พร่ำเพ้อในหอพักหมายเลขสิบเจ็ด
เสียงแหลมของกาน้ำร้อนที่ห้องครัวส่วนกลางดังแทรกซ้อนเสียงขำกลิ้งของสามสาวในหอพักหมายเลขสิบเจ็ดช่วงหัวค่ำ ปริมกวาดช้อนในถ้วยบะหมี่ด้วยแรงที่มือสั่น พยายามกลบเกลื่อนความตึงเครียดที่แผ่วบางลอยเคียงแขวนอยู่ในอากาศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไอ้อ้อยนี่ ทำไมวันนี้ไม่กินกับพวกเรา?” เบญ พูดขณะถือถุงขนมปัง เดินวนรอบๆ ปริม กิ๊บติดผมลายการ์ตูนที่มุมผมแกว่งไปมา เธอสบตาเพื่อนที่นั่งจมกับความคิด ไม่ยักยิ้ม พอจับพิรุธได้
ปริมชะงักก่อนจะพยายามฝืนยิ้ม “วันนี้มันไปติวกับรุ่นพี่น่ะมั้ง เครียดเกรดตก” ช้อนบะหมี่หย่อนลงถ้วยก่อนที่เสียงสายลมหวิวจะลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างเก่า ๆ กระจกสะท้อนเงายับย่นของทุกคนในห้องครัวซ่อมเอง
เอื้อ นักศึกษาสาวผมสั้นขลับ ริมฝีปากบวมเจ่อจากการกัดเล็บ ยื่นมือไปหยิบมือถือแล้วหรี่เสียงพอได้ยินเงานักศึกษาปริศนาเดินผ่านทางเดินยาวหน้าประตูห้อง “ช่วงนี้มีข่าวว่ามีคนเจออะไรแปลก ๆ แถวฟลอร์เจ็ด” เอื้อว่าเสียงเบา
เบญหัวเราะ ทำหน้าทะเล้น “ถ้าเป็นผี ขอให้หล่อเหมือนกัปตันทีมบาสเถอะ ฉันจะไม่กลัวเลย”
ปริมไม่ยิ้ม ตาเธอยังไม่ละจากเงากระจก “มึงว่า… ปีที่แล้วที่พวกเขาบอกว่าหายตัวไป เป็นความจริงมั้ย?” เงียบ ทุกสิ่งหยุดกึก หยดน้ำในกาน้ำยังดูไหลช้าลง
เอื้อเหลือบมองปริมด้วยสายตาวูบวาบ “จริงไม่จริง… ก็ต้องมีคนรู้สินะ” น้ำเสียงนั้นเหมือนซ่อนอะไรไว้มากกว่าแค่ความกลัว
ประตูห้องครัวถูกผลักเปิด แสงไฟในทางเดินสั่นไหว หญิงสาวแปลกหน้าผมเปียเปียะเดินย่องผ่านไป พวกเขาลอบเหลียวมองด้วยสายตาระแวง
คืนนั้น ห้องพักขนาดกะทัดรัดที่หมายเลข 1703 เงียบผิดปกติ ปริมเดินทิ้งตัวลงบนเตียง หญิงสาวมองใบหน้าตัวเองในกระจกแตก “มึงยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหม?” เธอกระซิบ ไม่มีคำตอบ มีแต่ลมหายใจแผ่วเบา…ที่ไม่ใช่ของเธอเอง
เสียงโทรศัพท์สั่นข้างหมอน เบญส่งข้อความอวดว่าวันนี้มีคนเห็น “เงาวูบ” ตรงบันไดหนีไฟ ปริมกลั้นใจไม่กล้าตอบกลับ หัวใจเต้นระส่ำ ภาพความหลังเมื่อปีที่แล้ว—วันที่ “วาด” เพื่อนร่วมหอคนหนึ่งหายไปกลางดึก—แล่นกลับมา
คืนนั้นเบญมานอนด้วยเพราะกลัว ทั้งสองนอนฟังเสียงลมหอน พูดคุยสั้น ๆ เบญกลัว ผี? หรือกลัวความจริง? ปริมไม่กล้าถาม “มึงว่าถ้ามีวิญญาณจริงๆ… เขาอยากให้เรารู้อะไร?” เบญไม่ตอบ เธอแค่จับมือปริมแน่นกว่าเดิม
เอื้อนั่งเก็บหนังสือในห้องสมุดยามดึก เธอสังเกตหน้าต่างเก่าแผงหนึ่งสั่นโดยไม่มีลม แล้วมีเงาวูบผ่าน สายตาเอื้อแอบกังวล เธอหันรีหันขวางทำทีว่าไม่สนใจ จากนั้นรีบจดโน้ตบางอย่างใส่สมุดลับของตัวเอง
ปริมเช้าตรู่ ยืนล้างหน้าในห้องน้ำรวม ตาเธอชำเลืองกระจก เงาสะท้อนตรงนั้นไม่เหมือนมุมตัวเองเลยสักนิด เสียงขูดเบา ๆ ราวกับเล็บคนกรีดผ่านกระจก เธอสะดุ้ง กลั้นหายใจ และรีบออกไปทันที
ที่โต๊ะอาหาร เอื้อบ่นเรื่องเรียน เสียงของเธอขาดห้วง เบญยิ้มแสร้ง สนใจแต่เมนูอาหาร ปริมสังเกตความตึงเครียดล่องหน “เมื่อคืนมึงไม่เจออะไรเลยเหรอ?” ปริมถาม เอื้อส่ายหน้า “กูก็เห็นแต่เงาตัวเอง” เอื้อกัดเล็บ เธอพูดติดขัดเล็กน้อย
วันคืนเหมือนเดินวนซ้ำ ช่วงดึกทุกคืนปริมเดินไปดูป้ายชื่อหน้าห้อง “วาด” ที่ยังไม่มีใครกล้ามาแตะต้อง เธอค่อย ๆ เอื้อมมือ แตะเบา ๆ ราวกับกลัวจะปลุกบางอย่างขึ้นมา
เอื้อตัดสินใจค้นตู้หนังสือเก่าชั้นล่างสุดในห้องสมุด เธอพบแฟ้มกระดาษสีซีดบรรจุบันทึกเหตุการณ์ในหอพักย้อนหลังหลายปี ในแฟ้มมีรายชื่อคนที่เคยหายตัวไป—ไม่ใช่แค่ “วาด” แต่ยังมีอีกหลายชื่อที่ไม่มีข้อมูลต่อ
เบญ เดินลงบันไดเมื่อดึกมาก ฝีเท้าเธอหยุดลงตรงชั้นเจ็ด ทันใดนั้นไฟทางเดินดับพรึบ เสียงอะไรบางอย่างกระแทกผนัง เธอกลั้นหายใจแน่น เสียงฝีเท้าอีกคู่ลาดผ่าน เบญรีบปีนขึ้นชั้นแปดพลางโทรศัพท์หาปริมด้วยมือสั่นเทา
ปริมรีบเดินออกมาหน้าห้อง “เกิดอะไร?”
“เหมือนมีใครเดินตาม…” เบญกระซิบ พลางพิงตู้จดหมาย เสียงฝีเท้านั้นยังไม่หยุด เอื้อปรากฏตัวพร้อมมือถือ เจอทั้งสองหน้าห้อง “มึง… พวกเราต้องคุยกันจริงจังแล้ว” เอื้อพูดเสียงเบาหวิว
วงสนทนายามดึกในห้อง 1703 จึงอุบัติ เบญอดใจไม่ไหว สะอื้นเบาๆ “กูเคยเห็นวาดวันสุดท้ายนะ กูเห็นมันเดินไปร้องไห้ที่ห้องเก็บของ กูไม่กล้าตามเพราะทะเลาะกัน” เบญเอาตัวซุกในแขน ขณะที่ปริมเม้มปากแน่น
“แล้ว…กูก็ไม่กล้าพูดความจริงกับใครเลย” เบญเสียงสั่น พูดตะกุกตะกัก เอื้อกุมมือเบญช้าๆ คำพูดเอื้ออึดอัดจนต้องกล้ำกลืน: “กูก็รู้อะไรมากกว่าที่บอก…”
ปริมลุกขึ้นยืน หันมองสองเพื่อน ใจหล่นวาบ “ถ้ามึงรู้อะไร ต้องพูดวันนี้”
เอื้อเปิดสมุดลับ ในเล่มมีโน้ตสั้นๆ “ถ้ามีใครแอบซ่อนอยู่ที่นี่มาตลอดล่ะ?” เธอชี้ภาพถ่ายเก่าสามใบ มีเงาตะคุ่มเพิ่มขึ้นมาทุกรอบปี ผนังห้องทยอยแตกลายงาเหมือนย้ำเตือนว่า ทุกอย่างที่ไม่เคยพูด ถึงเวลาต้องพูดแล้ว
คำถามใหญ่กลายเป็นแรงกดดัน ทุกคนกดดันจนเกือบลืมหายใจ คืนถัดไป ทั้งสามตัดสินใจเดินสำรวจพื้นที่ต้องห้ามของหอพัก ตรงห้องเก็บของชั้นเจ็ด—บานประตูเหล็กเก่าๆ เริ่มส่งเสียงจิ๊บ หากลองใกล้เข้าไปจะได้กลิ่นลึกลับคลุ้งอยู่
เอื้อเป็นคนเปิดประตูก่อนด้วยมือสั่น ภายในห้องมีเสื้อผ้าและของใช้เก่า ๆ จำนวนหนึ่ง มีโน้ตสั้นเขียนด้วยปากกา “ขอโทษ ฉันทำดีที่สุดแล้ว” ปริมใจหล่น มือเธอสั่น มองเบญที่หายใจถี่เร็ว—ความกลัวกับความผิดเก่าปะทะกันในอากาศ
เอื้อมานั่งพิงผนัง “บางทีมันไม่ได้มีผี แต่อะไรบางอย่างในใจเราต่างหาก…” เธอกระซิบ ผนังเย็นเฉียบ ปริมปล่อยโฮ มือกำโน้ตแน่น
“พวกเราละเลยวาด ทั้งที่รู้ว่ามันร้องขอความช่วยเหลือ” ปริมพูดประโยคแรกที่เธอกล้าเผชิญความจริง เบญสะอื้นเสียงดัง ในความเงียบ หอพักคล้ายขยายอ้อมแขนมาโอบกอด และขู่เข็ญในเวลาเดียวกัน
ผ่านคืนนั้น ทุกคนเริ่มแบ่งปันเรื่องราวในอดีต รอยแผล รอยกลัว และความผิดที่ไม่กล้าอภัยตัวเอง ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากความกลัวเป็นความเข้าใจ ปริมสัญญาในใจว่าจะไม่ทอดทิ้งใครอีก แม้บางคำขอโทษอาจสายไปสำหรับวาด แต่เธอกล้าพูดออกมาในที่สุด
ปลายภาคเรียน เสียงหัวเราะแว่วกังวานในหอพักหมายเลขสิบเจ็ดกลายเป็นสัญญาณของการเติบโต เบญกับเอื้อเรียนรู้ให้อภัยตัวเองและกัน ปริมกลั้นใจจ้องหน้ากระจกเก่า ๆ อีกครั้ง เงาสะท้อนในกระจกแตกเปลี่ยนจากเถาวัลย์ข้องเกี่ยวเป็นใบหน้าใหม่ซึ่งสงบขึ้น
ค่ำนั้น ก่อนออกจากห้อง 1703 ปริมเอื้อมมือปาดหยดน้ำตาที่แก้ม ถอนหายใจยาวช้า แล้วเดินออกจากห้องอย่างกล้าหาญยิ่งกว่าทุกคืนที่ผ่านมา