ผู้กำกับจำเป็นของโรงละครเก่า
เสียงมือถือสั่นกลางห้องเช่าขนาดเล็ก กลิ่นกาแฟสำเร็จรูปยังคงลอยอยู่บนโต๊ะ ข้าวของวางกระจัดกระจาย ภามนอนคว่ำหน้าบนเตียง ตาเขายังบวมจากการนอนดึกเพื่อส่งงานวิชาโฆษณา แต่วันนี้เป็นเช้าที่ไม่เหมือนเช้าอื่น ๆ เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงที่ทำให้เขารู้สึกหัวใจพองโตและยากจะปฏิเสธ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ภาม! ตื่น! นายตื่นแล้วเหรอเนี่ย” เสียงโซล เพื่อนสาวที่เป็นรูมเมท และเป็นคนที่พูดตรงเหมือนป้าข้างบ้าน บิดผมสั้น ๆ ของเขาอย่างไม่ปราณี
“อือ…” ภามผลักผ้าห่มออกมา คราบกาแฟบนเสื้อยืดทำให้เขาดูเหมือนมหาวิทยาลัยเดินได้
“มีจดหมายจากชมรมศิลปะการแสดงของมหา’ลัยด้วย!” โซลส่งซองสีขาวให้ ภามมองซองด้วยความไม่แน่ใจ “อ่อ… อีกแล้วเหรอ เหมือนเขาส่งจดหมายผิดมานานสองปี”
“ไม่ใช่จดหมายธรรมดา” โซลทำหน้าเครียด “เขียนมาว่า ‘เรียนตัวแทนชมรมศิลปะการแสดง’ แล้วก็มีบรรทัดต่อไปว่า ‘ขอเชิญบุคคลผู้เป็นตัวแทนของชมรม มารับฟังแผนการซ่อมบูรณะอาคารโรงละครเก่า'”
ภามขมวดคิ้ว “ชมรมศิลปะการแสดง? เรามีชมรมที่ชื่ออย่างงั้นเหรอ”
“ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ ตอนที่นายทำโปสเตอร์งานวิชาวาดรูปกับชื่อ ‘ภาม’ ใครก็จำได้ นายชอบให้คนจำได้ใช่ไหม?” โซลต่อยไหล่เขาเบา ๆ
ภามหัวเราะขม ๆ “ฉันแค่…” เขาหยุดไป ช่วงเวลาที่แปลกประหลาดวนกลับมา เขาจำได้ว่าปีหนึ่งนั้น เขาเคยถูกเพื่อนพ้องเข้าใจผิดว่าคือหัวหน้าชมรมหนังสั้น เพราะมีคนเห็นเขาถือกล้องและพูดคำว่า ‘ได้’ กับใครต่อใคร จนเรื่องถูกพูดต่อแล้วกลายเป็นความจริง
“จริง ๆ แล้วฉันไม่ใช่ตัวแทนอะไรทั้งนั้น” ภามบอก แต่เสียงของเขาแผ่วลง “ฉันแค่…ชอบให้คนไม่ผิดหวัง”
โซลนั่งลงข้างเตียง “นั่นสินะ นายไม่เคยปฏิเสธใครเลยใช่ไหม”
ภามหลุบตา “ก็…เกือบจะไม่เคย”
โซลทำหน้าโล่งใจแปลก ๆ “งั้นก็ง่ายเลย นายไปเถอะ รับฟัง แล้วค่อยพูดว่าไม่เอาก็ได้”
ภามยักไหล่ “ฉันพูดว่าไม่เอาไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน”
เมื่อไปถึงหอประชุมเก่า เสียงบรรยากาศชวนให้นึกถึงโรงละครในหนังเก่า ๆ ผนังแตกร้าวและม่านสีแดงที่ซีดจางลง ภายในเต็มไปด้วยตัวแทนนิสิตจากหลายชมรม ประธานกิจการนักศึกษายืนกุมเอกสาร และมีชายวัยกลางคนสวมแว่นหนาเป็นตัวแทนมูลนิธิที่จะตรวจเยี่ยม
“ขอบคุณทุกคนที่มา” ประธานกิจการพูดชัดถ้อยชัดคำ “เราต้องการตัวแทนชมรมศิลปะการแสดงมาร่วมวางแผนการใช้พื้นที่ และมูลนิธิมีงบประมาณสำหรับการปรับปรุง เราจึงเปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็น”
ใครบางคนถามว่า “แล้วตัวแทนชมรมที่แท้จริงล่ะครับ”
บรรยากาศเงียบลง ก่อนมีเสียงหนึ่งดังมาจากมุมห้อง “ผมเป็นตัวแทนครับ” ภามยืนงง ๆ เขาเองก็ประหลาดใจกับการลุกขึ้นของตัวเอง มือสั่นเล็กน้อยแต่เสียงกลับชัดเจน “ผมภามครับ… ตัวแทน…เอ่อ…ของ…ชมรม…ศิลปะการแสดงครับ”
ทุกสายตาหันมาทางเขา มีคนยิ้ม มีคนพยักหน้า ประธานกิจการยื่นไมโครโฟนให้ เขาเห็นโอกาสที่จะไม่ทำให้ใครผิดหวังและ…พูดคำว่า ‘ได้’ ออกมาโดยอัตโนมัติ
“ถ้าทางมูลนิธิจะพูดคุยเรื่องงบประมาณ ผม…รับหน้าที่นี้เองได้ครับ” เขาพูดแล้วลมหายใจหายไป “ผมรับผิดชอบได้”
เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้น แต่ภามกลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินลงไปในอุโมงค์ที่ไม่เห็นปลายทาง
หลังจบการประชุม ประธานกิจการจับมือภามอย่างจริงใจ “ขอบคุณนะภาม นายจะเป็นตัวแทนที่ดี”
ภามยิ้ม แต่หัวในใจของเขากำลังวุ่นวาย ปรารถนาเดียวคือไม่ให้ใครผิดหวัง แต่เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องการบริหารโรงละคร ไม่ได้มีความสามารถด้านเวที และที่สำคัญคือไม่มีสมาชิกชมรมศิลปะการแสดงจริง ๆ
บนทางกลับ โซลถามอย่างตรงไปตรงมา “นายคิดว่าจะทำอะไรต่อ?”
ภามขมวดคิ้ว หยุดเดิน “เอาจริง ๆ ฉันก็ไม่รู้”
โซลมองหน้าเขา แล้วก็ยิ้มแบบผู้ที่เตรียมแผนการจวนประหลาด “งั้นก็ต้องหาชมรมให้ได้สิ”
ภามงง “ชมรม?”
“ใช่ น้อง! เราจะตั้ง ‘ชมรมศิลปะการแสดง’ ขึ้นมาจริง ๆ เลย” โซลพูดแบบว่าคิดแล้วชอบใจตัวเองมาก “มีอะไรดีกว่าการโกหกเล็ก ๆ แล้วมาตามล้างตามเช็ดกันด้วยชมรมจริง ๆ?”
ภามหัวเราะแห้ง “นี่มันบ้าเกินไปแล้ว”
แต่โซลจับแขนเขาแน่น “ถ้าไม่ทำ นายจะต้องปิดเรื่องไว้ตลอดไป และคนอื่นจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้วนายก็แค่อยากช่วย”
ภามมองเพดานรถเมล์ เขาเห็นภาพตัวเองในมุมที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วเขาชอบการวาดภาพและถ่ายวิดีโอไม่ใช่การจัดงบประมาณ แต่คำว่า ‘ไม่’ ยังไม่เคยหลุดจากปากเขาอย่างเป็นรูปธรรม
“โซล…ถ้าเราทำ…แล้วถ้าเราไม่สำเร็จล่ะ”
โซลหัวเราะจนตาเป็นประกาย “แล้วจะมีอะไรสนุกกว่านี้อีกล่ะ”
นั่นคือจุดเริ่มต้น ชมรมศิลปะการแสดงของมหาวิทยาลัยที่เกิดจากความไม่กล้าปฏิเสธ การตั้งชื่อ การออกแบบโปสเตอร์ที่ครึ่งหนึ่งคือภาพภามกำลังยิ้ม เขาเริ่มเชิญเพื่อน ๆ จากคณะต่าง ๆ มาช่วย: เต้ย นักศึกษาแผนกวิศวกรรมที่ชอบทำไฟสวย ๆ แต่พูดน้อย, มะลิ สาวนิเทศศาสตร์เสียงดังและจริงจัง, เจิด เจ้าของเสียงตลกที่มักเล่นมุกทางวาจา, และชิน นักศึกษาดนตรีที่เงียบขรึมแต่ชำนาญพาทีกับเครื่องดนตรีโบราณ
การประชุมครั้งแรกเป็นเหมือนละครประสาทคน: ทุกคนพูดถึงความฝัน การออกแบบเวที และความเป็นไปได้ที่ไม่มีใครรับผิดชอบจริงจัง
“งบที่มูลนิธิให้มีจำนวนหนึ่ง แต่เงื่อนไขคือ ต้องมีแผนชัดเจนและการแสดงทดลอง” มะลิบอกพร้อมจดบันทึก “เราต้องคิดธีม ต้องมีการประชาสัมพันธ์ ต้องการตัวชี้วัด ไม่เช่นนั้นอาจถูกตัดสิทธิ์”
เต้ยมองแบบสงสัย “เราไม่มีใครเป็นสถาปนิกเวทีจริง ๆ นะ”
เจิดยักไหล่ “ไม่ต้องห่วง ถ้ามีเรื่องสนุก เราสามารถทำมุกแทนโครงสร้างได้”
ภามยิ้มแห้ง “ฉันคิดว่า…เราควรหาวิธีทำให้คนนึกถึง ‘โรงละครเก่า’ แต่ในแบบที่ไม่โบราณจนคนเดินหนี”
“เช่น?” มะลิต่อเนื่อง
“อาจเป็นการแสดงเรื่องราวของโรงละครเอง—ให้มันมีชีวิต ซื่อ ๆ เท่ ๆ แต่อบอุ่น” ภามตอบอย่างไม่มั่นใจ แต่สายตาของคนอื่นเริ่มจับจ้อง
แผนแรกถูกตั้งขึ้น: แสดง ‘เรื่องเล่าของโรงละคร’ ผ่านการผสมผสานบทพูด ดนตรี และการฉายภาพ ภามรับหน้าที่กำกับโดย
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, เพื่อนซี้, ความเข้าใจผิด, การแสดง, คอมเมดี้อบอุ่น