วาดใจกลางสีน้ำ
เสียงนาฬิกาดังขึ้นเบา ๆ ในเช้าวันจันทร์ ฝนโปรยลงมาอย่างแผ่วเบาเหนือถนนสุขุมวิทในกรุงเทพฯ ใบขวัญยืนรอไฟแดงพร้อมดูหน้าจอมือถือ เธอพิมพ์ตอบข้อความลูกค้าด้วยสายตาเข้มงวด ลมหายใจสั้น ๆ เหมือนแบกอะไรไว้ในใจตลอดเวลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เข้าประชุมไหมพี่ขวัญ” เจน เพื่อนร่วมงานสาวตัวเล็ก เดินเข้ามาถาม ใบขวัญพยักหน้า มุมปากยกเล็กน้อย “พอดีไปแล้ว เดี๋ยวเจนตามไปนะ”
ลิฟต์เล็ก ๆ บรรจุคนแน่น เธอแตะปุ่มชั้นสิบสอง พลางถอนหายใจยาว เสียงหัวเราะเจื่อน ๆ จากเพื่อนร่วมออฟฟิศก้องในหู ทว่าสายตายังคงห่างเหิน
ห้องประชุมกระจกเปิดโล่ง ทีมฝ่ายครีเอทีฟกำลังนั่งล้อมโต๊ะ พิม หัวหน้าสาวใหญ่ประจำบริษัทกำลังอธิบายโปรเจกต์ใหม่แคมเปญ “Bangkok You, Me & Us” ทุกคนเงียบ ฟังด้วยความคาดหวังอ่อน ๆ
“โปรเจกต์นี้ ใบขวัญเป็น lead designer นะคะ” พิมพูดพลางมองเธอ “แล้วก็จะต้องทำงานใกล้ชิดกับคุณกลวัชร ช่างภาพฟรีแลนซ์คนนี้”
กลวัชรยืนอยู่มุมห้อง ตัวสูง ผมยุ่ง ตาใสเหมือนเด็ก เขาส่งยิ้มเงอะ ๆ เหมือนคนไม่ถนัดอยู่ในห้องออฟฟิศ ใบขวัญเหลือบมองเขา แล้วลดสายตาลง ไม่พูดอะไร
“ถ้างั้นเริ่มประชุมเลยค่ะ” พิมเปิดแผนผังโปรเจกต์ ใบขวัญตั้งใจฟังรายละเอียดงาน แต่รู้สึกใจเต้นแผ่วเมื่อสายตากลวัชรจ้องมา ไม่มีร่องรอยจีบ มีแต่ความตรงไปตรงมา เธอรู้สึกหน่วงแปลก ๆ
หลังประชุม กลวัชรมาทัก “คุณใบขวัญ ผมขอคุยนิดนึงครับ เรื่อง mood & tone”
เธอพยักหน้าเรียบเฉย “ใช่ค่ะ ฉันคิดไว้คร่าว ๆ ว่าจะเอาโทนสีเย็น”
“เย็นมากไปไหมครับ ผมคิดว่าบางมุมของกรุงเทพฯ ต้องสดใสบ้าง” เขาพูดเรียบ ๆ เหมือนรู้ใจตัวเอง
ใบขวัญขมวดคิ้วนิดหน่อย “บางทีชีวิตมันไม่ได้สดใสขนาดนั้นนะคะ”
กลวัชรยิ้มจาง ๆ นิ่งไปครู่ “แต่ถ้าเราไม่ลอง ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…”
ความเงียบระหว่างทั้งสองยาวออกไป เจนเดินเอาแผ่นงานมาให้ ใบขวัญรับเงียบ ๆ กลับโต๊ะ เธอรู้สึกถึงสายตาของกลวัชรยังมองตามอยู่ – ไม่หวั่นไหวแต่หนักแน่น
หลายวันผ่านไป โปรเจกต์เดินหน้าได้ช้ากว่าที่คิด ใบขวัญเข้าห้องตัดต่อภาพดึก ๆ ตามลำพัง แสงไฟสลัว เธอกัดริมฝีปาก พลาดดีเทลในงาน บ่นตัวเองเบา ๆ
เสียงแกร๊ก… ประตูห้องเปิด กลวัชรเดินเข้ามาถือกาแฟ “ดึกแบบนี้ยังอยู่เหรอครับ”
“ต้องใช้งานพรุ่งนี้” เธอไม่เงยหน้าขึ้น
เขาวางแก้วไว้ข้าง ๆ จังหวะนั้นนั่งลง ห่างพอประมาณ ความเงียบอึดอัดระหว่างคนแปลกหน้า “ผมมี reference รูปเด็กเล่นกับลูกโป่ง เห็นไหมครับ? สีค่อนข้างกล้า แต่เด็ก ๆ ก็ตลกดี”
เธอทบทวนครู่ “ไม่รู้สิ ฉันไม่ชอบอะไรที่ทำให้คนเข้าใจผิด ว่าทุกอย่างในเมืองนี้มันอบอุ่นเสมอ”
กลวัชรหัวเราะแผ่ว ๆ “แต่บางวันมันก็สวยแบบคาดไม่ถึง… แค่ต้องกล้าหันกลับไปมอง”
ใบขวัญเงียบ มองเขาตรง ๆ ดูเหมือนไม่พอใจแต่แววตามีคำถาม “คุณพูดเหมือนคนที่ไม่เคยแพ้”
เขายิ้มกล้า ๆ แม้จะมีรอยเศร้าในตา “ผมแพ้มาตลอด แต่ถ้าไม่ยิ้มให้ตัวเอง ใครจะยิ้มให้เราล่ะครับ?”
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ งานเริ่มขยับเข้าที่ ทั้งสองคนมีช่วงโต้เถียงบ้างแต่กลวัชรไม่เคยเสียงดังเกินกว่าเสียงหัวใจที่เขาใช้ฟังใบขวัญ คราวหนึ่งในการลงพื้นที่ถ่ายภาพย่านเยาวราช กลวัชรมาช้าเพราะติดฝน ใบขวัญยืนรอที่หน้าร้านน้ำเต้าหู้ มือข้างหนึ่งถือร่ม อีกข้างถือแฟ้มงาน
“ขอโทษทีครับ รถติดสุด ๆ เลย” เขาวิ่งมา หายใจแรง
ใบขวัญส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ แค่คราวหน้าเผื่อเวลาไว้หน่อย” เขายกยิ้ม แล้วเงียบไปครู่ “เหนื่อยไหมครับ?”
เธอชะงัก “ปกติค่ะ”
เขาหัวเราะ “บางทีผมว่าคุณก็ดูเข้มแข็ง…แต่ตอนนี้เหมือนกำลังลังเลอะไรอยู่มากกว่า”
ใบขวัญมองเขานิ่งๆ ไม่พูด
ในการทำงาน มักมีความเงียบระหว่างทั้งคู่แต่พวกเขาเริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องส่วนตัวทีละน้อย กลวัชรเล่าเรื่องแม่และน้องสาวที่บ้านต่างจังหวัด ใบขวัญเล่าเรื่องพ่อแม่หย่าร้างและความรู้สึกติดค้างในใจ
บ่ายวันหนึ่ง กลวัชรพาใบขวัญไปถ่ายภาพชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เธอสวมหมวกปีกกว้าง เดินตามเขาอย่างเงียบ ๆ “ที่นี่แสงสวยกว่าที่คิด”
เขาหยุดกล้องมองเธอ “เวลายิ้ม คุณดูน่ารักมากกว่านิ่ง ๆ นะครับ” ใบขวัญสะดุ้ง ม้วนผมเล่น “ถ้าไม่ยิ้มล่ะ?”
“ผมก็ยังอยากถ่ายรูปเหมือนเดิม”
เธออมยิ้ม แต่ยังปั้นหน้าขรึม
ค่ำวันหนึ่งในเลานจ์บาร์หลังคอนเซปต์มิตติ้ง กลวัชรนั่งข้างใบขวัญ นิ้วมือเกลี่ยขอบแก้วน้ำ ถามเบา ๆ “คุณเคยเลือกอะไรผิดไหมครับ?”
เธอนิ่งไปนาน “ฉันเคย… แล้วมันเปลี่ยนใจฉันตลอดชีวิต”
เขาถอนใจ “ผมก็เพิ่งเข้าใจว่า การกลัวผิดพลาด มันทำให้เราไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ เลย”
ใบขวัญหลุบตา ไม่กล้าสบตาเขา ต่างคนนิ่งอยู่ในความเงียบที่เปราะบาง
โปรเจกต์เดินทางถึงจุดกดดันจากผู้บริหาร ใบขวัญถูกบีบให้เปลี่ยนแผนงานเย็นเป็นสดใส กลวัชรอยากให้รักษาตัวตนทีม งานเริ่มมีรอยร้าว
กลางดึกคืนหนึ่ง กลวัชรส่งข้อความ “ขอโทษ ผมอาจจะดื้อเกินไป”
ใจใบขวัญเต้นแผ่ว เธอพิมพ์ “ฉันก็เครียดเหมือนกัน ไม่อยากเสียอะไรสำคัญ”
เช้าถัดมา ทั้งสองหลบกันในห้องเล็ก ๆ ต่างคนต่างหลีกเลี่ยงการสบตา มีกำแพงหนาแน่นที่มองไม่เห็น
ปัญหาทวีคูณ พิม หัวหน้าเรียกใบขวัญเข้าไปต่อว่า “ทำงานเป็นทีมหรือเปล่า? อย่าปล่อย ego มาทำลายทั้งหมด”
เธอก้มหน้ารับ มีน้ำตารื้น ไม่กล้าพูดอะไร
ทั้งคู่เริ่มห่าง กลวัชราไม่เข้าออฟฟิศหลายวัน ใบขวัญคลิกดูภาพถ่ายที่เหลือของเขาในคอมพิวเตอร์ทุกเช้า หัวใจแปลกๆ
เกือบหนึ่งสัปดาห์ กลวัชรกลับมาในโปรเจกต์แฟร์ โต้เถียงกับฝ่ายการตลาด ใบขวัญวิ่งออกมายืนริมระเบียง มือสั่น เธอคิดทบทวนความผิดพลาด บทสนทนาเก่าก้องในหัว
เขาตามออกมายืนข้าง ๆ ไม่พูดอะไรอยู่ระยะหนึ่ง
“มันยาก…” ใบขวัญเปรยเบา ๆ
กลวัชรส่ายหน้า “มันยาก… แต่ถ้ามีคนสู้ไปด้วยกัน มันคงไม่หนักเกิน”
เธอมองเขา น้ำเสียงเริ่มสั่น “ฉันกลัวจะพลาดอีก ไปไม่รอดอีก…”
“ผู้ใหญ่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิด แต่เป็นคนที่ยืนหยัดหลังจากผิดพลาด”
ต่างคนต่างยิ้มเศร้า ๆ อากาศเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตัวเอง
หลังวันนั้น กลวัชรปรับวิธีการทำงาน พยายามประสานข้อขัดแย้ง กลับมาพูดคุยมากขึ้น แต่ลึก ๆ ยังมีระยะระหว่างใจ ดึกวันหนึ่ง ใบขวัญฝันถึงเหตุการณ์ในอดีต – วันที่เลือกเดินออกจากบ้านไปเพื่อความฝัน ทิ้งแม่และน้อง ละทิ้งการให้อภัยซึ่งกันและกัน
เธอตื่นน้ำตาอาบแก้ม กลับไปทำงานแต่ไม่มีพลัง อู้งานกลางวันโดยนั่งมองสวนหลังออฟฟิศ เจนเพื่อนรักเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ “มีอะไรจะคุยไหม”
ใบขวัญส่ายหน้าแต่สุดท้ายก็สะอื้น “ฉันกลัวมาก…กลัวจะไว้ใจใคร กลัวจะถูกทิ้งอีก”
เจนอิงหัวไหล่ “ทุกคนเคยกลัวทั้งนั้น แต่คนที่กล้ายิ้มให้ตัวเองได้ มักจะได้เห็นแสงใหม่เสมอ”
ไม่กี่วันถัดมา ใบขวัญเปิดใจกับกลวัชรว่าตัวเองเคยผิดพลาด ครอบครัวแตกแยก เพราะตัดสินใจหนีปัญหา ไม่เคยให้อภัยแม่ตัวเอง
กลวัชรนิ่งฟัง ไม่กล่าวคำปลอบ แต่แตะมือเธอบนโต๊ะ พูดเบา ๆ “เวลายิ้ม คุณใจดีมากกว่าที่คิดนะ”
เขาเล่าเรื่องเคยตัดสินใจทิ้งการเรียนศิลปะตามใจมนุษย์เงินเดือนในบ้าน แต่สุดท้ายกลายเป็นแรงบันดาลใจให้น้องได้เรียนต่อศิลปะอย่างที่ตัวเองอยากเห็น
ระหว่างที่ความสัมพันธ์มีทั้งใกล้และห่าง มีทั้งอึดอัดและละมุน กลวัชรถ่ายภาพใหม่ ใช้สีโทนอบอุ่นขึ้นบ้าง ใบขวัญกล้าวางไอเดียและไว้ใจทีมมากขึ้น วันประชุมใหญ่ โปรเจกต์ถูกนำเสนอ – ภาพถ่ายเมืองกรุงที่อบอุ่นปนขื่นหวาน กราฟิกแนวอาร์ตแต่ยังเข้าถึงใจคน
คำชมและเสียงปรบมือ พิมกอดใบขวัญแล้วยิ้มให้กลวัชร
เย็นวันนั้นบนดาดฟ้าของตึกออฟฟิศ ใบขวัญยืนมองท้องฟ้าเปลี่ยนสี กลวัชรเดินเข้ามา ใจเต้นแผ่ว ๆ
“คิดว่าทุกอย่างมันแก้ไขได้เหรอคะ?” เธอถาม กำลังกลัวความหวังใหม่
เขายิ้ม “โลกยังต้องการความใจดีอยู่… ทุกวันเลยครับ”
เธอวางมือบนราวระเบียง ถอนหายใจยาว ๆ ก่อนหันไปยิ้มให้เขา – ไม่ใช่รอยยิ้มเพื่อใคร แต่เป็นของตัวเอง
“ถ้าวันหนึ่งผิดพลาดอีก จะ…”
เขาขัด “ผมจะอยู่ด้วยวันนั้นแน่ ๆ”
ใบขวัญหันไปสบตา หัวเราะออกมาระคนเศร้า เบี่ยงไปมองท้องฟ้า ไม่พูดอะไรอีก แต่ก็วางใจพอจะเดินไปข้างหน้า พร้อมเขา — แม้วันนี้ยังไม่มีใครสารภาพรัก หรือจับมือกัน แต่หัวใจสองดวงกำลังวาดทางเดินใหม่ด้วยสีน้ำอุ่นละมุนกลางภาระ เมือง และอดีต ตัวเอง
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ละเลียดตึก สีส้มสะท้อนบนใบหน้าทั้งคู่ เหลือเพียงความเงียบและความหวังเล็ก ๆ ว่า เราจะไม่เดินลำพังอีกต่อไป