สมุดเล่มสุดท้ายริมท่า
ลมทะเลพัดเข้ามาแรงพอให้ผมที่เธอรวบไว้กระเด็นออกจากกิ๊บ เมษายืนหน้าชั้นเก็บของใต้บันไดที่มีกลิ่นเกลือปะปนกับฝุ่นเก่า ฝ่ามือของเธอสากจนรู้สึกได้ถึงรอยแตกลึกจากการหย่อนเชือกและกะละมังแกงปลาที่เคยล้างในวัยเด็ก มืออีกข้างกวาดฝุ่นออกจากมุมหนึ่งแล้วพบม้วนเชือกเก่า ห่อด้วยผ้าเปื้อนน้ำมันและกลิ่นเตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธาดึงออกมาพร้อมกับกล่องไม้บางๆ ที่มีฝาผุ เมษาไม่คาดคิดว่าจะเจอสิ่งใดในนั้น เพราะทุกอย่างที่เกี่ยวกับพี่ชาย เกิดขึ้นแล้วจบไปในความเงียบ แต่เมื่อลืมฝาออก สมุดเล่มหนึ่งโผล่มา ด้านข้างมีรอยคราบขาวจากเกลือและขอบมุมถูกกัดจนตั้งขึ้นเป็นชั้น สมุดนั้นหนักกว่าที่เธอคาดไว้ เหมือนได้พกน้ำของคืนที่ผ่านมาไว้ในกระดาษ
ลายมือในหน้าปกเป็นลายเดียวกับที่พี่ชายใช้คือการลากหัวข้อยาวๆ แล้วตัดคำทิ้งครึ่ง แถมรูปลักษณ์ของตัวเลขที่เขียนติดกันแบบไม่เว้นวรรค เมษาหยิบขึ้นมาโดยไม่คิด ก่อนจะอ่านบรรทัดแรกที่ถูกขีดคร่อมด้วยเส้นหมึกดำหนา
“รับซื้อปลาทิ้ง 50 ถุง — สาคร”
ชื่อที่ทำให้กระดูกต้นคอของเมษาแห้ง เธาจำหน้าเขาได้ดี นายสาครเจ้าของโรงงานแปรรูปปลา มีบ้านปูนตรงหัวมุมถนนใหญ่ เสื้อขาวสะอาดและรอยยิ้มยามออกงานชุมชน เมษาหยุดหายใจชั่วครั้งชั่วคราว นิ้วเธอเลื่อนผ่านหน้ากระดาษอีกใบ มีรายการเวลา วันที่ และรายจ่ายบางอย่างที่ไม่เหมาะกับการค้าปลาธรรมดา
เสียงเรียกจากด้านนอกทำให้เธอสะดุ้ง “เมษา? เปิดร้านหรือยัง” ปุยฝ้ายเพื่อนสนิทร้องถามเสียงยั้ว สะพานไม้หน้าบ้านถูกตั้งโต๊ะขายปลาและลูกค้ากำลังค่อยๆ เดินเข้ามา เมษาซ่อนสมุดไว้ใต้ผ้ากันเปื้อน ไม่อยากให้คนเห็นแต่ก็ไม่อาจวางใจได้อีกเช่นกัน
“ยังเลย เดี๋ยวก่อนนะ” เธอตอบแล้วเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มที่พยายามกลบริมปาก คำว่า ‘รับซื้อปลาทิ้ง’ ยังดังอยู่ในหัวเหมือนเสียงตอกไม้แผ่นหนึ่ง
ปุยฝ้ายวางถาดกุ้งไว้บนโต๊ะ หันมามองเมษาอย่างสงสัย “ดูหน้าเธอแปลกๆ มีอะไรหรือเปล่า”
เมษาเหลือบตาไปทางท่าเรือ แดดเช้าส่องจนผิวน้ำเป็นประกาย แต่ภายใต้แสงนั้น มีเงาเรือลำเล็กจอดอยู่นิ่งๆ เธอไม่ตอบคำถามทันที ทั้งสองคนเงียบไปสักครู่ ก่อนเมษาจะส่งยิ้มบาง ๆ “คงมาจากเรื่องเก่าๆ น่ะ ปล่อยไว้เถอะ”
ปุยฝ้ายไม่ค่อยเชื่อคำว่า ‘เก่า’ นัก เธอถามต่ออย่างตรงไปตรงมา “เรื่องพี่ชายหรือไง เมษา? คนไม่ค่อยพูดถึงตรงๆ หรอก แต่พวกเขาเห็นกันว่ามีอะไรผิดปกติ”
เมษาทำมือเป็นสัญญาณให้ปุยฝ้ายอย่าพูดมาก เสียงคลื่นกระทบเรือเป็นคำตอบแทนความเงียบ ทั้งสองรู้ว่าคำพูดมีน้ำหนักในชุมชนแค่นี้
เมื่อวันผ่านเป็นวัน เมษาอ่านสมุดบันทึกที่ซ่อนอยู่หลังผ้า ทุกหน้าประกอบด้วยตัวเลขและชื่อย่อ แต่บางหน้าก็บรรจุข้อความสั้นๆ ที่เขียนเหมือนบันทึกรายการพร้อมการตีความของคนคุ้นเคยกับการช่างสังเกต หนึ่งหน้าพบว่า “21 พ.ค. เรือเล็กเจ้าใหม่ขึ้นฝั่ง. จ่ายให้คนที่ไปเฝ้า—200” อีกหน้าหนึ่งมีคำว่า “นำไปทิ้ง 3 ครั้ง—ไม่ถาม”
ประโยคสั้นๆ เหล่านั้นทำให้เมษาหยุดแล้วมองออกไปข้างหน้าท่าเรือ ความคิดของเธอวิ่งไปชนกับความทรงจำของพี่ชายที่เคยพูดว่า “ทะเลไม่ได้ให้เท่าเดิม ถ้าจะอยู่ก็ต้องรู้จักเจรจา” เสียงพูดของเขาดังขึ้นในหัวเหมือนเสียงคลื่นซ้ำๆ แต่คราวนี้มันมีความหมายที่หนักหน่วงขึ้น
กฤษณ์เดินเข้ามาในร้านกาแฟเล็กๆ ที่เมษาเปิดไว้ในช่วงเช้า เขาเป็นคนท้องถิ่น สวมเสื้อเชิ้ตเรียบๆ แต่แขนเสื้อขลิบด้วยฝุ่นจากการทำงาน ตาของเขามีแสงที่เมษาไม่คุ้นเคย มันไม่ใช่แสงของคนที่อยากปกป้องใคร แต่เป็นแสงของคนที่ทราบว่าต้องทำอย่างไรในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน
“กาแฟดำหนึ่งแก้ว” เขาพูดเสียงเรียบ เมษาเตรียมกาแฟให้แล้วหยิบสมุดขึ้นมาใต้โต๊ะโดยไม่ได้คิด กฤษณ์ไม่ทันเห็นแต่มีบางอย่างในท่าทางของเมษาที่เขารู้สึกผิดปกติ
“มีอะไรหรือเปล่า” เขาถาม โดยไม่ขยับจากตำแหน่ง
เมษายืมลมเข้าปอดแล้วส่งยิ้มแห้งๆ “เปล่านี่คะ แค่…คิดเรื่องเก่าๆ”
กฤษณ์วางแก้วกาแฟลงช้ากว่าคนปกติ เขาไม่ค่อยชอบให้เรื่องเก่าๆ เลื่อนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานของเขา แต่วันนี้เขาเห็นความกระวนกระวายในสายตาเมษาได้ชัดเจนกว่าเสียงลม “ผมจะไปเช็กท่าเรือสักรอบ คุณอยากไปด้วยไหม”
คำเชิญไม่หยั่งนิ่ง เมษาจ้องหน้ากฤษณ์สักครู่ สมุดในมือเธอหนักราวกับปูน เมษาตอบเสียงเบา “ได้ค่ะ”
ท่าเรือเปลี่ยนจากคึกคักเป็นสลัวเมื่อเรือแทบทุกลำจอดพัก ไฟจากโรงงานแปรรูปยังเปิดสว่างน้อยๆ เหมือนผู้คุ้มครองที่ไม่ยอมนอน เมษากับกฤษณ์เดินข้างกันสองคน ความเงียบในตอนแรกถูกเติมด้วยเสียงรองเท้าไม้กระทบพื้น และกลิ่นควันจากเตาย่างปลาที่ยังมีควันเล็กน้อย
“มีใครเห็นอะไรบ้างไหม” กฤษณ์ถามเมื่อตั้งใจฟังเสียงรอบตัว
เมษาพยายามจำรายละเอียดของสมุด พวกตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับการขายประจำวัน “มีชื่อบางอย่างที่ซ้ำกันเวลามาช่วงกลางคืน และมีบันทึกว่ามีการนำของบางอย่างไปทิ้งกลางทะเล” เธอพึมพำจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง
กฤษณ์หันมามองหน้าเธอ ใบหน้าของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย “การทิ้งของลงทะเล ผมเคยได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ้าง แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ”
“มันอยู่ในสมุด” เมษาพูดแล้วดึงมันออกให้เขาดู กฤษณ์ย่นคิ้ว พลิกดูด้วยนิ้วที่คุ้นเคยกับการจับหลักฐาน เขาพบหน้าที่มีบันทึกเรื่องเวลาและชื่อย่อที่ชัดขึ้น โดยมีบันทึกว่า “จ่ายคนเฝ้า”, “ไม่มีการคัดค้าน”
กฤษณ์สูดลมยาว “ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ เราต้องระวังวิธีจัดการ ไม่ใช่เพียงแค่เอาไปโชว์”
เมษาเงียบ มือนำสมุดไปแนบอกอย่างคนที่กำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างในใจ เขาไม่พูดต่อ แต่สายตาของกฤษณ์บอกว่าเขาอยากช่วย แต่ยังลังเลกับสิ่งที่จะทำกับคนที่มีอำนาจในหมู่บ้าน
คืนหนึ่งเมฆหนาทับฟ้า แสงจากโรงงานกลายเป็นจุดสว่างเดียวที่พังผ่านม่านมืด เมษาไปเยี่ยมบ้านยายตา หญิงชราที่เคยเป็นเพื่อนกับแม่ของเธอ ยายตานั่งแกว่งพัดอย่างช้าๆ มือมีรอยรากปลาเป็นเส้นคล้ายลายไม้ เมษานั่งลงข้างยายแทบจะรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นลงของบ้าน
“ยายรู้ไหมบางอย่าง” เมษาเริ่มโดยไม่อ้อมค้อม
ยายตาส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า “ฉันแก่แล้ว เมษา ฟังแล้วจงเอามาใช้เพียงพอ”
เมษาหยิบสมุดออกมา วางไว้บนตักยาย แล้วเล่าเรื่องที่อ่าน ยายตากวาดตามองมันช้าๆ หยดน้ำตาไหลลงมาน้อยๆ ที่มุมตา เธอเอื้อมมือไปลูบสมุดอย่างคุ้นเคย
“ฉันเห็นเรือที่ไม่ควรมี การปล่อยของกลางคืนเป็นเรื่องนานแล้ว” ยายตาพูดเบา พยักหน้าเหมือนยืนยันข้อสงสัยที่เก็บไว้มานาน “แต่คนพูดกันไม่ได้ง่าย บ้านนี้ต้องกิน ต้องอยู่ ถ้าทำนา ทำประมงไม่เป็นแล้วจะทำยังไง”
คำพูดของยายชนความกล้าในอกเมษา เธอจำได้ว่าพี่ชายเคยพูดว่าบางครั้งการรักษาชีวิตต้องจ่ายด้วยความเงียบ แต่นี่คือการจ่ายที่ทำลายพื้นดินของความซื่อสัตย์ เมษารู้สึกเหมือนมีแผลเปิดขึ้นตรงกลางอก
วันรุ่งขึ้น เมษาตัดสินใจไปหาอาจารย์รุ่ง เจ้าของร้านหนังสือเล็กประจำหมู่บ้าน เขาเป็นคนอ่านเอกสารเก่ง และเคยช่วยแปลงข้อมูลที่สับสนให้เป็นรูปเป็นร่าง อาจารย์รับสมุดไป พลิกดูแล้วบอกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “นี่ไม่ใช่แค่บันทึกการค้าธรรมดา มีการอ้างอิงสถานที่และเวลา และลายมือบางหน้าดูเหมือนบันทึกของคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง”
เมษาเริ่มรู้สึกถึงการรัดคอชุมชนที่แน่นขึ้น การตัดสินใจของเธอไม่ได้มีผลต่อเธอคนเดียวอีกต่อไป
ข่าวลือเหมือนน้ำไหลในท่อไม้ เม.ย.ผลัดเปลี่ยนน้ำไปมาจนความสงบของหมู่บ้านเริ่มมีรอยชำรุด ผู้คนเริ่มหลีกเลี่ยงศาลากลาง หมอริมคลองประกาศว่าตัวเองไม่มีส่วนในเรื่องนี้ นายสาครเริ่มทำหน้าตาเป็นมิตรยิ่งขึ้นในงานสาธารณะ แต่ดวงตาเขามีเงามืดที่ทอดยาว
กฤษณ์พยายามทำงานตามกฎหมาย แต่ถูกดึงด้วยแรงทางสังคมที่หนักหน่วง เขาเก็บสมุดไว้ในลิ้นชักของสถานี รอเวลาที่จะเรียกพยานให้พูด และหาหลักฐานชิ้นต่อชิ้น แต่เมื่อนำสายตากลับมามองเมษา เขารู้ว่าเธอไม่สามารถรอได้อีก เมษาเห็นรอยแผลของชุมชนในท่าทางของคนที่ขายแรงงานในท่าเรือ เธอเห็นเด็กๆ ที่ต้องเรียนรู้การไม่ตั้งคำถามเรื่องของเสีย
“ฉันไม่อยากให้ใครลำบาก แต่พี่ฉันหายไป กฤษณ์” เมษาพูดในคืนหนึ่งที่เขามาหาเธอที่บ้านหลังเล็ก แสงสลัวของโคมไฟทำให้หน้าของทั้งคู่ดูอ่อนลง เขาเงียบ แต่มือที่จับแก้วกาแฟกระเพื่อมเบา
“จะทำยังไงก็ต้องคิดถึงความปลอดภัยของคนอื่นด้วย” เขาตอบเสียงมีเม็ดหยดในคอ ความเงียบยาวขึ้นก่อนที่เมษาจะยิ้มมีรอยขมเล็กน้อย “ฉันจะทำให้มันชัด ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อให้คนรู้ว่าทะเลไม่ได้มีไว้ให้ใครทำลายได้ตามใจ”
กฤษณ์มองไปที่สมุดบนโต๊ะ เขารู้ว่าการยอมให้เมษาเดินหน้าจะหมายถึงการปะทะกับคนมีอำนาจ แต่สายตาเขาอ่อนลง เมษาไม่ใช่คนที่จะสู้ด้วยความเกรี้ยวกราด เธอสู้ด้วยการพาเรื่องไปสู่แสง
งานประจำปีของหมู่บ้านมาถึง ท่าเรือถูกประดับด้วยโคมหลายสี พ่อค้าแม่ค้าขายอาหาร ปลาย่างส่งกลิ่นหอมอยู่ตามทาง เมษาเห็นใบหน้าคนคุ้นเคยที่ยิ้มแย้ม แต่ในดวงตาบางคนกลับมีเงื่อนงำของความกลัว เธอรู้สึกพลังบางอย่างกำลังหมักหมม ในกระเป๋าเสื้อคือสมุดเล่มนั้น ที่เธอซ่อนอย่างแน่นหนา
เมื่อดนตรีบรรเลงจนจังหวะช้าลง เมษาเดินขึ้นแผ่นไม้ที่ขยายออกจากท่าเรือเป็นเวทีเล็กๆ ผู้คนมองมาอย่างสงสัย เธอยกมือขึ้นให้ทุกคนเงียบ แสงจากโคมสาดลงบนสมุดจนเห็นเป็นเงาเข้ม
“นี่คือสิ่งที่ผมเจอ” เมษาพูดเสียงชัด สะกดทุกคนให้หันมามอง กฤษณ์ยืนหลังเวทีมือนิ่งๆ เขาไม่ได้ขวาง แต่สายตาแสดงความเตรียมพร้อม เมษาเปิดสมุดแล้วอ่านข้อความบางส่วนให้ฟัง รายการที่บอกเวลา การจ่ายเงิน และคำว่า ‘ทิ้ง’ ดังขึ้นเป็นคำที่ทุกคนจำได้
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในฝูงชน นายสาครก้าวขึ้นจากเงามืด ใบหน้าเขาแดงก่ำแต่ยังพยุงยิ้มเอาไว้ได้ “นี่มันข้อกล่าวหานะเมษา” เขาพูดน้ำเสียงเย็น ไม่นานนักก็มีเสียงตอบจากคนบางคนที่หมู่บ้าน “ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็อย่าพูดให้คนตื่นตระหนก”
เมษาหยุดแล้วมองไปรอบๆ แทนที่จะกลับไปสู่ความโกรธ เธอเอาสมุดยื่นให้กฤษณ์ มือของเขาสั่นนิดหน่อยขณะรับมันไว้แล้วเปิดไปยังหน้าที่มีการลงชื่อย่อและหมายเหตุเวลา หลักฐานไม่ใช่เพียงเพราะลายมือ แต่เพราะการต่อกันของวันที่ เวลา และการจ่ายเงิน—สิ่งที่บอกชัดว่าการกระทำเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงหัวเราะสั้นๆ ดังขึ้นจากฝั่งนายสาคร ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวเมื่อคนหนึ่งในพวกเฝ้าท่าเรือยกมือขึ้นและพูดว่า “ฉันเห็นเรือลำหนึ่งลอยออกไปตอนกลางคืน เห็นเขายกถุงลงไปจริงๆ” คำยืนยันเล็กๆ นั้นเหมือนประกายไฟ กองคนเริ่มเปิดใจทีละคน
การตอบโต้ไม่ได้มาเพียงคำพูด บางคืนถัดมา มีรถกระบะมาจอดหน้าร้านของเมษา สติ๊กเกอร์ประทับที่ประตูทำให้ประตูถูกทุบและมีรอยขูด เกือบไม่มีใครนอนหลับ เงาจะใหญ่ขึ้นรอบตัวหมู่บ้าน แต่น้ำเสียงของคนที่เริ่มพูดก็ดังกว่าเดิม
กฤษณ์ทำงานอย่างหนัก สอบปากคำคนที่ยอมพูดและรวบรวมหลักฐานเสริม ทั้งภาพถ่ายและบันทึกการขนส่งที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักของโรงงานที่ทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ การตรวจพบความผิดปกติในบันทึกบัญชีทำให้คำชี้แจงของนายสาครเริ่มสั่นคลอน เขาไม่สามารถยืนหยัดได้เหมือนเดิม
เมษาไม่ชอบความโกรธที่เกิดขึ้น แต่เห็นว่าความเงียบไม่ใช่ทางเลือก วันหนึ่ง เธอเดินไปที่ทะเล ชายฝั่งว่างเปล่า สายลมพัดแรงจนผมเธอปลิว เธอนั่งลงบนหิน เหมือนคนที่กำลังถามกับตัวเองว่าการเปิดเผยนี้คุ้มค่าหรือไม่
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นเล่นริมท่าเดินเข้ามาหา เขาเป็นลูกของคนที่เคยเป็นผู้คุมเรือ “ขอบคุณที่พูดออกมา” เขาบอกตรงๆ ไม่มีความกลัวในคำพูดน้อยนั้น เมษามองหน้าเขาแล้วยิ้มบางๆ น้ำตาไหลออกจากดวงตาโดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่จากความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปลดเปลื้องบางอย่าง
คดีเดินไปสู่ศาลท้องถิ่น การต่อสู้ทางกฎหมายกินเวลาหลายเดือน การสืบสวนเปิดเผยผลกระทบที่กว้างกว่าแค่การทิ้งของเสีย—มีการคอร์รัปชัน การจ่ายเงินใต้โต๊ะ และการบีบให้ชาวประมงยอมกระทำผิด เมษาปรากฏตัวในศาลให้การ ท่าทางเธอไม่หวือหวา แต่คำพูดของเธอเรียบหนักและแน่นอน
ในคืนสุดท้ายก่อนการพิจารณา นายสาครถูกจับกุมกลางท่าเรือ ผู้คนมามุงดูเหมือนมางานศพและงานฉลองในเวลาเดียวกัน เมษายืนอยู่ด้านข้างของกฤษณ์ เขาจับมือเธอไว้ แต่ไม่ได้บีบแรง เฉพาะรอยนิ้วที่ทิ้งไว้เป็นหลักฐานของการอยู่เคียงข้าง
เมื่อศาลตัดสินลงโทษ ความสงบเริ่มค่อยๆ กลับมา แต่ไม่เหมือนเดิม บ้านบางหลังต้องเผชิญความยากจนหลังจากโรงงานถูกสั่งปิด ชีวิตของคนที่เคยได้ผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายต้องเปลี่ยน เมษารู้ว่าเธอไม่ได้ให้คำตอบที่ทำให้ทุกคนพอใจ แต่เธอได้คืนความชัดเจนให้กับบางชีวิต
ความสัมพันธ์ของเมษาและกฤษณ์ไม่จบลงด้วยคำสัญญาหรูหรา พวกเขาเริ่มด้วยการแบ่งปันงานและการเดินเช้าด้วยกัน บางวันพวกเขาซ่อมแซมหลังคาบ้านผู้สูงอายุ บางคืนพวกเขานั่งดื่มน้ำตาลสดฟังเสียงคลื่น ความใกล้ชิดเกิดจากการทำด้วยกัน ไม่ใช่คำหวาน
หลายเดือนผ่านไป—แสงจากโรงงานที่เคยสว่างไสวก็ค่อยๆ หรี่ แต่ฝั่งท่าเรือกลับมีตลาดนัดเล็กๆ เกิดขึ้น ผู้คนเริ่มปลูกผักริมคลอง มีคนหนุ่มสาวกลับมาซ่อมเรือเก่าเพื่อนำออกไปจับปลาอย่างถูกวิธี เมษาเปิดชั้นเรียนสอนการอ่านบันทึกบัญชีเล็กๆ ให้กับแม่ค้าริมฝั่ง เธอใช้สมุดเล่มนั้นเป็นเครื่องเตือนใจมากกว่าจะเป็นอาวุธ
วันหนึ่งที่ท่าเรือ เธอหยิบสมุดขึ้นมาดูอีกครั้ง บันทึกที่เคยหนักหน่วงกลับกลายเป็นแผ่นกระดาษที่บอบบางมาก เธอไม่รู้สึกชนะชั่วนาทีเดียว แต่รู้สึกว่ามีน้ำหนักที่ถูกลดลงจากอก ซึ่งเอาไว้ให้เธอหายใจต่อ
ก่อนเมษาจะปิดสมุด เธอเขียนบรรทัดสั้นๆ ลงไปบนหน้าสุดท้าย “ถ้าจะทำงานกับทะเล ก็ต้องทำด้วยความเคารพ” เธอวางปากกา แล้วเดินออกไปที่ท่าเรือ แสงอ่อนของเย็นลูบผิวน้ำให้เป็นประกายทอง กฤษณ์ยืนรอเธอที่ปลายแผ่นไม้ ทั้งสองยิ้มให้กันโดยไม่ต้องพูดอะไร
เมื่อเรือค่อยๆ แล่นออกไป เสียงกรอบไม้ใต้เท้าดังขึ้นสั้นๆ เมษามองไปที่ท้องฟ้า สีของมันเปลี่ยนจากส้มเป็นคราม เธอเก็บสมุดไว้ในกล่องไม้เล็กๆ วางไว้บนชั้นเหนือโต๊ะในร้าน อีกคนหนึ่งอาจจะได้หยิบมันขึ้นมาศึกษาในวันข้างหน้า แต่สำหรับตอนนี้ เมษาเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนว่าสมุทรต้องได้รับการฟัง ไม่ใช่การทิ้งเสียของ
เมื่อคืนหนึ่งลมสงบลง เมษาและกฤษณ์นั่งมองโคมไฟลอยไปตามกระแสน้ำ ทั้งคู่รู้ว่าทางเดินข้างหน้าจะไม่เรียบง่าย แต่ในมือของเธอมีทั้งบาดแผลและความแข็งแรงที่เกิดจากการเลือกเดินแล้ว และนั่นคือทั้งหมดที่เธอต้องการตอนนี้