ฝันกลางเหมืองไฟ
เสียงฟ้าร้องกระหึ่มกึกก้องไปทั่วเมืองแร่กึ่งร้างกลางภูเขา ต้นสนลู่ลมพรึ่บพรั่บข้างทาง ถนนสายเดิมถูกปกคลุมด้วยโคลนฝน มีเพียงแสงไฟจากกระท่อมไม้หน้าทางเข้าทางเหมืองเก่าที่วูบวาบอยู่ในความมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในเพิงรถเก่า ทรงพล วัย 17 ผู้มีใบหน้าเปื้อนฝุ่นจากเหมือง นั่งนิ่งมองฝนสาดลงหลังคาเหล็ก ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด ก้อง วัย 18 ปี เด็กหนุ่มผมยาวสีนิล พิงหน้าต่าง คาบบุหรี่ ทำหน้าเป็นต่อไม่เป็นต่อ “เฮ้ย ฝนแบบนี้คืนนี้เหมืองมันจะไม่กลบพวกเราหรอกเหรอวะ” ก้องกระเซ้ากวน
สิริ วัย 16 สวมแจ๊กเก็ตเฟลนแนลเก่าๆ เอี้ยวตัวมองเขา ดวงตาคู่นั้นแข็งกร้าวแต่แฝงความแหยงกลัว “เข้าไปแค่ฝั่งตื้นๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า หรือก้องกลัว?” สิริกระตุกยิ้มเยาะเล็กน้อย
“พูดเหมือนไม่เคยมีใครหายไปในเหมืองนี้” วรุตม์ เพื่อนร่างท้วม นั่งกัดเล็บ ซุกมือในเสื้อหนาว เขามักพูดเสียงเบาแต่คำพูดมีน้ำหนัก ทุกคนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
ไฟฉายสั่นระริกในมือทรงพล พลางถอนหายใจ ยื่นตะกร้าขนมให้เพื่อน “รีบเข้า รีบออก ไม่ต้องพิสูจน์ความกล้าหรอกน่ะ เอาจริง…” เสียงเขาแผ่วหล่น
ก้องหัวเราะ พลางคว้ากระเป๋าเป้ “หวังว่าจะเจอแค่เศษแร่ ไม่ใช่ผี”
ลมเย็นตีกระท่อมจนประตูแง้มเปรี๊ยะ ทุกคนหยุดนิ่ง ประตูเปิดเอง? ทรงพลลุกขึ้นคว้าไฟฉาย ถือไม้หน้าสาม “ใครอยู่ข้างนอก?”
คำตอบมีเพียงเสียงหายใจหนักๆ ของเป้า สุนัขจรจัดที่ทรงพลเก็บมาเลี้ยง เป้าวิ่งเข้ามาคลอเคลียขามอมแมม สิริก้มมอง พลางส่ายหน้ากับความขี้ขลาดของตนเองที่สะดุ้งกลัวหมาด้วยซ้ำ
เพียงสิบนาที ทุกคนรวบรวมความกล้า เดินฝ่าฝนเข้าสู่เหมืองร้าง เหล็กดัดสนิมขึ้นเขียวเกาะประตูทางเข้าเย็นยะเยือก เงาร่างสะท้อนในน้ำฝนเหมือนเป็นคนอื่นรอทักทาย
ทันทีที่เข้าสู่ความมืดใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของหินเก่าแก่ กับเสียงหยดน้ำแผ่วดังในอุโมงค์ต้อนรับ “ระวังนะ เมื่อห้าปีก่อนพ่อฉันกับคนงานสิบกว่าคนต้องติดอยู่นี่คืนหนึ่งเต็มๆ” วรุตม์เอ่ยค่อยๆ ในขณะที่สิริเบือนหน้าหนีความทรงจำร้ายจากอดีต
ไฟฉายฝอยแสงบนผนังหิน รอยขูดเป็นทางยาวชวนให้ขนลุก สิริตรึงใจหยุดฝีเท้า มองดูเครื่องหมายเหมือนสัญลักษณ์บางอย่าง “เคยเห็นรอยนี้มั้ย?”
ก้องเดินมาใกล้ กระซิบ “อย่าเพิ่งติสต์ สัญลักษณ์ไร้สาระนั่นมันรอยเจ้าหน้าที่สำรวจน่า”
เสียงขลุกขลักแล่นตามมาแต่ไกล วรุตม์ผวาหันขวับ “มีใครเดินตามหรือเปล่า” ทุกคนกลั้นหายใจ เป้าเห่าคำรามเตือนไปด้านมืดของอุโมงค์ แต่ไม่มีใครกล้าย้อนกลับ
ท่ามกลางฝนกระหน่ำด้านนอก เหมืองดูเหมือนจะรั้งกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปในอ้อมอกของความไม่รู้ พวกเขาเดินลึกเข้าไป ไฟฉายในมือสิริชี้ไปข้างหน้า แสงส่องสะท้อนกับบางสิ่งบนผนังหิน บางอย่างคล้ายเม็ดโลหะเรืองแสงจางๆ
“พล! มานี่ ดูนี่สิ” สิริเสียงสั่น ทรงพลเดินเข้ามา มองอย่างสงสัย “มันอะไรกัน?”
ทันใดนั้น แสงวาบสีฟ้าควั่นบนผนังราวฟ้าผ่า วรุตม์ถอยหลังจนสะดุดหินล้ม เป้าเห่าเสียงลั่น ก้องตะโกน “ออกไป!”
แต่ทุกคนกลับเคลื่อนไหวช้าลง ร่างกายเหมือนถูกฉุดรั้ง เจ้าสิ่งเรืองแสงขยายขึ้นเป็นรูปเงาเลือนจาง หลายเงายืนขวางทางออกเหมือนฝังรากอยู่ในเหมืองนี้
ทรงพลหอบหายใจ เสียงหัวใจเต้นแรงจนได้ยินในความเงียบ ทุกคนยืนอึ้งไม่ไหวติง สิริเบนหน้าหนี น้ำตาคลอเล็กน้อย “พ่อฉัน…เขาหายเข้าไปในคืนนี้เหมือนกัน”
แล้วเสียงผู้ชายแก่กระซิบแผ่วในเงามืด “สัญญาจะไม่ทิ้งกัน…แต่พวกแกไม่ฟัง…”
ก้องกลืนน้ำลาย เดินดุ่มเข้าหาเงา ทรงพลคว้ามือเขาไว้ “ไปไหน!” ก้องกระซิบเบาแต่เด็ดขาด “ฉันต้องเห็นกับตา เราจะไม่ทิ้งกัน ใช่มั้ย” สิริมองเขา สะอื้นปนรอยขมขื่นที่ซ่อนมานาน “บางทีเราต้องกล้าพอจะยืนข้างความกลัว”
แสงวาบสีฟ้าเรืองขึ้นจนแสบตา ภาพอดีตปรากฎตรงหน้าทีละคน – สิริตวาดลายมือพ่อบนผนัง, ทรงพลติดอยู่ในซอกแคบกับน้องชายเมื่อนานมาแล้ว, ก้องปะทะกับพ่อเมา, วรุตม์เฝ้าดูแม่ล้มป่วยโดยช่วยอะไรไม่ได้ ทุกบาดแผลเผยใจกลางของแต่ละคนตรงหน้าเงา
“เราต้องกลับไป…เราต้องยอมรับทุกอย่าง” วรุตม์กระซิบ พวกเขากอดกันไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริก เป้าเห่ากระหึ่ม ลูกไฟสุดท้ายวาบสาดจนรู้สึกเหมือนถูกยกตัวสูงเหนือพื้น ทุกอย่างเงียบสนิท
เมื่อแสงหรี่ลง เหมืองกลับมาเงียบอีกครั้ง พวกเขาพบว่าประตูทางออกอยู่ในสายตา ก้องหัวเราะทั้งน้ำตาอย่างโล่งอก “เรายังอยู่ ครบ”
สิริหันไปหาเป้า จับมันกอดไว้แน่น “เราไม่ใช่คนเดิมที่เดินเข้ามาหรอกนะ”
ฝนหยุดโปรย รายละเอียดในเมืองเปลี่ยนไปเล็กน้อย รอยสัญลักษณ์เดิมบนผนังเหมืองเลือนหาย ทรงพลเอื้อมมือแตะรอยนั้น ถอนใจ “บางสิ่งไม่จำเป็นต้องมองเห็นด้วยตาเปล่าถึงจะเข้าใจว่ามีอยู่”
วรุตม์ยิ้มแหย มองเพื่อนแต่ละคนที่แลกบาดแผลภายในออกมาเผชิญหน้ากันตรงๆ “ขอบใจ…พวกนาย”
เสียงสัญญาณไกลๆ ของรถไฟหวนคืนสู่เมืองเงียบ กลุ่มเพื่อนนั่งใต้ต้นสน สายลมพัดโชยโชคชะตาใหม่เข้ามา
เป้าเห่าขึ้นเป็นสัญญาณปิดม่านเรื่องราว เด็กหนุ่มสาวทั้งสี่หันหน้าหากัน ตกลงเงียบๆ ว่าจะไม่พูดถึงบางเหตุการณ์อีก แต่แววตาต่างเปลี่ยนไป เติบโตขึ้น ทิ้งร่องรอยความกลัวไว้ในคืนฝนพรำที่เหมืองไฟ