แสงเหนือกลางหิมะ
เสียงรองเท้าย่ำบนหิมะกรอบดังขึ้น หนุ่มน้อยคนหนึ่งกำลังลากกระเป๋าเครื่องมือสีเก่าเดินตัดลานโล่งตรงไปยังหอแก้วกลางหมู่บ้าน นวินสูดอากาศเย็นจัดเข้าปอด ละอองหิมะที่ฟุ้งเป็นประกายเหนือศีรษะส่องแสงระยิบเมื่อแสงจันทร์เบี่ยงผ่านเมฆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายยังกล้าเดินดึกขนาดนี้เหรอนวิน!” เสียงสาวข้างบ้านตะโกนข้ามลาน ปีวายืนกอดอกอยู่ใต้ต้นสน รอยยิ้มกรุ่นไออุ่นแม้รอบข้างจะเย็นยะเยือก
“ฉันแค่…กลัวหอแก้วจะเสียถาวร ถ้าไม่ซ่อมคืนนี้คงโดนปู่ตำหนิอีกแน่” นวินเบือนหน้าหนี สัมผัสไออายประจำใจอย่างเคย
ปีวาวิ่งตามขึ้นมาข้างเขา “ใจกล้านี่แบบนี้ค่อยเห็นค่าหน่อย ว่าแต่กลัวอะไรหนักหนาอยู่กับฉันทั้งคน?” เธอยักไหล่ ใบหน้าซ่อนความลังเลใต้แววกล้าหาญ
นวินหอบลมหายใจ แล้วทั้งสองเดินฝ่าหิมะลงสู่โรงแก้วเงียบงัน เดินผ่านกระจกกรอบที่สะท้อนเงาของทั้งคู่กลางคืนยาว ข้างใน หน้าต่างถูกน้ำแข็งจับฟองหนาม อากาศเย็นเฉียบกัดผิวจนมือสั่น
ปีวาเริ่มตรวจสอบกลไกกระจกร้าว “แมนจริงกล้าซ่อมหอคนเดียว แต่ถ้าเสียวก็ให้ฉันช่วย” เธอเล็งค้อนแล้วขยับตะปูซ่อมแซมตรงรอยร้าว
นวินวางกระเป๋า ก่อนหยิบเศษแก้วใสโบราณที่ตกอยู่บนโต๊ะมาพลิกดู “ทำไมแผ่นนี้เหมือนมีประกายอะไรอยู่ข้างใน”
“ก็ของประหลาดไง นายลองเอามาให้แสงเหนือตกกระทบดูสิ” ปีวาเสนอ ครู่หนึ่ง ความเงียบโรยตัวขณะทั้งคู่ขอแรงใจ
ลำแสงประหลาดพุ่งวูบ ใจกลางเศษแก้วเรืองแสงฟ้าอ่อน เสียงแผ่วคล้ายลมหายใจเด็กน้อยพลัดหลงดังอ้อยอิ่ง ก่อนสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงจะปรากฏ ร่างโปร่งใสเด็กชายพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนยืนอยู่ตรงมุมห้อง
นวินนิ่งอึ้ง ลมหายใจติดขัด “ใคร…นายเป็นใคร” เขากระซิบ สีหน้าขาวซีดจนน้ำเสียงสั่น
ร่างจาง ๆ นั้นโค้งตัว ท่าทางยิ้มเศร้า “ฉันชื่ออารัน…แต่ไม่มีใครเรียกชื่อนี้มานานแล้ว” เสียงเขาห่างไกลคล้ายกำลังหลุดจากคืนอันเนิ่นนาน
ปีวาหันมองนวิน ดวงตาปะทะความเกรงกลัว “เงียบไว้ก่อน อย่าเพิ่งปล่อยเสียงดัง” เธอพูดด้วยเสียงเบา ลมหายใจรินเป็นไอขาวระหว่างคำพูด
นวินประสานตาอารัน ความอยากรู้ปะทะความกลัว “นาย…เป็นคนที่นี่เหรอ?”
“ใช่…แต่ทุกคนลืมฉันไปหมดแล้ว” อารันกล่าว เสียงเด็กชายเต็มไปด้วยความอ้างว้าง ปรากฏละอองส่องประกายรอบตัว
ปีวาก้าวเข้าไป หาเสียงตอบรับ “ถ้างั้น…นายต้องการอะไรจากเรา?”
ร่างโปร่งใสส่งเสียงเพียงกระซิบ “อยากให้ความจริงถูกปลดปล่อย…อย่าให้ใครต้องลืมอีก” คำพูดเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงหิมะกระทบกระจก
นวินลูบแขนอย่างระมัดระวัง ก่อนถาม “แสดงว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่ที่นี่ใช่มั้ย?” ดวงตาเขาสั่นไหวด้วยทั้งกลัวและตื่นเต้น
อารันไม่ตอบทันที เขาเพียงปล่อยแสงเหนือสามสายหวีดวนรอบหัวของทั้งสามคน ก่อนจะหายลับออกไปจากห้องนั้นอย่างเงียบงัน
ปีวาปล่อยลมหายใจกดไว้ในอก เธอมองหน้านวิน “เราจะทำยังไงดี? บอกใครไม่ได้หรอก คนในหมู่บ้านเชื่อเรื่องพวกนี้ขึ้นมา อาจมีแต่เรื่องแย่ ๆ ตามมา”
นวินเงียบนาน เขาหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ถูกกลืนด้วยแสงเหนือที่เริ่มพริบเหมือนลาง
ขณะเดินกลับบ้าน นวินแอบได้ยินเสียงกระซิบจากมุมมืด “จำไว้นะ อย่าไว้ใจแสงเหนือทุกดวง…” ประโยคสั้น ๆ ตอกกลับในความคิดเขาทั้งคืน
เช้าวันต่อมา หมู่บ้านคลาคล่ำด้วยเสียงเชียร์ ทุกคนเดินขวักไขว่เตรียมงานเทศกาลชมแสงเหนือประจำปี นวินฝังตัวอยู่หลังเวทีพยายามหลบสายตาคนอื่น ปีวายืนข้าง ๆ พลางเตะกองหิมะดูเบื่อหน่าย
“คิดถึงแม่มั้ยปีวา?” นวินถามเสียงเบา ความลังเลสะท้อนในแววตา
ปีวาหน้าเศร้าไปชั่วขณะ “ไม่รู้จะพูดไง…เธอหายไปวันเดียวกับที่แสงเหนือดับวันนั้น ฉันตามหาคำตอบมาตลอด”
“ฉันเองก็กลัวพวกผู้ใหญ่รู้เรื่องเมื่อคืน” นวินสารภาพ นิ้วมือลูบเศษแก้วในกระเป๋ากางเกงแน่น
ปีวางับริมฝีปาก “บางทีนายควรบอกพ่อแม่นะ หรืออย่างน้อยเล่าให้ลุงเบญจาฟัง”
“ไม่เอา…ฉันยังไม่กล้าพอ” นวินส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัวจะตกเป็นศูนย์กลาง
ค่ำนั้นเอง แสงเหนือระยับฟฟ้าแรกประกายกลางเวหา เหล่าคนในหมู่บ้านพากันมุมมองบนยอดเนิน เขารวมตัวใต้ผ้าห่มหนาเหมือนทุกปี
ปีวาหลบจากกลุ่ม เธอปลีกตัวมุ่งไปยังป่า ด้วยใจสั่นไหว นวินเห็นรีบตามออกไป เสียงหิมะยุบใต้เท้าสองคนท่ามกลางเงาสนสูง
“จะไปไหนอีกปีวา?” นวินถาม เก็บเสียงกลัวไว้ลึก
“ฉันแค่…อยากอยู่คนเดียว แม่เคยพามาที่นี่ก่อนหายไป” เธอเงียบไปนาน จากนั้นก็ถอดสร้อยเส้นเก่าออกมาดูน้ำตารื้น
นวินมองแสงเหนือที่โค้งลงเหนือยอดไม้ คำถามพรั่งพรูในหัวเขาจนอดไม่ได้ “ถ้านายพบความจริงว่าวันนั้นแม่ยังอยู่…แต่ใครบางคนต้องจ่ายราคาใหญ่ล่ะ?”
ปีวาเงียบนาน เธอยกไหล่ “ฉันก็อยากฟื้นความทรงจำแม่…ไม่ว่าสุดท้ายจะต้องเสียใจแค่ไหน”
ขณะคืนนั้นดำสนิท เเสงเหนือเหนือหมู่บ้านหมุนกรังม้วนลงต่ำ ร่างอารันจางๆ โผล่กลางสน “อย่าเกลียดฉัน…ถ้าความจริงมันเจ็บ” น้ำเสียงเขาเศร้ายิ่งกว่าเดิม
นวินกลืนน้ำลาย เขากลัวแต่ตัดสินใจถามตรง “ทำไมทุกคนถึงลืมชื่อของนาย? ทำไมเธอถึงต้องทุกข์กับคำสาปนี้?”
อารันเงียบช้าๆ คำตอบของวิญญาณคือความเงียบงันนานนับนาที ก่อนเส้นขอบฟ้าจะวาบ นวินสัมผัสถึงแรงสะเทือนบางอย่าง เหมือนทุกสิ่งกำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ปลายคืนพายุหิมะหนักจนมองไม่เห็นทาง หน้าต่างบ้านทุกหลังเปิดไฟอ่อน เด็กๆ หลบอยู่ใต้ผ้าห่ม ผู้ใหญ่ขนถังน้ำแข็งวางแนวกันภัย
นวินกับปีวาติดอยู่ในหอแก้ว ร่างอารันไม่ยอมจากไป แสงเหนือวนรอบตัวแรงกว่าทุกคืนจนเศษแก้วบนพื้นกลายเป็นประกายหมุนวน เขาเริ่มฟังเสียงกระซิบใหม่ในใจ “เปิดเผยเถอะ ไม่งั้นหมู่บ้านนี้จะลืมทุกอย่างตลอดกาล”
ปีวาปาดน้ำตา “เราจะเชื่อลางนี้จริง ๆ เหรอ?”
นวินขบคิดชั่วครู่ เขากำมือ ก่อนตะโกนเสียงกังวาน “หยุด! ถ้าความจริงคือสิ่งที่เราต้องรู้ ฉันจะบอก!”
เสียงแสงเหนือดังลั่น กำแพงกระจกรอบตัวสั่น หิมะบนหลังคากระจายลงมา เงาวิญญาณพลันพุ่งออกนอกหอแก้วสู่ท้องถนน
เช้าอรุณแรกหลังพายุ สายหมอกขาวบางปกคลุมหมู่บ้าน ทุกคนตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกตา นวินกลับกลายเป็นคนกล้าตรงเข้าพบผู้เฒ่าหมู่บ้าน สีหน้าเขาตื่นตระหนกแต่แน่วแน่
“ฉันเห็นอารัน วิญญาณเด็กชายที่เคยอยู่ที่นี่ ทุกคนต้องรู้เรื่องนี้” นวินเอ่ยเสียงหนักแน่น ปีวายืนข้างๆ กลั้นลมหายใจ
ผู้เฒ่าส่ายหน้า “พ่อแม่ทุกคนเคยสั่งเด็กในหมู่บ้านลืมชื่ออารันวันนั้น เพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดย้อนกลับ”
ปีวาขยับปากเบาๆ ความโกรธประทุในเสียง “แต่มันคือคำโกหก คำสาปแสงเหนือที่หยุดเวลาไว้ในใจทุกคน!”
นวินตัดสินใจใหญ่หลวง เผยความลับทุกอย่างต่อหน้าชาวบ้าน ทั้งความหลังเรื่องอารันและการหายตัวไปของแม่ปีวา เขาน้ำตาซึมแต่ไม่ลังเลอีก
หมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบ ก่อนหญิงชราคนหนึ่งจะเดินมากุมมือนวิน “บางทีเราแค่กลัวว่าจะรับมืออดีตไม่ไหว แต่ถ้าเด็กกล้าขนาดนี้ เราเองต้องให้อภัยตัวเองเช่นกัน”
วันต่อมาหอแก้วถูกเปิดให้ทุกคนร่วมไว้อาลัยแด่อารันและแม่ของปีวา ทุกคนยืนโอบกันใต้แสงเหนือที่ไหลรินครั้งใหม่
นวินเดินขึ้นหอแก้วใหม่พร้อมปีวา อารันโบกมือจากลำแสงเหนือบางเบา “ขอบใจ…ตอนนี้ฉันไปได้แล้ว” เขาค่อยๆ เลือนหายไปในแสงรุ่งอรุณ
ปีวาสูดลมหายใจลึก น้ำตาอุ่นบนแก้ม “ฉันรู้สึกว่าหัวใจเบาขึ้นมาก”
นวินยิ้มแก้มแดงเมื่อหิมะโปรยลงอย่างเงียบงัน “ฉันไม่กลัวจะเป็นที่สนใจอีกต่อไป เพราะในที่สุด ฉันได้ให้อภัยทั้งคนอื่นและตัวเอง”
แสงเหนือฉายสว่างสุดขอบหมู่บ้าน สะท้อนความหวังที่กำลังงอกงาม ทุกชีวิตเริ่มก้าวใหม่ด้วยหัวใจที่พร้อมจะเติบโต