เส้นขนานสีม่วงกลางเมืองหิมะ
เสียงกระดิ่งลมสีทองที่แขวนอยู่เหนือหน้าต่างบานหนึ่งในสตูดิโอศิลปะแห่งกลางเมืองหิมะสั้น ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่อิงฟ้าเปิดประตูเข้ามา ด้วยเสื้อโค้ทสีเลือดหมูที่ใหญ่ไปเล็กน้อยสำหรับร่างของเธอ ผ้าพันคอไหมพรมสีน้ำเงินคลุมไว้แทบถึงปลายคาง เธอก้าวเท้าตรงเข้าสู่เตาเครื่องปั้นดินเผาฝั่งมุมห้อง สายตาเฉไปมองพู่กันและสี—ทุกอย่างยังคงเหมือนเมื่อวาน แม้แต่ความเงียบก็ยังเป็นเช่นเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มุกลดา ยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง เธอถอนใจพลางมองออกไปนอกกระจก เมืองนี้ในฤดูหนาวไม่เคยมีแสงอาทิตย์ยาวนานนัก มีเพียงหิมะละอองเล็ก ๆ ที่ลอยวนอยู่รอบกำแพงอิฐเก่า ทุกคนที่นี่ต่างคุ้นเคยกับความเย็น แต่ความเงียบที่อยู่ร่วมกับอากาศสีขาวนวลกลับสูบความสว่างของวันไปเสียหมด
อิงฟ้าเดินเข้าไปใกล้ ทว่าไม่กล้าทัก เธอเลือกกลับไปที่ผืนผ้าใบของตัวเองแทน พู่กันจุ่มสีม่วง แล้ววาดเส้นขนานยาวผ่านกลางผืนผ้าใบ เกล็ดหิมะละลายติดที่ขนตาของเธอ เด็กสาวรู้ว่ามุกลดายังหมางเมิน ไม่ใช่เพราะเรื่องเมื่อวาน แต่เพราะสิ่งที่หายไป
"เมื่อไหร่เธอจะพูดสักทีล่ะ อิงฟ้า" เสียงทุ้มต่ำของมุกลดาดังขึ้นพลางเหลือบมองหลัง "เรื่องของน้ำเพชรน่ะ เมื่อคืนเธอกลับมาคนสุดท้ายใช่ไหม"
อิงฟ้าชะงักมือ พู่กันค้างบนผ้าใบ เธอกลืนคำนิ่ง เงาสะท้อนของมุกลดาบนผืนผ้าใบพร่าเบลอ "แล้วถ้าฉันบอกว่าเราไม่ได้ทะเลาะกันล่ะ?"
มุกลดาหรี่ตา "เธอไม่มีทางไม่ได้ยินเสียงนั่น—เสียงกระจกแตกเมื่อคืน…น้ำเพชรหายไปได้ยังไงในเมื่อเธออยู่ในสตูดิโอเดียวกัน?"
ท่ามกลางความเงียบ อิงฟ้าพยายามไม่สบตากัน แต่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง เครื่องปั้นดินเผาของน้ำเพชรที่ยังปั้นไม่เสร็จตกอยู่กลางพื้น ผิวของมันร้าวเป็นเส้นเหมือนรอยยิ้มบิดเบี้ยวตั้งแต่เช้าแล้ว
ตลอดเช้าวันนั้น อาจารย์อรรณพเดินเข้ามาตรวจงานแต่ไม่ถามถึงน้ำเพชร สายตาเคร่งขรึมของเขากวาดมองรอบห้อง ก่อนไปหยุดที่รอยคราบน้ำบนพื้นข้างประตู อิงฟ้ารู้สึกถึงอะไรบางอย่างเย็นเฉียบไหลผ่านหลังมือ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด เหมือนความว่างเปล่าในอกเพิ่งกลืนกินชื่อของเพื่อนสนิทของเธอหายไปต่อหน้าต่อตา
"อิง—เมื่อคืนเธอกลับกี่โมงนะ?" เสียงของอาจารย์ยังนุ่ม ทว่าแฝงด้วยความกดดัน
อิงฟ้าพูดติดขัด "เกือบเที่ยงคืนค่ะ หนูปิดไฟแล้ว—ก็…ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงหิมะตก…"
ความเงียบหนาทึบซ้อนตัวขึ้น มุกลดาสะบัดหน้า ถอนใจแล้วกลับไปยืนริมหน้าต่าง ทิ้งระยะห่างที่เหมือนจะไม่เคยถูกเยียวยา อิงฟ้าจ้องผืนผ้าใบ สีม่วงที่ไหลเยิ้มเป็นรอยขนานสั่น ๆ เหมือนเธอกำลังสั่นเอง
"ถ้ามีอะไร…บอกได้นะอิงฟ้า" อาจารย์ว่าก่อนจะออกจากห้อง
เมื่อประตูปิดลง อิงฟ้าก็เหม่อลอยอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงลมหายใจดังข้างหู เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสะท้อนมาจากอีกโลกหนึ่ง "ด้วยเหรอ…เธอจะบอกใครเหรออิง…"
อิงฟ้าแทบหยุดหายใจ เธอหันขวับไป ไม่มีใครอยู่ด้านหลัง มีเพียงเงาวูบ ๆ บนพื้นห้อง สะท้อนรูปของเด็กสาวอีกคนหนึ่ง ใบหน้าคล้ายเพื่อนที่หายไปจนเกือบลืมหายใจ
ตกกลางคืน หิมะยังคงโปรย ตึกสตูดิโอศิลปะดับไฟเร็วในฤดูหนาว อิงฟ้าเดินออกจากห้องพักไปยังระเบียง ชั้นสองนั้นหิมะปกคลุมราวบันไดจนลื่น เธอมองลงไปยังลานด้านล่าง แสงไฟขาวหม่นจากเสาไฟเพียงดวงเดียวทิ้งเงายาวฉกรรจ์ ม่านหิมะปกปิดเงาตัวเองแทบมิด
"คิดถึงเหรอ" เสียงหนึ่งดังนุ่ม ๆ ขึ้นข้างตัว อิงฟ้าหันไป เจอภูริทัต เด็กหนุ่มผมดำจัดในเสื้อฮู้ดสีดำกับกระเป๋ากล้องสะพายข้าง เขาถ่ายภาพเมืองหิมะเป็นประจำ และชอบมาเงียบ ๆ ตอนคนอื่นนอนหลับ
อิงฟ้าไม่ตอบ จ้องมือของตัวเอง “นายเห็นน้ำเพชรบ้างไหม…เมื่อคืน?”
ภูริทัตนิ่ง ก่อนจะยกกล้องขึ้นเหมือนจะเปลี่ยนเรื่อง “บางทีเธอก็อยากหายไปสักพัก มันเป็นฤดูที่ดีสำหรับการหายไปนะ” เขายิ้มเศร้า ๆ “บางทีคนเราต้องหายไปเพื่อให้คนที่อยู่…คิดถึงมากพอจะอยากค้นหา”
อิงฟ้าส่ายหน้า “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก…เธอไม่ใช่คนแบบนั้น”
"แล้วทำไมน้ำเพชรต้องร้องไห้จนถึงเช้าวันนั้น?" ภูริทัตหันหน้ากลับมา เสียงของเขาแผ่วลงกว่าปกติ “เธอไม่เคยเห็นใช่ไหม ว่าในห้องเวิร์กช็อปมีแต่เสียงกระซิบ จริง ๆ แล้วมันคือน้ำตา”
สายตาของอิงฟ้าสั่น ขนตาเปียกขึ้นเล็กน้อย เธอเบือนหน้าหนี ริมฝีปากสั่น ลมหนาวกรูเข้ามาปะทะแก้มเธอจนแดงโรย
เมื่อหิมะตกหนาขึ้น ภูริทัตเอื้อมมือไปขยี้ผมอิงฟ้าเบา ๆ ก่อนเดินจากไป อิงฟ้ายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นนาน น้ำแข็งเกาะที่ขากรรไกร เธอได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง ใจกลางหิมะเวิ้งว้าง "กลัวอยู่เหรอ? หรือกลัวจะจำฉันไม่ได้แล้ว…"
รุ่งเช้า อิงฟ้าตื่นเพราะเสียงเคาะประตูรัว น้ำแข็งกรอบจับเป็นขอบด้านล่างของหน้าต่าง มุกลดาโผล่หน้ามา สีหน้าขุ่นมัว “มีคนเจอรอยเท้าใต้ระเบียงเมื่อคืน” เธอพูดเร็วเสียงแข็ง “ใครขึ้นไปบนนั้นกับเธอ?”
“ภูริทัต” อิงฟ้าตอบทันทีแบบไม่คิด ไหล่เธอห่อเล็กน้อย “แต่เราแค่คุย—ไม่ได้…”
มุกลดาเบือนหน้าหนี “เธอไม่กล้าพูดความจริงหรอกอิง มันไม่ใช่แค่น้ำเพชร คนที่อยู่–อยู่ไม่เป็น…ก็เหมือนไม่เคยมีตัวตน”
เสียงฝีเท้าของทุกคนในสตูดิโอวันนี้ดังหนักหน่วงขึ้นกว่าทุกวัน รอยน้ำบนพื้นที่ยังคงมี คราบจากรองเท้าบูทที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อิงฟ้าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่หนักอึ้ง เริ่มจากปลายนิ้วจนถึงหัวใจ ในเวลานั้นเอง เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าห้องเรียน ด้านหลังมีเงาของเด็กสาวอีกคนรูปหน้าเหมือนน้ำเพชรเปี๊ยบ ยืนทาบอยู่
ตกบ่าย วันนั้น มุกลดาคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ เธอพูดเสียงดังใส่เพื่อน ๆ หลายคนทำทีเหมือนไม่สนใจ ข่าวเรื่องการหายตัวไปของน้ำเพชรแทรกอยู่ตามคำพูดซุบซิบ ทุกคนดูเหมือนจะโทษว่าอิงฟ้าเห็นเหตุการณ์สุดท้าย แต่ไม่มีใครพูดตรง ๆ
ภูริทัตเดินมาหาอิงฟ้าตอนพัก เขาเลือกมานั่งข้าง ๆ ในความเงียบแล้วถามด้วยเสียงนุ่ม “จริง ๆ แล้ว—เธอชอบน้ำเพชรใช่ไหม?”
อิงฟ้ากระตุก ใบหน้าแดงระเรื่อ เธอนิ่งไปนาน “…แล้วถ้าชอบล่ะ?”
ภูริทัตผิวปากเบา ๆ “เธอขี้ขลาดเกินไปอิงฟ้า เธอไม่กล้าทั้งรัก ไม่กล้าบอก ไม่กล้าปกป้อง แล้วเธอจะเสียใจทำไม?”
อิงฟ้าคำรามเบา ๆ “นายไม่เข้าใจ”
ภูริทัตหัวเราะสั้น ๆ “…ฉันเข้าใจกว่าที่เธอคิด แต่ความจริงบางอย่างต้องมองจากเงา ไม่ใช่จากแสง”
ในคืนนั้นเอง อิงฟ้านอนไม่หลับ เธอคลำมือไปที่ผืนผ้าใบที่ซุกอยู่ข้างเตียง เส้นขนานสีม่วงเลอะคราบน้ำตา คนในห้องต่างก็ครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เคยอยู่ด้วยกัน—จนจู่ ๆ เสียงกระจกแตกร้าวก็ดังขึ้นตรงห้องข้างล่าง เธอลุกพรวดออกไปตามเสียง
ที่ใต้ดินของตึก ฝุ่นขาวคลุ้งพร่า อิงฟ้าเจอเงาร่างหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือด น้ำตาค้างแข็งรายขอบตา เธอจำได้ว่าคือเงาของน้ำเพชรที่ยืนอยู่ปลายบันได ร่างนั้นชี้นิ้วไปยังผนังที่มีรอยเลือดสีจาง ๆ เป็นรูปมือ
อิงฟ้าก้าวเข้าไป กลืนน้ำลาย ริมฝีปากซีดสั่น “ทำไม…? ทำไมเธอถึงอยู่ตรงนี้ น้ำเพชร?”
เสียงของน้ำเพชรดังก้องรอบห้องใต้ดิน “ความลับของเรามันปล่อยไว้ไม่ได้ อิง เธอลืมแล้วใช่ไหม ฉันเคยบอกว่าอย่าไว้ใจใครในฤดูหิมะ”