงบ้านนี้ด้วย ฝันว่ามีเด็กผู้หญิงยืนอยู่หน้ากระจก แต่ฉันจำหน้าเขาไม่ได้”
“บอกแล้วอย่าเล่าเรื่องฝันในที่แบบนี้” หนึ่งขัดขึ้น
“มันแค่ความบังเอิญ” พีทพูดกลบเกลื่อน แต่ในดวงตากลับมีแววลังเล
เวลาผ่านไปจนใกล้ค่ำ ฝนเริ่มตกหนักจนทุกคนติดอยู่ในบ้าน มุกเสนอให้ค้างหนึ่งคืนเพื่อเก็บบรรยากาศต่อ พลอยอึดอัดแต่ไม่กล้าเถียง ทุกคนจึงช่วยกันเตรียมที่นอนชั่วคราวกลางห้องรับแขก
เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะ พีทนั่งเหม่อมองเงาไฟในกระจก บรรยากาศอึดอัดเงียบงัน มุกเดินสำรวจภาพถ่ายบนผนัง พลอยจ้องตู้โชว์กระจกจนรู้สึกว่ามีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังแต่พอหันไปก็พบเพียงความว่างเปล่า
เวลาล่วงเลยไปจนนาฬิกาตีสาม เสียงบางอย่างลากผ่านพื้นไม้ชั้นบน ทุกคนสะดุ้ง มุกพยายามทำใจดีสู้เสือ
“เสียงหนูมั้ง…”
แต่เสียงนั้นกลายเป็นเสียงฝีเท้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายคนกำลังเดินลากขา ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าขึ้นไปดู
เช้าวันต่อมา ทุกคนพบว่ากระจกในตู้โชว์ปรากฏฝ้าขาวเป็นรูปใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนคนร้องไห้ พีทพยายามเช็ดแต่ยิ่งถูภาพก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
“เอาของออกจากบ้านนี้กันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่แล้ว” พลอยพูดเสียงสั่น
แต่พอจะเปิดประตู พบว่าประตูถูกล็อกจากด้านนอก หนึ่งพยายามออกทางหน้าต่างแต่ถูกตีตรึงด้วยไม้ผุใหม่ ๆ จนแน่นหนา
ทุกคนตื่นตระหนก ต่างกล่าวโทษกันเองว่ามีใครล้อเล่นหรือเปล่า ความเครียดทำให้เกิดความหวาดระแวง
ระหว่างนั้นเอง มุกสังเกตเห็นเงาตัวเองในกระจกตู้โชว์เดินไปทิศทางตรงข้ามกับร่างจริงของเธอ ทุกคนชะงักตัวแข็ง เมื่อเงาในกระจกทั้งหมดเริ่มเคลื่อนไหวไม่ตรงกับตัวจริง
หนึ่งพูดขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงกลัว “บ้านนี้มันมีอะไรอยู่กับเรา…มันไม่อยากให้เราออกไป”
พลอยเริ่มได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู เป็นเสียงเด็กผู้หญิงเรียกชื่อเธอซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ก้าวไปใกล้กระจก เสียงนั้นจะดังขึ้นจนแทบทนไม่ไหว
ในช่วงสาย ทุกคนตัดสินใจสำรวจบ้านอีกครั้งเพื่อหาทางออก พวกเขาพบห้องใต้ดินลับหลังตู้โชว์ ภายในมืดสนิท มีเพียงแสงจากโทรศัพท์ที่พีทถือส่องนำ
ผนังห้องใต้ดินเต็มไปด้วยเศษกระจกแตกวางเรียงเป็นรูปวงกลม ตรงกลางมีกรอบรูปแตก ๆ ภายในภาพคือเด็กหญิงคนเดิมแต่หน้าตาโดนขูดจนไม่เหลือเค้าเดิม รอบกรอบรูปมีรอยข่วนและคราบน้ำตาแห้ง ๆ
มุกสังเกตเห็นสมุดบันทึกเก่า ๆ ซุกอยู่ในมุมห้อง เธอหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน ในนั้นบันทึกด้วยลายมือสั่นว่า “ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบ อย่ามองในกระจก อย่าลืมว่าเธอเคยเป็นใคร”
พลอยเริ่มนึกถึงฝันที่เคยลืมเลือน เธอเห็นภาพเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากระจก ยิ้มให้พลอยด้วยสีหน้าว่างเปล่า พลอยเริ่มระแวงความทรงจำในอดีตของตัวเอง
“เราต้องออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ใครจะลืมว่าตัวเองเป็นใคร” หนึ่งพูดเสียงสั่น
ท่ามกลางความตึงเครียด พีทเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง ประสาทหลอนว่ามีเงาตามเขาไปทุกที่ เขาวิ่งชนผนังกระจกแตกจนเลือดซิบออกมา
มุกพยายามปลอบแต่พลอยสังเกตเห็นเงาพีทในกระจกยังคงยืนจ้องมาที่กลุ่มทั้งที่ร่างจริงของพีทล้มลงกับพื้น
ในขณะนั้น เสียงหัวเราะแหบแห้งดังแทรกขึ้นในทุกมุมบ้าน เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน เมื่อทุกคนหันไปทางตู้โชว์ กระจกทุกบานในบ้านสะท้อนใบหน้าเด็กหญิงคนเดียวกันซ้อนทับกับเงาของแต่ละคน
พลอยตัดสินใจทุบกระจกตู้โชว์ หวังทำลายภาพสะท้อนนั้นแต่กลับยิ่งทำให้เสียงร้องไห้ดังขึ้นกว่าเดิม
ประตูบ้านค่อย ๆ เปิดเองในที่สุด ท่ามกลางสายฝน พวกเขาวิ่งออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
แต่เมื่อพลอยหันกลับไปมองบ้านครั้งสุดท้าย เธอเห็นเงาตัวเองในกระจกหน้าบ้านยังคงยืนมองรอยยิ้มเย็นชา ราวกับไม่ได้ออกมาจากบ้านหลังนั้นกับเธอจริง ๆ
ในเวลาต่อมา แม้จะออกจากบ้านมาแล้ว ทุกคนกลับเริ่มลืมรายละเอียดในคืนนั้นทีละน้อย พลอยพยายามวาดภาพบ้านหลังนั้นในโปรเจกต์จิตรกรรมแต่ไม่เคยวาดสำเร็จ ทุกครั้งที่วาด เงาในกระจกที่เธอวาดจะเริ่มขยับเองได้ หรือเปลี่ยนมุมยิ้มอย่างผิดธรรมชาติ
เสียงเรียกปริศนายังคงดังแว่วมาทุกคืนในฝัน และในกระจกทุกบานที่พลอยเดินผ่าน…