หนึ่งคืนสุดท้าย ณ เกาะกระจ่างแสง
ลมหอบเอากรายกลิ่นน้ำเค็มกับกลิ่นใบไม้เปียกฝาดๆ พัดผ่านค่ายเล็กๆ บนเกาะกระจ่างแสง ก่อนเปลี่ยนเป็นเงียบสนิท โคมไฟสนามไหวตามแรงลมราวกับหัวใจของใครหลายคนที่กำลังระส่ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขึ้นฝั่งเช้าไหมฟ้า” เสียงบีมถาม พลางยกมือปัดผมเปียกเหงื่อออกจากหน้าผาก ตาส่งผ่านความกังวลชัดเจน ฟ้ากำลังสางเปลวไฟรอบกองไม้ให้ร้อนขึ้นกว่าเดิม
“ยังไม่แน่ บางทีอยากเช็กชายหาดอีกที เอ…บีมคิดว่าไฟฉายเราจะสู้แสงนั่นไหวไหม” ฟ้าตอบ แต่เสียงเบากว่าปกติ ตาเธอจ้องหาอะไรในความมืดไกลออกไป
สาวอีกคนลุกเดินเข้าสู่เปลวไฟ ตำราโบราณบางอย่างในมือถูกกางออก ศรี กดแว่นต่ำเหตุขยั้นขยอเพื่อน ๆ “ดีนะที่วันนี้เดือนเต็ม—เชื่อไหมว่ามีตำนานเล่า เดือนแบบนี้จะเกิดเรื่อง”
เสียงหัวเราะท่ามกลางความเงียบ คล้ายเห็นด้วยพร้อมไม่มั่นใจ กลุ่มพวกเขา—ห้าเพื่อนสนิทปีสี่—แว่วเสียงคลื่นปะทะโขดหิน ทั้งหมดมากับชมรมผจญภัยของมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมสัมมนา
“เฮ้ย ฟ้า เดี๋ยว ฉันได้ยินเสียงอะไร” เสียงกร บ่นขัดจังหวะทันใด ด้วยนิสัยจู้จี้เรื่องความปลอดภัย เธอมักคิดมากกว่าคนอื่น—และคืนนี้ ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดังเรื่องการหายตัวของ ‘แป้ง’ สมาชิกอีกคนที่ยังไม่กลับค่ายมาตั้งแต่เย็น
บีมหยิบไฟฉาย ลังเล “เราควรออกหากันดีไหม”
“มืดแล้ว อันตรายมาก” ศรีพูด ดวงหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “เอาไว้มาตอนเช้าก็ได้มั้ง” ประโยคสุดท้ายคล้ายขอร้องให้เสียงทุกคน
แต่เงียบ ทุกคนลอบมองหน้ากัน มิตรภาพหลายปีเริ่มโดนรอยร้าวของความกลัวซึมลึก ภาพแป้งครั้งสุดท้ายย้อนเข้ามาในหัวของแต่ละคน—หญิงสาวผมยาวผู้มักเชื่อว่าในความลึกลับของธรรมชาติมีบางสิ่งรอให้อธิบาย
“คืนนี้เรานอนไม่หลับแน่” ฟ้าพูด ราวกับยอมรับว่าช่วงเวลาปลอดภัยได้จบลงแล้ว
กลุ่มตั้งวงไว้ชิดกองไฟ แสงสีเหลืองอุ่นเพียงที่เดียวต้านความเย็นยะเยือกของลมทะเล เสียงหัวใจเต้นดังกว่าสิ่งอื่น—ความเงียบจึงกลายเป็นเครื่องมือซ่อนควมหวาดกลัว
กรถอนหายใจ “อย่าเงียบแบบนี้สิ” เสียงแปร่ง ปลุกบรรยากาศให้กลับคืนมา ฝ่าเปลือกกลัวด้วยรอยยิ้มเฝื่อน “เล่าเรื่องผีกันมั้ย อาจจะลืมเรื่องแป้งไปนิดนึงก็ได้”
“พูดง่ายจังนะ” บีมแทรก คำพูดสั้นๆ ที่ฝืนยิ้ม พรางแกว่งไฟฉาย เหมือนทดสอบความกล้าในตัวเองมากกว่าท้าทายความมืด
ศรีเม้มปาก มองท้องฟ้าที่มืดสนิทปราศจากดวงดาว “…แต่แป้งหายไปนานมากแล้วนะ พรุ่งนี้ถ้าไม่เจอ ฉันจะโทรหาตำรวจจริงๆ”
ฟ้าดันฟื้นความกล้า “แป้งเคยเล่าไหม ว่ายังไงก็ต้องรอให้เห็น ‘แสงประหลาด’ ด้วยตา อย่าเพิ่งไปไหนก่อนคืนนี้จบ”
เสียงคลื่นกระแทกดังขึ้น ทุกคนหันไป—ที่ปลายหาด มีแสงเรืองจางๆ ลอยบนผิวน้ำ ลำแสงสีฟ้าวูบวาบ เงาสะท้อนวูบไหวเหมือนเงามนุษย์วิ่งข้ามผืนทราย ฟ้าชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“นั่น…หรือเปล่า” กรพึมพำ หลายคนจับมือกันแน่น
เสียงไม้แตกข้างค่าย ทำให้กรอุทาน “เฮ้ย!” ทุกคนหันมา ไฟฉายในมือบีมหันจ้องจุดเสียงนั้น—เงาผ่านไว ทั้งหมดเหมือนหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ
ฟ้าบีบแขนบีม “เราควรเดินไปดูหรือเปล่า…”
“แต่ถ้าใช่คนล่ะ? หรือ…อย่างอื่น” ศรีเสียงเบา เหงื่อซึมฝ่ามือ คำถามไม่มีใครตอบได้
ทั้งกลุ่มยืนสูดจังหวะหายใจ ใจเต้นตึกตัก ภาวนาให้สิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพหลอน การตัดสินใจแขวนความสัมพันธ์ของกลุ่มเอาไว้ ณ ขณะสั้นๆ ที่ดูเหมือนนิรันดร์
บีมหันมาสบตาฟ้า “เราต้องหาแป้ง—ไม่ว่ายังไงก็ตาม”
ประโยคนี้เป็นทั้งถ้อยคำปลอบใจและคำสาบาน มันดังก้องไปในสายลมและหัวใจของทุกคน
เวลาผ่านแต่ละนาทีเหมือนเดินช้าอย่างเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความรู้สึกผิด และความลังเล ผสมกลายเป็นชั้นบรรยากาศกดทับกลุ่มเพื่อนรัก ข้างหลังมีไฟ ข้างหน้ามีแสงประหลาด กับเสียงคลื่นที่ไม่มีใครแน่ใจว่ากำลังอารักขาหรือดักทางชีวิตพวกเขา
ฟ้านั่งกอดเข่า ทบทวนตัวเอง—เธอคือต้นเหตุให้แป้งต้องไปคนเดียวเมื่อบ่าย ด้วยคำพูดพลั้งปากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงต่อหน้ากัน ความตึงเครียดปกคลุมวงไฟ ราวกับทุกคนรู้แต่เลือกจะเงียบ
“ถ้าเรา— ไม่พูดแรงแบบนั้นออกไป…” ฟ้ากระซิบเสียงสั่น
กรยื่นมือแตะหลัง ฟ้าสะดุ้ง ไม่มองตอบ “ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นแบบนี้หรอกฟ้า ตอนนั้นเราต่างโกรธ”
ศรีสบตามองฟ้านานกว่าปกติ พยักหน้าเชื่องช้าเหมือนเห็นอะไรในใจเพื่อน กรที่เงียบก็เอื้อมมือมาแตะไหล่ฟ้าเบา ๆ การแสดงออกแบบนั้นช่วยยืนยันความเป็นเพื่อนแท้ในช่วงเวลาขับขัน
ท้องฟ้ามืดสนิทเช่นเดิม แต่ใจของแต่ละคนเหมือนได้แสงเงาของความสำนึก—และความหวังว่ายังมีเวลาพอแก้ไข
เสียงคลื่นกลืนไปกับจังหวะลมหายใจของแต่ละคน ตัดกับแสงที่ริมฝั่งเริ่มขยับใกล้เข้ามาทีละน้อย บีมยืนขึ้น ไฟฉายในมือส่องทาง “เราไปหากันเถอะ”
กลุ่มเพื่อนสี่คนมายืนเรียงกัน ก่อนจะเริ่มเดินผ่านทรายลื่น เสียงก้าวเท้าปะทะหินหยาบๆ บีมหันมาเล็กน้อย “ถ้าเจออะไร ต้องอย่าแยกกันนะ” ทุกคนพยักหน้าแต่ดวงตาสั่นไหว
เจ้าของเสียงอีกเสียงหนึ่งโผล่ขึ้นจากหลังต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง “พวกเธอมาทำอะไรริมชายหาดตอนดึกๆ แบบนี้” หญิงสาวสูงโปร่ง หน้าตาตื่น ๆ โผล่มาทำให้ทุกคนผงะ—เป็น ‘นก’ เพื่อนในชมรมที่เดินเลือกเส้นทางสำรวจเหนือหาด
“นก! เห็นแป้งไหม?” ศรีพรวดถามเสียงตื่น
นกส่ายหน้า “แต่เมื่อเย็นฉันเห็นเธอเดินลงอ่าวไปทางแสงประหลาด โง่ที่สุด…”
บีมสะบัดหัว “จะโทษกันตอนนี้ไม่ช่วยอะไร ไปตามแป้งก่อน”
กลุ่มเดินเร็วขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน นอกรัศมีไฟฉายมีแต่เงาและเสียงคลื่น พวกเขาเบียดกันเดินเลยแนวต้นสนเข้าไปในดงไม้ มีรอยเท้าเดียวชุดเล็ก ๆ ชัดบนทราย
“รอยนี้น่าจะเป็นของแป้งแน่” กรก้มพูด พลางกอดอกแน่นเพื่อปกปิดอาการสั่น
ศรีจ้องรอยเท้าอย่างกลัว ๆ “แล้ว…ถ้าแป้งไม่ใช่คนเดียวที่อยู่แถวนี้ล่ะ?”
บีมตวัดไฟฉาย สาดแสงไปบนผิวน้ำ—เห็นเงาผ่านวูบหนึ่งตามแนวขอบน้ำ มีเสียงร้องทุ้มต่ำลอยมาเหมือนเสียงเรียกในสายลม
ฟ้าขยับเข้าใกล้บีม พลางกระซิบ “ฉันกลัวนะ ถ้าเกิดมันคือ…วิญญาณ” เสียงคำสุดท้ายนิ่งค้างกลางอากาศ ทุกคนเหมือนจะหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง
เสียงกรอกสะโพกเม็ดทราย คล้ายมีใครบางคนลากเท้าผ่านมุมมืด ทุกคนหันมองหน้ากัน
นกก้าวนำ “ฉันไปก่อน ใครกล้าตามก็ตามมา” น้ำเสียงกร้าวแต่แฝงความกังวล เธอลุยฝ่าหญ้าสูงนำทาง กลุ่มจึงต้องเดินตามอย่างขาดทางเลือก
แสงไฟฉายเริ่มสว่างริบหรี่ ฟ้าสะอึก นึกถึงคำคืนวันแรกบนเกาะที่แป้งเคยบอก—“เราจะปลอดภัย ถ้าเราอยู่ด้วยกัน” คำพูดนั้นกลายเป็นเสียงสะท้อนตอกย้ำใจขณะก้าวไปข้างหน้า
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโขดหินที่แสงประหลาดสว่างขึ้นสูงจนน่าขนลุก กลุ่มหยุดนิ่ง มองเข้าไปในม่านแสง เห็นร่างหญิงสาวนั่งกอดเข่าริมผา—แป้งยังมีชีวิต!
“แป้ง!” ศรีร้อง ออกวิ่งอย่างไร้สติ บีมตามติด ฟ้ารั้งไว้แต่ไม่ทัน ทุกคนกรูเข้าใกล้ร่างนั้น เสียงน้ำกระทบผาหินเป็นจังหวะอย่างไม่หยุด
แป้งหันหน้าช้าๆ ดวงตาอาบน้ำตา “ขอโทษ… ฉันแค่ อยากให้เพื่อนตามใจฉันบ้าง…” เสียงเธอสะอื้น สองมือเลือดไหลซึมแผลถลอกจากดินหิน
บีมกอดเพื่อน “พอแล้วแป้ง! เราตามหาเธอทั้งคืน เธอรู้ไหม?” น้ำเสียงไม่นิ่มแต่เต็มด้วยความโกรธและรัก
ฟ้านั่งข้างๆ ตาแดงจัด “ฉันผิดเอง เรื่องวันนี้ ถ้าไม่พูดแรง ๆ เธอคงไม่หนีออกไปคนเดียว”
แป้งเงยหน้า หยาดน้ำตาผสมรอยยิ้มบางเบา “ไม่ใช่ความผิดใครหรอก เราแค่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เท่านั้นเอง” เสียงเธอลดต่ำ หอบหายใจติดขัด
กรย่อตัวลง สะอื้นออกมาอย่างเงียบงัน ศรีนั่งลงข้างๆ ทั้งกลุ่มโอบกอดกัน แนบจังหวะลมหายใจ
ขณะที่แสงประหลาดส่องเข้าหน้า หญิงสาวทุกคนหลับตาชั่วขณะ ภาพในใจแต่ละคนย้อนถึงอดีตทั้งสุข-เศร้า-ผิดพลาด-สัมผัสกลิ่นความรักและให้อภัยในค่ำคืนเดียว
เสียงแสงระเบิดวาบ ฟ้าแหงนหน้าขึ้น—เหมือนในชั่ววูบเดียวพายุฝนซัดลมพัดผ่านผิวกายจนหนาว ลืมตาอีกที เหลือแต่ความสงบ ท้องฟ้าสว่างเรืองแสง สี่คนลุกขึ้นพยุงแป้ง ทุกคนกอดกันแน่น
“สัญญานะ จะไม่ปล่อยใครหลงเหลืออีก” เสียงบีมหนักแน่น ไม่มีเสียงล้อเล่นคล้ายคืนแรก
ฟ้าพยักหน้า เสียงกล้ำกลืน “สัญญา… จะฟัง จะอยู่ด้วยกัน”
หญิงสาวทั้งห้าคนเดินกลับผ่านอ่าว กลิ่นน้ำเค็มกับใบสนอวลในลมหายใจ ทิ้งภาพสุดท้ายของเกาะกระจ่างแสงไว้ในใจพวกเธอ—จวบจนวันจากลา