เมื่อเรายังไม่พร้อมจะรักกัน
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกหน้าต่างสูงของสำนักงานที่ตั้งอยู่บนชั้นห้า เสียงแอร์ทำงานสม่ำเสมอแต่ไม่ดังเกินไป โต๊ะทำงานวางเรียงรายในพื้นที่เปิดโล่งที่เต็มไปด้วยโน้ตบุ๊ก สีหน้าคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นอาจคล้ายกัน แต่ไฟฝันในตาแต่ละคนแตกต่างกันไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ชนิดาก้าวเข้ามาในตึกออฟฟิศหลังใหม่ด้วยหัวใจที่ยังคงคลุมเครือ เสียงย่ำรองเท้าผ่านพื้นไม้ทำให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมามอง มันคือก้องภพ ไหล่กว้าง ผมยุ่งเบาๆ เขาไม่ได้ยิ้มให้เธอ แต่เพียงมองผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊ก แล้วก้มหน้าลงไปต่อเหมือนเดิม
หญิงสาวหยุดชะงัก เธอไม่ใช่คนเก่งเรื่องเข้าสังคม “สวัสดีค่ะ… ขอทางหน่อยค่ะ” เสียงเธอเบาแต่ชัด ชนิดากวาดตามองสำรวจโต๊ะว่าง จังหวะนั้น เมษา หัวหน้าทีมคนใหม่ก็เดินเข้ามาโปรยยิ้ม
“อ้าว ชนิดา วันนี้มาทำงานวันแรกใช่ไหม นั่งตรงนี้เลย โต๊ะข้างๆ ก้องภพ”
ชนิดายิ้มเก้อๆ นั่งลงอย่างระมัดระวัง รู้สึกแรงจ้องที่ไม่เปิดเผยของก้องภพ เขาพยักหน้าให้เพียงนิดหน่อย ก่อนจะหันไปสนใจโค้ดที่พิมพ์ไม่หยุด
บรรยากาศที่ดูสบายๆ ของออฟฟิศทันสมัยกลับซ่อนความอึดอัดบางอย่างไว้ เสียงคีย์บอร์ดเปรียบเสมือนจังหวะหัวใจที่ยังหาโหมดที่เหมาะเจาะกันไม่ได้
“ถ้ามีอะไรก็ถามได้นะ” ก้องภพพูดขึ้นโดยไม่หันมา มันเป็นน้ำเสียงกึ่งตัดรำคาญกึ่งจริงใจ ชนิดาไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกอย่างไรจึงได้แต่พยักหน้ารับ
ในห้องประชุมเล็กๆ ช่วงบ่าย หญิงสาวได้มีโอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการพร้อมเพื่อนร่วมงาน เธอกลั้นใจเล่าถึงความฝันเมื่อครั้งยังเรียน ชอบงานศิลปะ ชอบเอาความรู้ใหม่ๆ มาต่อยอด แต่สถานการณ์บ้านทำให้ต้องมุ่งหน้าเข้าสมัครงานที่มั่นคงแทน
เสียงหัวเราะเบาๆ จากมุมห้องทำให้ชนิดาหันไปสบตากับก้องภพ เขาพูดด้วยรอยยิ้มฝืน “ฝันกับความจริงแม่งไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไหร่เนอะ”
บรรยากาศในห้องประชุมค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อทุกคนแลกเปลี่ยนเรื่องราว กระนั้น ยังมีบางอย่างระหว่างสายตาก้องภพกับชนิดาที่ไม่มีใครอ่านออก
เย็นวันนั้น ขณะชนิดาเก็บของจะกลับบ้าน เธอเห็นก้องภพนั่งเงียบอยู่ตรงโต๊ะ ขมวดคิ้วเครียดกับหน้าจอ “พี่ก้อง งานติดเหรอคะ?”
เขาลังเล ก่อนจะถอนหายใจ “เออ ไอ้โปรเจกต์นี้มันพังหมดเลย ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ ผมก็ว่ามันแปลกๆ แล้ว”
ชนิดานั่งลงข้างๆ ยื่นมือรับโน้ตบุ๊กมา “ขอช่วยดูได้ไหม พี่จะได้พักสายตาบ้าง”
ก้องภพนิ่งคิด ไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมส่งโน้ตบุ๊กให้ ชนิดาลองเข้าไปเช็กโค้ดอย่างเงียบๆ ในแววตาของเธอมีความอ่อนโยนบางอย่างที่ก้องภพไม่ทันได้เข้าใจ จู่ๆ เขาก็เผลอยิ้มบางๆ ออกมา
“ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เราเป็นทีมเดียวกันนี่” เธอพูดเบาๆ แล้วหันกลับไปตั้งใจแก้ปัญหา ละสายตาจากแววแห่งความเปราะบางที่ปรากฏขึ้นชั่วครู่บนใบหน้าผู้ชายตรงหน้า
เวลาผ่านไป กิจกรรมของบริษัทเริ่มสร้างพื้นที่ใหม่ให้สองคนได้ใกล้กันมากขึ้น ทั้งคู่ได้จับคู่ทำโปรเจกต์ชิ้นสำคัญ ก้องภพเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไปจนบางทีชนิดาอึดอัด เธอเคยทำผิดพลาดในอดีตจนกลัวจะก้าวพลาดซ้ำ เขากลับเร่งรัดจนเหมือนบังคับ
“พี่ก้องต้องการให้ทุกอย่างเป๊ะขนาดนั้นเลยเหรอคะ ชีวิตไม่ได้มีแต่โค้ดนะคะ” ชนิดาโพล่งขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ต้องทำโอที
เขาหันมาหรี่ตา “เธอลองล้มเหลวแล้วมันเจ็บขนาดไหนเหรอ ถึงพูดแบบนี้ได้?”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ค่อยๆ สูดหายใจลึก “มันก็เจ็บ พี่คิดว่าหนูไม่กลัวเหรอ พี่คิดว่าทุกคนในนี้มีแต่กล้าหาญรึไง?”
บรรยากาศเงียบงัน ก่อนที่ก้องภพจะถอนใจเบาๆ เอื้อมมือมากดไหล่ให้เธอผ่อนคลาย “ขอโทษ ฉันพูดไม่คิด… เธอเหนื่อยใช่ไหม”
ชนิดาหลุบตาลงก่อนหัวเราะแห้ง “หนูว่าพี่ควรพักบ้างนะคะ”
หลังเลิกงานวันนั้น โลกของทั้งสองดูจะเปลี่ยนไปทีละน้อย เมื่อเริ่มกล้าเล่าอดีตของกันและกัน ก้องภพสารภาพว่าตนเคยทำธุรกิจเล็กๆ กับเพื่อนแล้วล้มเหลว เสียเงินของครอบครัวไป จนพ่อแม่ไม่เชื่อใจอีก ส่วนชนิดาเล่าว่าเคยโดนปฏิเสธความฝันเพราะต้องหารายได้จุนเจือบ้าน
ในที่ทำงาน การเป็นคู่กัดของทั้งสองก็ยังดำเนินต่อไป “ทำไมชนิดาถึงได้มองโลกในแง่ดีขนาดนี้” ก้องภพถามขึ้นกลางวันหนึ่งหลังประชุมวุ่นวาย
หญิงสาวนิ่งนานก่อนตอบ “เพราะถ้านิ่งเกินไป ใจมันจะพัง พี่ว่ามั้ย?”
เขามองเธอนาน ราวกับจะหาความหมายระหว่างบรรทัด แล้วก็ส่ายหัว “ฉัน…ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะกลับไปมองโลกดีๆ ได้อีกมั้ย”
ความเงียบหนักแน่นลอยค้างอยู่ในอากาศ เทียนเทียนในใจก้องภพสั่นไหวเบาๆ
ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันขึ้นอย่างช้าๆ การเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าในวันฝนตก ชนิดายื่นร่มมาให้โดยไม่พูดอะไร ก้องภพรับไว้และส่งยิ้ม “ขอบใจนะ… เอ่อ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง” คำพูดปะติดปะต่ออย่างประหลาดนั้นทำให้หัวใจชนิดากระตุก
ถนนเปียกน้ำสะท้อนแสงไฟ เงาสองเงาเดินขนานในความเงียบงันท่ามกลางเสียงฝนตกหนัก
ค่ำวันหนึ่ง หลังกลับจากงานบริษัท กลุ่มพนักงานนั่งแซวชนิดาและก้องภพ “พี่ก้องกับน้องดานี่เหมือนคู่กัดเลยเนอะ”
ก้องภพหัวเราะเสียงต่ำ ไม่เอ่ยโต้ตอบ ชนิดาอมยิ้มรับแต่ก็เหลือบตามองอีกฝ่าย “พี่ก้อง เขาคิดว่าเราเป็นคู่กัดนะคะ เรากัดกันจริงๆ รึเปล่า?”
ก้องภพจ้องเธอนิ่ง ก่อนพูดเสียงเบา “ฉันว่ามันก็คล้าย… เพื่อนที่เถียงกันมากกว่า”
สีหน้าของเขาจริงจังกว่าทุกที บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มเปลี่ยน แม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็นุ่มลึกในความรู้สึก
ช่วงเวลาหนึ่ง ก้องภพต้องย้ายแผนกไประยะหนึ่งเพื่อช่วยโปรเจกต์ใหม่ ความห่างเหินจู่โจมหัวใจทั้งสองอย่างไม่ทันตั้งตัว
แค่ขาดการพูดคุยในแต่ละวัน ชนิดาก็รู้สึกถึงช่องว่างที่แปลกประหลาด เธอเดินผ่านโต๊ะก้องภพที่ว่างเปล่า มือกุมโทรศัพท์แต่อีกฝ่ายแทบไม่ตอบไลน์ เธอลังเลจะพิมพ์หาทุกคน แต่ไม่กล้า
ก้องภพเองก็สับสน สมาธิในงานลดลง มองมือถือที่ไม่มีแจ้งเตือนข้อความจากชนิดา รู้สึกบางอย่างขาดหายแต่ฝืนบอกตัวเองว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
กลับมาพบกันอีกครั้ง พวกเขากลับไม่กล้าสบตากันเหมือนเดิม บทสนทนาเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ก้องภพเอาแต่ขมวดคิ้วเวลาชนิดาเข้าใกล้ ส่วนเธอก็ทำทีไม่เห็น
เย็นวันหนึ่ง ระหว่างเก็บของ ก้องภพถามขึ้น “ดา… เธอยังโอเคกับงานอยู่ใช่มั้ย?”
ชนิดาเงียบไปครู่ใหญ่ “ค่ะ…โอเค ก็แปลกๆ หน่อย แต่มันต้องเป็นแบบนี้สินะ”
เขาอ้ำอึ้ง “ขอโทษที่หายไป ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงดี”
สถานการณ์ตันไปชั่วขณะ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างคนต่างเดินจากกัน เฉียบพลันแต่หนักอึ้ง
เวลาผ่านไปด้วยความห่างเหิน จนถึงวันที่โปรเจกต์สำคัญรวนชนิดาต้องรับผิดชอบ ก้องภพกลับต้องเข้ามากู้สถานการณ์ กวาดตาไปเห็นชนิดาเครียด หนักอึ้ง
“พี่ก้องช่วยดูตรงนี้ให้หน่อยได้ไหมคะ”
ก้องภพลังเล ท่าทางไม่มั่นใจ “ถ้าพี่เข้าไปยุ่ง เดี๋ยวจะมีคนหาว่าช่วยแต่เธอ…”
เงียบกันอีกครั้ง สุดท้ายชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปยืนข้างๆ อย่างเงียบๆ “เธอต่อสู้เก่งกว่าที่คิดนะ”
ชนิดาสบตา สะท้อนอะไรบางอย่างลึกซึ้ง “เพราะมีคนเห็นค่าของหนู บางที…แค่ได้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว”
สายตาทั้งสองทำงานแทนถ้อยคำ ในบรรยากาศวุ่นวายของทีมที่ต้องร่วมมือกัน ก้องภพและชนิดาค่อยๆ กลับมาใกล้กัน เมื่อโปรเจกต์ผ่านไปด้วยดี ทั้งทีมฉลองกัน ทุกคนยิ้มแต่สายตาก้องภพยังมีบางอย่างค้างคา
ค่ำวันนั้นขณะนั่งอยู่ริมระเบียงบริษัท แว่วเสียงรถวิ่งผ่าน ก้องภพพูดเสียงเบา “ดา… พี่กลัวความล้มเหลวจริงๆ นะ กลัวว่า…ถ้าเปิดใจแล้วสุดท้าย พี่จะเสียเธอไปเหมือนที่ผ่านมา”
ชนิดาไม่รีบร้อนตอบ เธอพิงแขนกับราวระเบียงมองวิวนาน “หนูก็กลัวเหมือนกัน พี่รู้ไหม ว่าหนูไม่เคยกล้าฝันใหญ่ๆ เลย เพราะกลัวจะผิดหวังอีกครั้ง”
ความเงียบที่ยาวนานก่อนเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากทั้งสองคน
“แต่เราเลือกได้หนิพี่ จะลองอีกรอบไหม ลองเชื่อเพื่อน… หรือมากกว่านั้น”
ก้องภพยิ้มเศร้า “ถ้ามากกว่านั้นมันต้องกล้ากว่านี้ใช่มั้ย”
ชนิดายิ้มบางๆ “มันก็ไม่ง่ายหรอก แต่ถ้าไม่ลอง เราจะรู้ได้ยังไง—…”
เสียงโทรศัพท์ชนิดาดังขัดจังหวะ เธอรับสายเป็นแม่ที่โทรมาบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายของที่บ้าน ก้องภพยิ้มเข้าใจและโบกมือให้หญิงสาวเดินไปรับสาย
รุ่งเช้าสองวันถัดมา ข่าวครอบครัวชนิดาดำเนินธุรกิจขาดทุน ทำให้เธอต้องเลือกลาออกไปช่วยกิจการที่บ้าน ท่ามกลางความเศร้าใจ ก้องภพได้แต่เก็บความในใจไว้ ไม่กล้าบอกถึงความรู้สึก ที่บริษัทต่างพูดกันว่าทั้งสองดูเหมือน ‘จะเป็นคู่กันแต่สุดท้ายก็ไม่ใช่’
วันสุดท้ายที่ชนิดามาเก็บของ ก้องภพเดินเข้ามายืนใกล้ๆ เธอเก็บโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋า มือสั่นเบาๆ
“ดา…พี่อยากบอกบางอย่าง”
“พี่ไม่ต้องพูดก็ได้ค่ะ…หนูเข้าใจ”
เขานิ่ง มองหญิงสาวที่กลั้นน้ำตา ในที่สุดเขาสวมกอดเธอเบาๆ
เวลาผ่านไปหลายเดือน ชนิดาทำงานที่บ้าน ช่วยธุรกิจของครอบครัว ก้องภพยังทำงานในบริษัทเดิม ต่างคนเรียนรู้วิธีอยู่โดยไม่มีอีกฝ่าย แต่ระหว่างนั้นก็ติดต่อกันแบบห่างหาย สม่ำเสมอแต่ไม่แน่นอน
วันหนึ่งขณะธุรกิจของชนิดาเริ่มตั้งตัวได้ เธอแวะไปพบเพื่อนเก่าที่กรุงเทพฯ และแวะที่หน้าออฟฟิศเดิม ก้องภพบังเอิญเดินออกมาซื้อกาแฟ
สายตาทั้งคู่ประสานกัน ก้องภพเดินเข้ามา ใจเต้นแรง “กลับมาแล้วเหรอ?”
ชนิดายิ้มเจื่อนๆ “กลับมาเที่ยวเฉยๆ หนูแค่…อยากดูว่ายังคิดถึงตรงนี้ไหม”
เขาเงียบ ก่อนสบตาเธอแน่น “ดา… ยังกลัวอยู่ไหม?”
ชนิดาพยักหน้าช้าๆ “กลัวอยู่ แต่มันน้อยกว่าความเสียดาย ถ้าพี่ไม่ลอง…”
คราวนี้ก้องภพไม่ลังเล เขาเอื้อมมือไปจับมือเธอไว้สายตาหนักแน่น
“เราลองก้าวไปพร้อมกันมั้ย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอแค่เราไม่หนีตัวเองอีก”
ชนิดายิ้ม ดวงตารื้นน้ำตา เธอกุมมือก้องภพแน่น
“ค่ะ พี่ก้อง”
แสงแดดอ่อนของเย็นวันนั้นสะท้อนเงาคู่เดินเคียงกัน ช้าๆ มั่นคง ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าจะเจ็บหรือสุขอย่างไร แต่ทั้งสองเลือกจะเดินไปด้วยกัน แม้ยัง ‘ไม่พร้อมจะรัก’ เต็มที่ แต่พร้อมจะเติบโตและให้อภัยหัวใจตัวเอง