แผนปีกเล็ก ๆ ของมะยม
เสียงตกกระทบไม้เวทีดังเป็นจังหวะไม่เป็นจังหวะ เหมือนจังหวะหัวใจของมะยมที่กำลังเต้นผิดจังหวะมากกว่าเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มะยม! เสียงเป็นไรน่ะ หลุดทั้งหมดเลย!” ธามตะโกนแล้วชี้ไปที่แผงไฟที่ยังไม่ต่อสายถูกต้อง
“ฉันกำลังหา… หาทางแก้!” มะยมสะดุ้งแล้ววิ่งซ้ายขวา มือกำเทปกาวจนขาวเครือ
“แกจะหาแบบไหนอีก มะยม แกเป็นผู้จัดหรือเป็นยิปซี?” กี้มองมะยมอย่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ลุกจากสคริปท์ในมือ
“ฉัน…มีข่าวดี” มะยมพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้หนักแน่นกว่าเดิม
กี้เลิกคิ้ว “ข่าวดีแบบไหน ใครบอกว่าจะช่วยจ่ายค่าฉากหรือไง?”
มะยมกลืนน้ำลาย “ไม่หรอก แต่…เขาจะมา”
“ใคร?” ธามถามอย่างไม่ค่อยเชื่อ
มะยมหันไปมองสมาชิกชมรมที่ซ้อมกันอย่างลนลาน แล้วพูดคำที่ออกจากปากไปเร็วจนตนเองตกใจ
“พี่ปั้น…ศิษย์เก่าที่ดัง ๆ จะมาเข้าชมการแสดงของเรา”
เสียงเงียบชั่วครู่ แล้วเหมือนฟองสบู่แตก ทุกคนหันมองมะยมพร้อมกัน
“พี่ปั้น? พี่ปั้นจริงเหรอ?” พูนถามด้วยเสียงที่ทั้งตื่นเต้นและระแวง
มะยมพยายามยิ้ม “ใช่ พี่ปั้น พี่ปั้นจะมาดู แล้วอาจจะช่วยดึงสปอนเซอร์ให้ด้วย”
กี้มองมะยมตรง ๆ “มะยม…แกแน่ใจหรือว่าเขาจะมา เพราะครั้งก่อนแกบอกว่าจะมีคนจากคณะอื่นมาช่วย แต่สุดท้ายไม่มีใครเลย”
มะยมไหวไหล่เพราะกลัวหน้าร้อน “ครั้งนี้ต่าง เขาโพสต์จดหมายวงใน… ฉันเห็นแล้ว!”
ธามมองด้วยความหมั่นไส้ “มะยม แกโกหกใช่ไหม”
“ไม่โกหก!” มะยมตอบกลับทันทีแล้วนิ่วหน้า “คือ…อาจจะเป็นการพูดให้แน่นอนเท่านั้นเอง”
ทุกคนสบตากัน แล้วเริ่มมีเสียงฮือฮา ไม่ใช่จากความไม่เชื่อเท่านั้น แต่จากความหวังที่แคบ ๆ เพราะชมรมละครของพวกเขากำลังจะถูกยุบหากไม่สามารถแสดงสำคัญพอจะดึงผู้สนับสนุนได้
“ถ้าเขามาจริง เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องงบแล้ว” พูนพูดอย่างเรียบ ๆ แต่หลังคำพูดนั้นคือความโล่งใจของคนที่เป็นหัวหน้าการเงิน
มะยมยิ้มกว้างจนรู้สึกว่าปอดจะพองเต็มเต้า แต่ข้างในเขารู้ดีว่านี่เป็นคำโกหกครึ่งหนึ่งที่ทำขึ้นเพื่อปลอบใจตัวเองและคนอื่น
เวลาไม่นานข่าว ‘พี่ปั้นจะมา’ แพร่ในมหาวิทยาลัยเหมือนไฟป่า นักศึกษาเดินผ่านโปสเตอร์ที่มะยมวางตาข่ายภาพพี่ปั้นที่เขาไปตัดต่อมาเองอย่างประณีต
“มะยม เธอตัดต่อรูปได้ดีนะ” กี้ถามเมื่อเห็นโปสเตอร์
“สมัยนี้แอปมีหมด” มะยมตอบพลางเช็ดเหงื่อจากหน้าผาก
แต่แอปนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเวลาที่ทุกคนเริ่มเชื่อ พวกเขาก็เริ่มพึ่งพา แล้วเมื่อคนนอกเริ่มถาม สโมสรต้องเตรียมการจริงจังขึ้น
วันหนึ่งมีอีเมลจากสำนักงานศิษย์เก่า ซึ่งส่งถึงชมรมโดยบังเอิญ เพราะมะยมเผลอคลิก ‘ตอบกลับ’ แทนที่จะ ‘สำรอง’ อีเมลนั้นมีคำทักทายจากอีเมลสาธารณะชื่อคล้าย ‘พี่ปั้น’ แต่เป็นคนที่ไม่ใช่คนดังแค่ชื่อคล้าย พวกเขานึกว่ามันคือการยืนยัน
มะยมหัวทิ่มกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ คำอีเมลเขียนว่า: ‘ยินดีจะมาชม แต่ต้องขอวันล่วงหน้าพอสมควร’ มะยมอ่านแล้วกลั้นหัวใจไว้ ก่อนตอบไปอย่างไม่คิด
“ตอบไปว่า: ยินดีต้อนรับทุกวันครับ/ค่ะ” เขาพิมพ์แล้วกดส่งในความตื่นเต้น
จากนั้นความวุ่นวายก็เริ่มต้นขึ้นช้า ๆ แต่แน่นหนาเหมือนการทอผ้า
“ทีมโปรดักชันต้องจัดฉากใหญ่กว่านี้” ธามสั่งอย่างเป็นการเป็นงาน
“ไฟต้องปรับให้สว่างขึ้น ใครติดต่อสปอนเซอร์กาแฟของคณะ?” พูนถาม
“ฉันคิดว่าถ้าเราบอกว่าพี่ปั้นจะมา ร้านกาแฟ ‘กะทิสด’ อาจอุดหนุน” มะยมพูดด้วยน้ำเสียงชวนให้ทุกคนเชื่อ
กี้ยิ้มฝืน “หรือเราจะแค่เชิญคนซื้อเครื่องดื่มแลกบัตรเข้าชมอย่างนั้นก็พอ”
มะยมครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “ไม่พอหรอก เราต้องดูใหญ่กว่านั้น”
ทุกคนเริ่มทำงานหนักขึ้น หนักกว่าเดิมเพราะมีแรงจูงใจใหม่ซ่อนอยู่ มะยมยิ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมมากขึ้น ยิ่งพูดมากก็ยิ่งลำบากที่จะถอนคำ
ซ้อมหลังจากซ้อม บทพูดถูกปรับ หน้าที่ถูกเขียนเพิ่ม และเพื่อนที่เคยขี้เล่นกลับหายไปเพราะความเครียดที่เพิ่มขึ้น
“มะยม เธอโกหกมันไม่ดี แต่เธอก็ทำให้เรามีโอกาส” กี้พูดตอนสองคนกำลังฉีกฉากติดกาวที่ชั้นใต้ดินชมรม
มะยมถอนหายใจ “ฉันรู้ ฉันแค่กลัวว่าถ้าเราพังจริง คนจะบอกว่าเราไม่น่าตั้งใจ”
กี้หยุด แล้วมองมะยมอย่างจริงใจ “ความตั้งใจไม่ต้องการคำประกาศจากคนนอกนะมะยม มันต้องการความกล้าจากคนข้างใน”
มะยมลมในอก แต่คำพูดนั้นไม่อาจย้อนเวลาได้ ข้อเสนอสปอนเซอร์ จดหมายข่าว และข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊กล้วนหมุนวนเป็นหลุมดำของความคาดหวัง
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวที่มหาวิทยาลัย เขาถือกล้องวิดีโอและแว่นกว้าง ดูเป็นคนธรรมดาแต่มีความมั่นใจ พูนคิดว่าอาจเป็นตัวแทนสถาบันท้องถิ่น มะยมคิดว่ามันคือพี่ปั้น
“คุณคือนักข่าวจากนักศึกษาหรือเปล่าคะ?” มะยมถามตะกุกตะกัก
ผู้ชายคนนั้นยิ้ม “ชื่อฉัน ปั้นครับ แต่ฉันไม่ใช่นักแสดงนะ ผมมีรายการพาเที่ยวมุมเมือง”
เสียงในหัวมะยมเหมือนกลองมโหระทึก ภาพพี่ปั้นในโปสเตอร์ พลอยทับทิมบนโปสเตอร์ที่มะยมตัดต่อ ปั้นที่ไม่ใช่คนดัง แยกกันไม่ได้อีกแล้ว
“จะบังเอิญไปถึงไหน” กี้กระซิบน้อย ๆ แต่สายตาช่างสังเกตุของเขาจับประเด็นทันที
ปั้นคนนั้นเป็นคนจริง เขาใจดี และสนุกสนานต่างจากภาพลักษณ์ของศิษย์เก่าที่มะยมจินตนาการไว้
“ผมได้ยินว่าที่นี่มีการแสดงคืนนี้ ไม่อยากพลาด” ปั้นบอกแล้วหัวเราะ “ผมชอบดูของสด”
มะยมแทบจะร้อง ‘โอ้พระเจ้า’ ในใจ แต่ปั้นก็เป็นคนที่ชอบบรรยากาศจริง ๆ ไม่ใช่คนดังที่มะยมโพสต์ไว้
พวกเขาจึงตัดสินใจชวนปั้นให้มาชมอย่างเป็นทางการ โดยไม่พูดความจริงทั้งหมด
“เรายินดีต้อนรับทุกคนเลยครับ” มะยมบอก ทั้งที่ในกลุ่มเพื่อนเขามีบทที่เตรียมจะพูดใส่สื่อสาธารณะเกี่ยวกับ ‘พี่ปั้น’
ปั้นยิ้มและยืนยันว่าจะมา
ข่าวแพร่ออกไปอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีกลิ่นแปลก ๆ ของความจริงแอบแฝง ทุกคนเริ่มทำงานหนักยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมการสำหรับ ‘พี่ปั้น’ ที่จะมา
วันซ้อมสุดท้ายก่อนแสดง ผู้กำกับชั่วคราว (ที่ก็คือมะยม) ยืนอยู่กลางเวที จ้องมองปัญหาจากมุมสูง
“ใครจะร้องคอรัส ตรงช่วงที่ไฟดับ?” ธามถาม
“ฉันว่าถ้าไฟดับจริง ๆ เราควรมีมุกแทรกที่จะไม่ทำให้จังหวะพัง” กี้เสนอ
มะยมพยายามคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ แม้ว่าความจริงจะกวนใจเขา แต่เขาก็ต้องการให้การแสดงผ่านไปอย่างราบรื่น
คืนวันเปิดการแสดง ใคร ๆ ก็พูดถึง ‘พี่ปั้น’ เสียงกระซิบกระซาบมีพลัง เหมือนเป็นแรงลมที่พัดเอาความคาดหวังมารวมกันในโรงละครเล็ก ๆ ของพวกเขา
ผู้คนแน่นขนัดจนเกือบไม่มีที่นั่ง มะยมยืนอยู่หลังฉาก มือสั่นเล็กน้อย เขามองไปที่กี้ที่ยิ้มให้เป็นสัญญาณว่า ‘มึงทำได้’ แล้วธามที่พยายามคงความสงบ
“มะยม ถ้าเขาไม่ใช่คนที่เราคิดล่ะ?” พูนกระซิบ
มะยมตอบด้วยเสียงที่แหบแห้งแต่หนักแน่น “เราไม่ต้องการพิเศษหรอก พวกเราต้องการให้คนเห็นความตั้งใจ”
ไฟสว่าง ผู้ชมเงียบ เสียงดนตรีเริ่มต้น ทุกอย่างดูเป็นไปตามแผนที่มะยมสร้างไว้ แต่ใจเขารู้สึกเหมือนก้อนหินที่กลิ้งไม่หยุด
กลางการแสดง ผู้ชมหัวเราะ บางครั้งเงียบ บทพูดถูกส่งออกมาอย่างตรงเวลา ทุกคนทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด เหมือนการล่องแพที่ใคร ๆ ก็พายให้ตรงจุด
จนกระทั่งช่วงพักครึ่ง มีเสียงเชียร์จากมุมหนึ่งของโถง
“พี่ปั้น! พี่ปั้นอยู่ตรงนั้น!” ใครคนนั้นตะโกนและความเงียบแตกเป็นเสียงคึกคัก
มะยมหันมองไปตามทิศเสียง เห็นชายคนนึงยืนอยู่ เขาดูนึกไม่ออกเพราะใบหน้าไม่ใช่คนที่อยู่บนโปสเตอร์ของมะยม แต่คนในห้องบางส่วนก็เริ่มตะโกนชื่อเดียวกัน
ชายคนนั้นเดินเข้ามา สื่อสังคมออนไลน์เริ่มประมวลผลภาพ และในหัวของมะยมเสียงคำโกหกที่เขาพูดดังขึ้นหลายครั้งจนเกินพอดี
หลังการแสดงจบลงอย่างสำเร็จ ผู้ชมปรบมือจนคอแข็ง พี่ปั้นตัวจริงหรือคนที่มีชื่อคล้ายๆ รับคำชมและถ่ายรูปกับนักแสดง
มะยมยืนเลียบทางเดิน เหงื่อเย็นซึมที่หลังคอ เขาเห็นกี้เดินมาพร้อมกับใบหน้าที่เจือด้วยความสงสัยและอบอุ่น
“มะยม” กี้เริ่มแต่ไม่ต่อด้วยคำตำหนิ “คืนนี้เราทำได้ดี”
มะยมเกือบจะยิ้ม “ใช่…ฉันคิดว่าเราทำได้ดี”
กี้มองตาเขา “แล้วพี่ปั้นล่ะ เขาเป็นอย่างที่เราโฆษณาไหม”
มะยมเงียบสักครู่ “ไม่เขาไม่ใช่… ไม่เหมือนในโปสเตอร์ของฉัน”
กี้หัวเราะบาง ๆ “ก็ไม่แปลกนะ มะยม แค่คนเรามักจะใส่เสื้อผ้าของความคาดหวังไว้ คนจริงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้านั้นเสมอ”
มะยมรู้สึกร้อนผ่าว เขาอยากจะซ่อนตัว แต่บางอย่างในอกบอกว่าเขาต้องพูด
“พี่ปั้นที่เราโฆษณา…มันเป็นเรื่องที่ฉันทำ” มะยมพูดคำสารภาพเสียงเบาเหมือนคนสารภาพผิดกับผนัง “ฉันตัดต่อรูป ฉันโพสต์ ฉันตอบอีเมลผิด”
เสียงรอบตัวเงียบ มะยมเห็นธามที่เพิ่งออกจากห้องแต่งตัวต่างทำหน้าตั้ง เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“มะยม” พูนลุกขึ้นช้า ๆ “ทำไมแกไม่บอกเราตั้งแต่แรก”
คำถามนั้นไม่ใช่เพื่อจะตัดสิน แต่เพื่อจะเข้าใจ มะยมทอดตัวลงบนเก้าอี้ละครเวที ความรู้สึกผิดฝังลึก “ฉันกลัว ถ้าฉันพูดจริง เราอาจจะไม่ได้แสดงครั้งนี้เลย ฉันกลัวว่าจะเสียหน้าและทำให้ทุกคนผิดหวัง”
กี้นั่งลงข้าง ๆ มะยม “แกทำให้เรามีโอกาส แต่โอกาสที่ได้มาจากความไม่จริง มันก็ไม่มั่นคง”
มะยมมองหน้าทุกคน เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของธาม และแววตาที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยของพูน เขารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
“ขอโทษ” มะยมพูดคำสั้น ๆ แต่หนักแน่นกว่าเสียงกระซิบก่อนหน้านั้น “ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องวิ่งวุ่น”
ธามถอนหายใจ “ฉันโมโหนะ แต่ว่าเราแสดงผ่านไปได้ ฉันเห็นว่าคนชมพวกเราจริง ๆ ไม่ใช่เพราะชื่อพี่ปั้น แต่เพราะเรื่องของเรา”
พูนยิ้ม “และงบที่ได้จากคนที่ชอบการแสดงจริง ๆ ก็พอมีอยู่บ้าง”
กี้จ้องตา “มะยม แกจะต้องแก้ไขและรับผิดชอบ แต่ฉันจะช่วยแก”
มะยมรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างเล็ก ๆ ส่องเข้ามาในอุโมงค์ของเขา ความกดดันยังคงอยู่แต่คลายลงบ้างเพราะเพื่อนที่ยืนเคียงข้าง
การแก้ไขไม่ได้เป็นการปฏิเสธความพยายามของใคร แต่เป็นการยอมรับว่าความจริงสำคัญกว่าภาพลักษณ์ มะยมเริ่มติดต่อคนที่เขาได้ส่งข้อความไป บอกความจริงกับร้านกาแฟ ‘กะทิสด’ ชี้แจงกับสำนักงานศิษย์เก่า รับผิดชอบค่าพิมพ์โปสเตอร์บางส่วน และเสนอว่าจะคืนเงินสนับสนุนบางส่วน
บ่อยครั้งการยอมรับผิดไม่ได้ทำให้เหตุการณ์แย่ลง มันทำให้ผู้คนมองเห็นความกล้า มะยมได้เรียนรู้ว่าการพูดความจริงเป็นการให้ของขวัญแก่คนรอบตัวเหมือนกัน
แผนของมะยมเปลี่ยนจากการปกปิดเป็นการซ่อมแซม เขาและสมาชิกชมรมจัดกิจกรรม ‘หลังเวทีเล่าเรื่อง’ เพื่อเล่าเบื้องหลังการทำงานอย่างจริงใจ แขกรับเชิญที่มาดูต่างชื่นชมในความโปร่งใสและความกล้าของนักแสดง
“ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี” พี่ปั้น (ผู้มีชื่อคล้ายคนนอก) บอกกับมะยมเมื่อเขามาในวันเล่าเรื่อง “ที่จริง ผมมาดูเพราะอยากเห็นเวทีหน้าใหม่ และคุณทุกคนทำให้ผมคิดถึงเมืองที่ผมเกิด”
มะยมฟังแล้วพยายามไม่สะอื้น “ขอบคุณครับ…ผมหมายถึง ขอบคุณที่มา”
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีอะไรปิดบัง ความจริงกลางแสงไฟสว่างชัดเจนเหมือนกระจกเงา
จบฤดูกาลนั้น ชมรมละครไม่ได้รวยจนต้องมีเฟอร์นิเจอร์แพง แต่พวกเขาได้รอยยิ้มจากคนดู ได้ความไว้วางใจจากร้านกาแฟบางแห่ง และได้ชื่อเสียงที่มาจากการทำงานหนักจริง ๆ
มะยมเติบโต เขารู้ว่าความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่การเอาชนะมันด้วยการโกหกเป็นทางที่ทำให้เขาโตช้าลงกว่าเดิม
“มะยม” กี้พูดกับเขาในคืนที่ชมรมเล็ก ๆ จัดงานเล็ก ๆ หลังจากการแสดงสิ้นสุดลง “เราภูมิใจกับแกนะ ที่ยอมรับและแก้ไข”
มะยมยิ้มจนตาหยี “ฉันก็ภูมิใจกับพวกเธอด้วย เพราะแม้ตอนแรกจะโกรธ แต่ทุกคนก็ยังอยู่”
ธามวางมือบนไหล่มะยมอย่างสัญญา “ครั้งหน้าถ้าแกมีไอเดียบ้าบอ บอกก่อนคิดสองรอบก็ได้”
ทุกคนหัวเราะ เสียงนั้นอุ่นเหมือนกาแฟยามเช้า มะยมยอมรับว่าความรู้สึกผิดยังอยู่ แต่ไม่หนักจนทำให้ขยับไม่ได้ เขาพบว่าเวลาที่ยอมรับความจริง เขาได้รับโอกาสเรียนรู้การเป็นผู้นำที่ดีกว่า
วันสุดท้ายของปีการศึกษานั้น ชมรมละครนั่งรวมกันบนเวที เหลือแต่แสงนวลๆ จากไฟฉาย
“ขอบคุณทุกคน” มะยมกล่าวอย่างจริงใจ “ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอโทษที่ทำให้หลายคนต้องกังวล ผมสัญญาว่าจะไม่ใช้ทางลัดอีก”
กี้ยักไหล่อย่างคุ้นเคย “ไม่ว่าแกจะใช้ทางลัดหรือเดินเท้า เราก็ยังต้องเดินไปด้วยกัน”
ทั้งหมดยิ้มและยกแก้วน้ำพลาสติกขึ้นชนกัน ช่วงเวลานั้นเป็นเหมือนฉากท้ายของหนังที่ไม่มีใครเขียนสคริปท์ไว้ แต่ทุกคนรู้สึกว่ามันสมบูรณ์แบบ
เมื่อมะยมกลับไปนอนในหอพัก เขาไม่รู้สึกอยากแก้ไขภาพในโปสเตอร์แล้ว แต่เขารู้สึกอยากเขียนบทละครสั้น ๆ เกี่ยวกับความผิดพลาดและการรับผิดชอบ เขาคิดถึงกี้ที่พูดประโยคสั้น ๆ ว่า “ความตั้งใจไม่ต้องการคำประกาศจากคนนอก” และรู้ว่าประโยคนั้นจะอยู่กับเขาตลอดไป
ปีต่อมา ชมรมละครเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ ผู้คนพูดถึงตอนที่มะยมยอมรับผิดเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ มะยมยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องสมัคร เขายิ้มและให้คำปรึกษาด้วยภาษาเรียบง่าย
“อย่าไปกลัวการทำผิด” เขาบอกคนที่มาสมัครคนหนึ่ง “แต่ถ้าทำผิด ให้ยอมรับและเรียนรู้”
เด็กคนนั้นมองมะยมแล้วยิ้ม “ฟังดูเหมือนการบ้านที่อาจารย์เคยให้”
มะยมหัวเราะแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “ใช่ แต่การบ้านแบบนี้ไม่ใช่แค่คะแนน มันคือการใช้ชีวิต”
ในที่สุด มะยมเรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า การเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการปกปิดความไม่แน่นอน แต่หมายถึงการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง และมอบพื้นที่ให้คนอื่นเติบโต
ฉากสุดท้ายของเรื่องไม่ได้เป็นคำยืนยันว่าโลกจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป แต่เป็นภาพของกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่นั่งคุยกันหลังการซ้อม หัวเราะเรื่องเก่า ๆ แจกไอเดียบ้า ๆ และพร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริงด้วยกัน
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ไฟจะดับลง และมะยมกับเพื่อน ๆ ก็รู้ว่าไม่ว่าจะมีปีกหรือไม่มี พวกเขาก็จะบินไปด้วยกันในแบบของพวกเขาเอง
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมละคร, ความโกหกเล็กๆ, มิตรภาพ, คอเมดีนิยาย