คืนหนึ่งที่ต่างคนยังไม่กล้าเปิดใจ
เสียงฟ้าร้องข้างนอกดังก้องไปทั่วห้องเลกเชอร์ว่างเปล่า มีเพียงแสงไฟจากริมระเบียงที่สาดผ่านกระจกรวมกับเงาร่างของสองเพื่อนสนิทนั่งอยู่ในเงาสลัว ๆ—ภีมมองออกไปที่สายฝน ทิ้งเงียบงันครู่หนึ่งก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “ฝนอย่างนี้ ท่าจะกลับบ้านลำบากนะ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ว่านขำเบา ๆ “กลัวยังไง ถ้าไม่รีบก็รอที่นี่แหละ แม่คงไม่ว่าอะไร” มือเธอประสานกันบนหน้าตัก ส่งยิ้มบาง ๆ ให้ภีมซึ่งยังมีท่าทางอึดอัดปนเขินอยู่
ในระหว่างที่เสียงฝนยังทำหน้าที่ปิดกั้นโลกภายนอก ภีมหยิบสมุดออกมาเขียนอะไรเงียบ ๆ ว่านเหลือบมองรอยขมวดคิ้วบนใบหน้าเพื่อน ก่อนจะพูดแทรก “ช่วงนี้เธอดูเหม่อ ๆ หรือมีเรื่องอะไร?”
“แค่…คิดอะไรหลายอย่าง เรื่อยเปื่อย หรือเราโตแล้วมันต้องคิดเยอะขึ้นนะ” ภีมตอบ ไม่กล้าสบตาว่าน
เธอยิ้มมุมปาก เหมือนเข้าใจแต่ไม่อยากถามซ้ำ ความเงียบแสนยาวนานที่เดินทางมาเยือนทั้งสองคนในคืนฝนพรำ เริ่มแทรกตัวแปลกประหลาดด้วยประกายอบอุ่นและความสัมพันธ์ที่บางอย่างเหมือนรอการเปิดเผย
สองมือของว่านเอื้อมไปหยิบกล่องดินสอของภีมมากระซิบ “ยืมได้ไหม?” ภีมพยักหน้ายิ้มอ่อน เธอมองเขาราวค้นหาบางอย่างที่เขาไม่กล้าพูด ทั้งคู่ไม่ได้รู้ตัวว่าตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง
หลังจากฝนซาลงภีมเดินเคียงคู่ว่านไปที่ป้ายรถ ฝีเท้าช้าลงราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หมดเร็วไป “เอ่อ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นว่านเข้าชมรมถ่ายรูปเลยนะ เหนื่อยเหรอ?”
ว่านถอนหายใจ “เหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็…ไม่รู้สิ รู้สึกว่าพยายามมากเท่าไรก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เร็ว ๆ นี้เลยอยากพักบ้าง”
ภีมหันมามองสีหน้าเธอด้วยความห่วง “ถ้าเราเป็นกำลังใจให้…จะดีขึ้นไหม” เสียงเขาเบา ราวกับกลัวคำตอบ ว่านนิ่งครู่หนึ่ง—ก่อนจะหลบสายตา “ขอบใจนะภีม ไม่รู้จะพูดยังไงดี”
ตกเย็นเช้าวันถัดมาในห้องชมรม ภีมนั่งวางกองงานแน่นหน้าเครียดจนไม่ทันสังเกตว่านยืนอยู่ซ้อนข้างประตู เธอโบกมือทัก เขาเงยหน้าขึ้นทันที “อ้าว มาแต่เช้าเลยเหรอ?”
ว่านเขินนิด ๆ “แค่…คิดถึงกลิ่นกล้องเก่า” เธอยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งมาให้ กวาดตามองอย่างระวัง ภีมหยิบภาพมาดูแล้วขำ “ทำไมหน้าฉันเหมือนคนจะร้องไห้เลยในนี้…”
“ก็…อาจจะนิด ๆ วันนั้น…เราทำอะไรผิดรึเปล่านะ” เสียงว่านเบาลง หลบตาเหมือนมีอะไรอยากพูดแต่กลัวผลลัพธ์ ภีมนิ่งไม่ตอบ สองคนต่างรับรู้ถึงความคลุมเครือบางอย่างที่แขวนค้างระหว่างกัน
เทศกาลมหาวิทยาลัยใกล้จะมาถึง บรรยากาศแสนคึกคัก เพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างวางแผนรวมตัว ภีมกับว่านจับคู่ทำโปรเจคถ่ายภาพ ท่ามกลางความวุ่นวาย รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ทั้งสองค่อย ๆ สนิทใจอีกครั้ง ทว่าเงาของความคลางแคลงเดิมยังคงรั้งไว้
คืนวันหนึ่ง ภีมพาว่านไปที่ดาดฟ้าตึกเรียน “คิดว่าอนาคตตัวเองจะเป็นแบบไหนเหรอ?” เขาถาม
ว่านชะงัก น้ำเสียงชะลอเหมือนชั่งใจ “อยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่านี้ แต่ก็… กลัวว่าตัวเองจะไม่พอสำหรับบางคน”
ความเงียบพาดผ่าน ภีมสบตาเธอนานกว่าทุกครั้ง “เธอไม่ต้องพอสำหรับใครทั้งนั้น แค่ได้อยู่ข้าง ๆ เธอก็ดีที่สุดแล้ว” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ว่านยิ้มบาง ๆ นิ่งอึ้ง ความรู้สึกค้างคาเกิดขึ้นแต่ไม่มีใครพูด
วันถัดมา ว่านเห็นภีมพูดคุยสนิทสนมกับดาวคณะ มีเสียงหัวเราะดังก้อง เธอเลือกเดินผ่านไปเงียบ ๆ ความใจเต้นผิดหวังซ่อนอยู่ข้างใน ว่านนั่งเหม่อลอยในร้านกาแฟ ลังเลจะกดโทรหาภีมหรือไม่
“ภีมยุ่งกับเขาอยู่รึเปล่านะ” เธอกระซิบกับตนเอง
เช้าวันจันทร์ ภีมไลน์มาชวนว่านไปช่วยงานโปรเจค เธอลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ตอบตกลง ทั้งคู่ใช้เวลาเดินเรียนถ่ายภาพกับกลุ่มเพื่อน บรรยากาศคุ้นชินกลับมาอีกครั้ง แม้ต่างคนต่างแอบเก็บความรู้สึกลึก ๆ ไม่กล้าเฉียดเข้าไปในความหมายใหม่
เย็นนั้น ขณะจัดของในห้องชมรม ภีมหยิบรูปถ่ายเก่าในซองขึ้นมาดู ว่านเหลือบเห็นเผลอพูด “สวยดีนะ”
“เธอหมายถึงวิว หรือหน้าคนในภาพ” ภีมหยอก เธอยิ้มหลบสายตา “ก็…ทั้งคู่อ่ะ” มีความเงียบคลุมอยู่ชั่วครู่
ภีมหันมาเจอแววตาเธอ “เวลาเราถ่ายรูป ใครสำคัญกว่า—วัตถุ หรือคนที่อยู่ข้าง ๆ กล้อง” ว่านนิ่งไปอึดใจ “สำหรับฉัน… คนที่อยู่ด้วยกันตอนถ่ายสำคัญที่สุด” เธอตอบเบา ๆ
สองวันให้หลัง ว่านขอตัวกลับบ้านเร็ว เพราะแม่ป่วย เธอรีบร้อน จนลืมโทรศัพท์ไว้ในห้องชมรม ภีมเห็นจึงวิ่งลงมายื่นให้ทันที สองคนหันมามองหน้ากันใกล้ ๆ “ขอบใจนะภีม โทษทีที่วุ่นวาย” เขาส่งโทรศัพท์คืนให้แล้วพูดติดตลก “คราวหน้าอย่าลืมนะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยวิ่ง”
วันหนึ่งหลังกลับจากเลือกซื้ออุปกรณ์โปรเจค ภีมเหมือนจะสารภาพอะไรบางอย่างแต่เปลี่ยนใจ “ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจอย่างอื่น เราว่ามันจะง่ายกว่านี้มั้ย”
ว่านนิ่ง “หมายถึงเรื่องไหน?”
“ก็…เราเคยเลือกเรียนคนละสาขา ถ้าวันนั้นเราย้อนเวลากลับไปได้ เธออยากเลือกใหม่ไหม”
เธอส่ายหน้า “ไม่หรอก เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย ถึงมันจะยากแต่ก็…ชอบชีวิตแบบนี้”
เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะ ดาวคณะโทรมาชวนภีมไปงานเลี้ยงคืนนี้ ภีมลังเล “ไว้ชวนว่านด้วยได้ไหม?”
“อ๋อ ไม่เป็นไร เราขอตัวจริง ๆ อยากดูแลแม่” ว่านพยายามยิ้มให้ทั้งที่ใจเจ็บ
งานเลี้ยงจบ ภีมเดินกลับห้องอย่างเงียบ ๆ เขาเปิดข้อความในมือถือเห็นรูปพร้อมคำบรรยายจากว่าน “วันนี้เราได้ภาพท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์ตก—มันทำให้เรานึกถึงอะไรหลายอย่าง”
ภีมอ่านจบ ได้แต่นั่งเงียบเหงา ความคิดวนเวียนว่าเขาหลงรักว่านจริง ๆ หรือแค่กลัวเสียเธอไปกันแน่
เวลาผ่านไป ภีมกับว่านเริ่มห่างกันจากโปรเจคจบลง งานต่างคนต่างเพิ่มขึ้น ความไม่แน่ใจ ความกลัว ความลังเล วนเวียน เธอพบว่าหัวใจตัวเองเปลี่ยนจาก ‘กลัวเสียเพื่อน’ กลายเป็น ‘กลัวเสียภีม’ อย่างไม่รู้ตัว
วันหนึ่งว่านเห็นภีมมากับดาวคณะอีกครั้ง ทั้งคู่เช็ดเหงื่อหัวเราะกันอย่างสนิท เธอรู้สึกลำบากใจจนหนีออกไปนั่งเงียบ ๆ หลังตึกเรียน สายตาหยุดที่ภาพถ่ายกล้องฟิล์มในมือ ความรู้สึกสับสนพลุ่งพล่านจนหยุดคิดไม่ได้
ถึงวันสัมภาษณ์ฝึกงาน ว่านเตรียมตัวอาบน้ำแต่ยังอดคิดถึงภีมไม่ได้ เธอหยิบโทรศัพท์จะส่งข้อความแต่ก็เปลี่ยนใจ ความกลัวจะถูกปฏิเสธรุนแรงจนมือเย็นเฉียบ
ระหว่างที่ทุกอย่างดูจะห่างออกไป ภีมซ้อมปาฐกถาในห้องตัวเอง วูบหนึ่งใจเขาว่างเปล่า เขาหยิบสมุดจดมาดูอีกครั้ง ภาพแรกที่เขียนถึงว่าน—เต็มไปด้วยรอยขีดฆ่าและความลังเล
คืนหนึ่งท่ามกลางสายฝนที่คุ้นเคย ว่านต้องติดฝนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ภีมเดินเจอเธอโดยบังเอิญ “กลับบ้านยังไง?”
“คงต้องรอให้ฝนหยุด… เราไม่ได้เอาร่มมา” สีหน้าว่านเศร้า ๆ ภีมนิ่งคิดก่อนจะค่อย ๆ เอาร่มออกแบ่ง
สองคนเดินเบียดกันใต้ร่มคันเดียว ท่ามกลางเสียงหยาดฝนและกลิ่นดินฉ่ำ ว่านพูดเสียงสั่น “ภีม เคยกลัวเสียเพื่อนสนิทบ้างไหม…”
เขาหันมามอง “กลัวสิ กลัวมาก…” เงียบสักพัก ก่อนภีมพูดออกไปทั้งที่มือยังสั่น “กลัวที่ต่อไปจะไม่มีเธออยู่ข้าง ๆ”
ว่านนิ่ง “แล้วถ้าวันหนึ่งมันต้องเปลี่ยนไป เธอยอมมั้ย”
ภีมนิ่งงัน เงียบอยู่นาน ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “เราไม่อยากให้มันเปลี่ยน… แต่ก็คงห้ามไม่ได้…”
ว่านเม้มปาก น้ำตาคลอ “ถ้ามันเปลี่ยนไปแล้ว เราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม…”
“เราอยากมากกว่าเพื่อน แต่กลัวว่าเธอจะเดินหนี”
ความเงียบหนักอึ้งคลุมอยู่พักใหญ่ บรรยากาศตึงเครียด ท้องฟ้ายังคงปล่อยฝนพรำ ๆ ว่านกลั้นใจถาม “ยังไงก็ต้องลองสักครั้ง…ใช่มั้ย”
ภีมยิ้มจาง ๆ แต่สายตาแน่วแน่ “ถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันรู้เลยใช่ไหม…” ทั้งสองยืนใกล้กันใต้ร่มเล็ก ๆ ด้วยหัวใจที่สั่นไหว
หลายวันต่อมา สถานการณ์ไม่ง่ายในทีเดียว ว่านลองถอยห่าง ภีมเองก็เหมือนจะถอดใจ ต่างฝ่ายต่างกลัวจะเสียอีกฝ่ายไปแต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงวันวาน
คืนหนึ่งว่านกำลังนั่งเล่นกล้องฟิล์มและย้อนดูภาพเก่า ๆ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอตัดสินใจโทรหาเขา…
เสียงโทรศัพท์ดังในห้องที่เงียบเชียบ ภีมรีบรับสาย “ว่าน เป็นอะไรเปล่า?”
ว่านพูดอย่างลังเล มือสั่น “เราคิดถึงนายจัง”
ภีมหัวเราะค่อย ๆ “เราก็คิดถึงเธอ…”
ทุกอย่างชะงักไปชั่วครู่ คลื่นเสียงฝังอยู่ในหูทั้งสอง ภีมตัดสินใจพูดออกมาในสิ่งที่ไม่ได้กล้าพูดมานาน “เรายังอยากเห็นเธอทุกวัน ยังอยากเดินไปด้วยกัน”
ว่านร้องไห้สะอื้น เธอกล้าหัวเราะจนจบประโยค “นายมันบ้า…”
เขายิ้ม “แต่ก็ใจดีกับเธอที่สุดเลย”
ว่านเงียบ ฟังเสียงลมหายใจตัวเอง ทั้งคู่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะเป็นเช่นไร แต่แค่ยังมีกันในค่ำคืนนี้ คือคำตอบของหัวใจที่ต่างกล้าเปลี่ยนแปลงในที่สุด