เงาสะท้อนของเรา
เสียงฝนโปรยปรายนอกหน้าต่างอาคารเรียน คุณรินเดินลากกระเป๋าเป้ผ่านโถงทางเดินที่เงียบสงบ ดีดสายตาไปรอบๆ อย่างเหงาๆ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้หน้าแกลเลอรีศิลปะของคณะ ทุกวันศุกร์หลังเลิกคลาส เธอมักนั่งถักสายสร้อยอยู่ตรงนี้หนึ่งชั่วโมงเต็ม ความเหงาเคลือบอยู่ในแววตา ก่อนใครบางคนจะหย่อนตัวลงข้างๆ พร้อมเสียงกระซิบเบาๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตกลงให้ตามมาใช่ไหม หรือวันนี้จะฟังเพลงคนเดียว?”
รินยิ้มบางๆ “ก็ตามใจ คิดว่าเงียบจะดีกว่าสิ ฟ้าเพิ่งร้องไห้เสียงดังมากเลย”
ธามหัวเราะในลำคอ เหล่ตามองเส้นฝนเป็นระบายหลังตึก “เอาสร้อยมาไหม เดี๋ยวช่วยร้อย”
“ปกติไม่ชอบร้อยนี่”
“แต่วันนี้น่าเบื่อ” ธามหยิบลูกปัดจากกล่องใส “ขอสีน้ำเงิน”
การพูดคุยระหว่างทั้งสองเต็มไปด้วยช่องว่างอันคุ้นเคย รินเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะกระซิบ “นายเคยกลัวฝนไหม”
“เคย…ตอนยังเด็กน่ะ กลัวหลังคาจะรั่ว” ธามวางสายตาไว้ที่มือรินที่ขยับช้าๆ “ตอนนี้ไม่ได้กลัวฝนแล้ว แต่กลัวเงียบมากกว่า”
เสียงหยาดฝนตกหนักกลายเป็นจังหวะคั่นการสนทนา ทุกอย่างถูกแต่งแต้มด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าสัมผัส
วันนั้น หลังฝนหยุด รินและธามเดินออกจากอาคารพร้อมกัน ปลายเท้าของรินจุ่มลงในแอ่งน้ำเล็กๆ เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“เดินระวังหน่อยสิ” ธามเตือนเสียงกลั้วหัวเราะ
“นายเองก็ดูไม่ต่างจากฉันเลย”
ทั้งสองหยุดพักใต้มุมต้นทองกวาวริมสนามหญ้า เงาใบไม้ทอดตัวทับกับเสื้อของทั้งคู่
“อีกปีเดียวก็จบแล้วนะ” รินถอนใจ “ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าจะเอาไงต่อ”
ธามเงียบไปนาน ก่อนจะตอบ “ก็แค่เดินต่อไป…หรือเปล่า?”
“นายไม่กลัวเหรอ”
“กลัว…” เสียงเขาเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “ก็เคยกลัวว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม”
เมื่อถึงรอยตัดแห่งความเงียบลงท้ายด้วยรอยยิ้มจาง รินเปลี่ยนเรื่องทันที
“กลัวเหงาหลังเรียนจบไหม”
ธามสบตากับเธอ ลมหายใจคล้ายจะหยุดชะงัก ราวกับจะเอื้อนเอ่ยคำที่ไม่เคยพูด “ถ้าเธอยังอยู่…คงไม่เหงามาก”
เสียงหัวเราะของรินเบาจนแทบละลายไปในสายลม กลิ่นฝนจางๆ กับความรู้สึกแปลกประหลาดค้างอยู่ในใจทั้งคู่
ฉากเวลาค่ำในหอพักของริน เธอนั่งมองสายสร้อยในมือตัวเอง มองข้อความในโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้ส่งถึงธาม เธอพิมพ์คำว่า “คิดถึง” แล้วลบทิ้ง เปลี่ยนเป็น “พรุ่งนี้เข้าเวรงานค่ายไหม”
ด้านธาม ก่อนนอน เขาเปิดดูเครื่องบันทึกเสียงที่เต็มไปด้วยบันทึกสั้นๆ ของวันธรรมดากับริน เขายิ้มกับตัวเอง เอื้อมหยิบสมุดวาดรูป เก็บบันทึกภาพต้นทองกวาวลงดินสออย่างเงียบๆ
ค่ำคืนงานค่ายอาสา รินกับธามช่วยกันจัดเตรียมเอกสารที่โดนฝนจนเลอะ เธอกระฟัดกระเฟียด “นี่นายหยิบกระดาษผิดกล่องรึเปล่า ถึงเปียกหมด”
ธามเหยียดยิ้ม “ก็เธอฝากฉันเองนี่”
“เออ ก็ใช่! แต่…ทำไมไม่ดู?”
“จะห้ามฝนเหรอ”
รินหันหน้าหนี แต่หัวใจเต้นแรง ทั้งคู่สงบด้วยความตลกร้าย ซ่อนอะไรไว้ในแววตา
หลังจากนั้น ธามหยุดช่วยงานกลางทาง ปลีกตัวออกไปนั่งใต้ต้นไม้ รินตามไปเจอ สังเกตว่าเขานั่งซ่อนข้างๆ เงาใบไม้
“เหนื่อยเหรอ” เธอถาม
“นิดหน่อย เวลาฝนตกมันกวนใจ”
“ฝนตกวันไหนก็ดูเศร้าๆ” รินนิ่งไป “นายเคยบอกว่ากลัวเงียบ ช่วงนี้รู้สึกเงียบไหม”
“บางที…ฉันก็รู้สึกเหมือนไม่ได้ยินเธอเลย ทั้งๆ ที่นั่งข้างกัน”
รินเม้มปาก เธอพยักหน้าเงียบๆ “ก็เคยเป็น ฉันเอาแต่คิดถึงอดีต คิดถึงวันนั้น…”
ธามหันหน้ามาจ้องนานจนรินหลบตา
“เธอกลัวอะไรที่สุด”
“กลัวเสียคนที่รักไป ทั้งที่ไม่ได้พูดอะไรเลย…”
หลังเหตุการณ์งานค่าย มิตรภาพของทั้งคู่เริ่มตึงเครียด รินห่างออกไปมากขึ้น เธอขอทำโปรเจคกับเพื่อนกลุ่มใหม่ ธามเดินผ่านเธอโดยไม่ได้เอ่ยทัก ลมหายใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยคำที่ไม่เคยพูดออกมา
คืนหนึ่ง ธามโทรหารินแต่เธอไม่รับ เขาเดินไปยังสนามหญ้าตอนกลางคืน เจอสายสร้อยของรินหล่นอยู่บนโต๊ะใต้ต้นทองกวาว
เขาจำได้ถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อน คืนที่พี่ชายของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในคืนที่เขาเถียงกับริน ทุกอย่างกลายเป็นรอยร้าวในใจ เธอไม่เคยพูดถึงคืนนั้นอีกเลย
วันรุ่งขึ้น รินเดินไปที่แกลเลอรี เธอเห็นสมุดวาดของธามเปิดอยู่บนเก้าอี้ วาดภาพผู้หญิงกำลังยิ้มใต้ฝน มีคำหนึ่งเขียนไว้ว่า “หากเธอยังอยู่ ฉันจะยืนข้างเธอเสมอ”
รินตัดสินใจเดินไปหาเขาที่คาเฟ่ ซึ่งเขากำลังทำงานพาร์ทไทม์ เธอหยุดชะงักเสี้ยวนาทีเมื่อเห็นว่าธามไม่ได้อยู่คนเดียว มีหญิงสาวอีกคนคุยด้วยอย่างสนิทสนม
“ริน มาแล้วเหรอ” ธามโบกมือ รอยยิ้มเจือความฝืน
หญิงสาวข้างๆ หันมาทัก “สวัสดีค่ะ รินใช่ไหม พี่ชื่อพิมพ์ เป็นญาติธาม”
บรรยากาศตึงเครียด รินกลับพูดเพียง “ดีใจที่รู้จักค่ะ” ก่อนจะหุบรอยยิ้ม
หลังจากนั้น รินแกล้งลืมกระเป๋าไว้ เธอรอให้ธามตามไปส่ง แต่เขากลับส่งข้อความแทน “รีบกลับดีๆ นะ ฝนจะตกอีกแล้ว”
วันต่อมา มหาวิทยาลัยประกาศจัดประกวดออกแบบโลโก้คณะ รินลังเลจะประกวด ธามกลับเชียร์ด้วยข้อความสั้นๆ “ถ้าเธอไม่กลัว พวกเราคงได้โลโก้ที่ดีที่สุด”
รินส่งแบบร่างให้ธามดู เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ถ้าเธอชนะ อย่าลืมเลี้ยงกาแฟ”
รินหัวเราะ “งั้นนายต้องไปเชียร์หน้าเวทีแล้ว”
วันที่ประกาศผล รินไม่ได้รางวัล เธอเดินฝ่าฝนกลับบ้าน แวะดูต้นทองกวาว ฝนพรำแต่เธอไม่หนี ธามตามมาด้วยร่มเล็กๆ
เขาไม่พูดอะไร เพียงยื่นร่มให้ริน สายฝนตกจนเปียกทั้งคู่ รินเผลอหลุดหัวเราะ “สุดท้ายมันก็เปียกทั้งคู่”
“แต่ระบบน้ำมันดีขึ้นนะ” ธามมองพวกท่อใหม่ที่เพิ่งติดตั้ง
รินถามเสียงแผ่ว “นายให้อภัยฉันเรื่องวันนั้นรึยัง เรื่อง—”
ธามนิ่งงัน “ฉันโทษใครไม่ได้หรอก ทุกคนก็เศร้า ฉันเองก็ยังติดอยู่ในวันนั้น…”
รินมองหน้าเขานาน “เราโตขึ้นไหมนะ หรือยังเหมือนเดิม”
“ถ้าเธอยังอยู่ ฉันก็กล้าฝันอยู่ดี”
เวลาผ่านไป หน้าร้อนสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ต่างเริ่มแยกทางเดิน ธามได้ทุนเรียนต่อเมืองนอก รินเริ่มงานที่บริษัทในตัวเมือง
วันอำลาที่สนามบิน รินลังเลจะพูดอะไร ธามพยายามพูดแต่ก็ติดขัด
“ริน…ถ้าต้องเลือกอีกที ฉันจะเลือกเป็นเพื่อนเธอก่อนเหมือนเดิม”
รินกลั้นน้ำตา “แต่ถ้าต้องเลือก ฉันคงเลือกพูดความจริงตั้งแต่แรก…”
ธามยิ้ม “เธอกล้ากว่าฉัน”
“เราจะยังเป็นเพื่อนกันได้ไหม”
“เราอาจต้องห่างกัน…แต่เงาของเรายังเดินเคียงกัน”
เสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่อง ธามขยับจะเดินไป แต่หยุด เสียงเท้ากระแทกดังชั่วขณะ เขาหันกลับมาหยิบกล่องสายสร้อยในกระเป๋ายื่นให้ริน
“เก็บไว้นะ วันไหนที่ฝนตก จะได้ไม่รู้สึกเงียบอีก”
รอยยิ้มและหยาดน้ำตาหลอมรวมในแววตา รินกุมกล่องนั้นแน่นเหมือนกำลังจับเงาสะท้อนของตัวเองเอาไว้ บางสิ่งที่พูดไม่ได้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้วตลอดกาล