ลวดลายใต้ผนังเก่า
เสียงรองเท้าจากพื้นไม้แห้งกรอบดังสะท้อนขณะนิสิตสี่คนเดินเข้ามาในบ้านเก่าหลังหนึ่งซึ่งตั้งโดดเดี่ยวกลางทุ่ง เฉลิม เปิดสมุดจด พลางสำรวจประตูไม้กรอบแกรบ ช่วงบ่ายแก่ ๆ ฟ้าครึ้มจัด ทำสีกับเงาในห้องรับแขกดูคล้ายลอยซ้อนกันอย่างผิดธรรมชาติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สุธี หนุ่มร่างโปร่งพูดเสียงเบา “กลิ่นมันแปลก ๆ ว่ะ เหมือนกลิ่นฝุ่นเก่า…แต่มีอย่างอื่นด้วย”
อังศุมาลิน มองเพดานแล้วหรี่ตา “อย่าเพิ่งคิดอะไรเยอะ เรามาเก็บข้อมูล ถ่ายรูป ตีโมเดลแล้วรีบกลับ”
นิชา กอดแขนตัวเองแน่น “แต่พี่ดูที่ผนังนั่นสิ ทำไมลายไม้มันถึงเป็นวง ๆ เหมือนมีอะไรข้างใน”
เฉลิมขยับแว่น คาดการณ์ตามใจ “เป็นร่องรอยความชื้นหรือเปล่า บ้านนี้คนไม่ได้อยู่เป็นสิบปีแล้ว” พูดจบนัยน์ตาก็ยังไม่ละจากรอยลายประหลาดบนแผ่นไม้
แสงแดดเย็นร่วงลงมาตามช่องว่างของผนังกระดานเก่า เฉลิมและกลุ่มเริ่มกางแผนที่บ้าน ใต้รอยลวดลาย นิชาก้มดูใกล้ ๆ ปลายนิ้วสัมผัสกับรอยลึกขึ้นรูปเหมือนลายมือขูดไว้ เธอสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ มีลมเย็นวูบผ่านหลัง ทิ้งไว้แค่เสียงผิดปกติบางอย่างคล้ายเสียงฮัมในคอ
“ใครได้ยินเสียงไหม?” นิชาถามเบา ๆ
สุธีหัวเราะกลบเกลื่อน “อย่าเถอะน่า อย่าทำบรรยากาศ” แต่เสียงหัวเราะเขาฝืดเฝื่อน
ค่ำคืนมาถึงเร็วกว่าปกติ เมฆเทาอัดแน่นรอบบ้าน คนทั้งสี่ปูเสื่อ นั่งล้อมแฟ้มเอกสารบนพื้นไม้ในห้องกลาง อังศุมาลินหยิบกล้องขึ้นมาตรวจเช็คฟุตเทจก่อนนอน แต่เมื่อเปิดดูซ้ำถึงกับขนลุก ในเครื่องมีคลิปสั้น ๆ เพิ่มมา คลิปนั้นบันทึกมุมบ้านด้านหลังซึ่งไม่มีใครถ่าย
เสียงกุกกักจากเพดานตอนหลังเที่ยงคืนดังต่ำ ๆ เฉลิมลุกไปเปิดประตูหวังเช็คให้แน่ใจ เงาสะท้อนในกระจกเห็นเงารางของใครบางคนยืนอยู่ที่ปลายระเบียง ทั้งหมดรีบปิดประตูล็อก ราวกับความกลัวเริ่มทอขึ้นมาในแต่ละคนโดยไม่มีใครเอ่ยถึง
รุ่งเช้า สายฝนโปรย อังศุมาลินมองออกนอกหน้าต่างเห็นรอยรองเท้าเปียกน้ำชั้นล่างพาดผ่านลงไปยังห้องเก็บของที่ถูกปิดสนิทมาตลอด เธอสะกิดสุธี “เราควรไปดูกันไหม” สุธีกัดปากลังเลแต่สุดท้ายยอมไปด้วย
ห้องเก็บของเล็ก ๆ มีกล่องไม้ฝุ่นคลุมหนาแน่น เมื่อเคลื่อนกล่องออก เจอลวดลายประหลาดฝังอยู่บนช่องผนัง เป็นรูปทรงวนซ้อนคล้ายตรา พอแตะสัมผัสก็เกิดเสียงฮัมในคออีกครั้งแต่ว่าใกล้ขึ้น เหงื่อเย็นผุดเต็มหลังทั้งสองคน
เฉลิมกับนิชายืนรอด้านนอก เฉลิมหลบสายตาไม่กล้าสบตานิชา ทั้งคู่นั่งเงียบ บางครั้งได้ยินเสียงกระซิบเเว่วเบาเหมือนเด็ก ๆ เล่นกันอยู่หลังผนัง ทั้งที่ทั้งบ้านว่างเปล่า
ค่ำนั้น นิชานั่งเฝ้าลวดลายนั้น เธอเริ่มจินตนาการว่ามีตาสีดำขุ่นมองออกมาจากช่องตกแต่งไม้ สุธียืนพิงผนัง มือกำไฟฉายสั่น ๆ พลางเอ่ยเบา ๆ “เราควรกลับพรุ่งนี้เช้าไหม เหมือนบ้านหลังนี้ไม่อยากให้เรามากวนนาน”
“แล้วข้อมูลวิทยานิพนธ์ของฉันล่ะ มันคืออนาคต” อังศุมาลินตอบอย่างตึงเครียด “เราต้องสำรวจชั้นสองให้ครบก่อน”
กลางดึก หนังตาของสุธีหนักหน่วง เขาเผลอหลับไปแล้วสะดุ้งตื่นเพราะฝันเห็นเด็กผู้หญิงนั่งร้องไห้ตรงปลายเตียง พอลืมตาจริง ๆ กลับเห็นเงาดำวูบหนึ่งหายไปตรงบันได เมื่อเดินตามลงไป ก็พบเฉลิมนั่งนิ่งที่บันได มือสองข้างกุมศีรษะ ตัวสั่นเทา
“นายเป็นอะไร” สุธีเอ่ยเสียงเบา เฉลิมไม่ตอบ มองนิ่งไปยังปลายทางเดินที่มืดสนิท นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนแปลก
เช้าอีกวัน ฝนยังไม่หยุดตก ขณะอังศุมาลินค้นบานแผงไม้ เธอเจอลิ้นชักซ่อน ที่เก็บสมุดบันทึกเก่า สันปกขึ้นราเปิดออกได้คำเดียว “คืนแรม” ทุกหน้าจารึกเป็นภาษาไทยลายมือหวัด กระจัดกระจาย เล่าเรื่องราวครอบครัวเจ้าของบ้าน ผู้เป็นแม่ขังลูกสาวไว้บนห้องใต้หลังคาโดยไม่บอกใคร เพราะเด็กหญิงมีนิสัยประหลาด ชอบวาดสัญลักษณ์ลวดลายวนซ้ำที่ผนังและพูดคนเดียว
นิชายื่นหน้าเข้ามาช่วยอ่าน เธอเอ่ยเสียงแผ่ว “มีคนขังใครไว้ที่นี่จริงหรือ…มันถึงได้มีเสียงเด็ก ๆ ในบ้าน”
อังศุมาลินส่ายหน้าไม่อยากเชื่อ แต่ในส่วนท้ายของสมุดมีรอยขีดข่วนคล้ายลายวนซ้ำที่เห็นบนผนังต่อเนื่องกันตลอด “บางที…อาจมีใครไม่เคยออกจากห้องนี้จริง ๆ” เธอกระซิบ
คืนนั้น กลุ่มนิสิตตัดสินใจเข้าไปสำรวจห้องใต้หลังคา พอเปิดบานประตูเก่า ชิ้นไม้ตกหล่นและลมหายใจเย็นเฉียบ ทุกอย่างเงียบมากจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น เพียงแต่ประตูปิดเองทันทีทันใด ทุกคนขังอยู่ในห้องนั้น
ห้องเล็กอับสะท้อนเสียงกระซิบคล้ายเด็กหญิงเต็มไปหมด เพดานและผนังมีลายวนซ้อนจนมองแล้วเวียนหัว อังศุมาลินปลดล็อกไฟฉายแต่ไฟดับ เพียงเงาเงียบ ๆ เคลื่อนผ่านหลังนิชา มือเย็นเยียบแตะต้นคอ นิชาร้องเบา ๆ
สุธีพยายามผลักประตูออกแต่แน่นหนา ในขณะที่ทุกคนเคลื่อนจนไปเจอกำแพงไม้บางจุดที่เหมือนบางอย่างกำลังดันออกมาจากด้านใน เหมือนกำลังจะถูกดึงเข้าไปในผนัง นิชากรีดร้องสุดเสียง อังศุมาลินคว้าแขนเธอไว้ทัน “อย่ามอง อย่ามองที่ลายนั้น…” เสียงกระซิบในห้องขยายดังขึ้นจนเหมือนโอบล้อมทั้งสี่ด้าน
ทันใด เฉลิมตัดสินใจคว้าสมุดบันทึกแล้วขว้างเข้าไปกลางวงลายวน เสียงร้องแหลมดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเงาและเสียงทั้งห้องจะเงียบสงัด
สายวันถัดมา ประตูห้องใต้หลังคาเปิดเหมือนไม่เคยติดขัด ทุกคนออกมาด้วยสภาพทรุดโทรมแต่ต่างมีร่องรอยลายวงซ้อนเล็ก ๆ ฝังอยู่ที่ฝ่ามือแต่ละคน พวกเขาไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีกจนออกจากบ้านมาถึงถนนสายใหญ่ เสียงฮัมในคอเงียบหายทันทีที่ก้าวเลยชายคาบ้าน
แต่หลังจากนั้น ทุกคืนที่พวกเขาหลับ ทุกคนต่างกลับไปยืนในห้องใต้หลังคาในความฝัน เงาจาง ๆ ของเด็กหญิงยังคงเฝ้าดูจากช่องผนัง แผ่วเสียงฮัมยังไม่จากไปไหน