เพลงกระจกริมคลอง
เสียงเท้าหนักบนพื้นไม้เก่าเป็นสิ่งแรกที่อำไพจำได้เมื่อกลับมาถึงร้านซ่อมของเก่า ยามบ่ายริมคลองอัดแน่นด้วยกลิ่นดินผสมกลิ่นน้ำเน่าเล็กน้อย เก้าอี้ไม้ใบเก่าไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านหน้าร้าน แผงของเก่าเรียงรายตั้งแต่เครื่องรับวิทยุเก่าไปจนถึงนาฬิกาที่หยุดเดินเมื่อสิบปีก่อน ตาแจ่มเคยบอกว่าเสียงของชิ้นส่วนเหล่านี้คือคำพูดของคนที่จากไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อำไพถอดกระเป๋าเป้ วางมันบนโต๊ะช่างแล้วยืนมองหน้าร้านเงียบๆ สายตาของเธอไม่ได้โหยหาเมืองใหญ่แล้ว มีเพียงความเหนื่อยและน้ำหนักของเรื่องที่เธอแบกกลับมาด้วย แม่ของเธอเงียบมากกว่าคำพูด และบ้านที่เคยอึกทึกกับเสียงหัวเราะในวัยเด็กกลับซ่อนเสียงป่วยไว้ในห้องเล็กๆ อำไพขยับมือไปจับกล่องเหล็กใบหนึ่งที่วางอยู่กลางโต๊ะ ฝุ่นหนาบนฝาเป็นหลักฐานว่าไม่มีใครเปิดมันมานานแล้ว
เธอค่อยๆ ปลดกลอนที่ผุแล้ว ขอบกล่องดังเสียงครืดคราด เมื่อฝาเปิดออก กลิ่นของโลหะเก่าและน้ำหอมที่จางโชยขึ้นมา กล่องดนตรีในนั้นหน้าตาไม่ต่างจากของเล่นมากนัก แต่ใต้ผ้านุ่มมีชิ้นกระจกฝังลาย และแผ่นกระดาษสีเหลืองหนึ่งแผ่น พยัญชนะที่เขียนด้วยปากกาหมึกจางลากยาวประโยคเดียวจนสุดหน้า
อำไพไม่ทันได้อ่านจนจบ คนแรกที่โผล่มาในซอกประตูคือแพร หญิงสาวเพื่อนบ้านที่ขายข้าวแกงตรงหัวมุมถนน เธอพิงกรอบประตู มือยังกวาดรอยข้าวติดขอบผ้ากันเปื้อน
—เออ กลับมาจริงๆ นี่นะ เห็นแม่บอกว่าจะมาทำอะไรสักอย่างกับร้านเหรอ
อำไพยิ้มบางๆ แล้วยกกล่องขึ้นให้แพรมอง —เจอของแปลกๆ อยู่ในกล่องตาแจ่ม คิดว่าแม่จะอยากให้เก็บไว้
แพรเดินเข้ามา ใบหน้าเธอเปลี่ยนจากสนุกสนานเป็นตึงเล็กน้อยเมื่อเห็นชิ้นกระจก —ชิ้นนี้จำได้ มะลิเคยให้ตาแจ่มทำให้ ตอนนั้นเธอบอกว่าอยากให้เก็บไว้เป็นความลับ
ชื่อมะลิทำอากาศในร้านหยุด อำไพลืมตาโต ความทรงจำของชุมชนกลับมาเป็นภาพกระจุกกระจิกเด็กๆ วิ่งเล่นหน้าวัด การประมูลปลาจากคลอง งานวัดที่มีเสียงเพลงกล่องดังกึกก้องแล้วหายไป มะลิหายไปเงียบๆ ตอนนั้นเกือบสิบสามปีแล้ว ไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่าเกิดอะไรขึ้น
เสียงรถมอเตอร์ไซค์เรียกใครบางคนจากถนนใหญ่ บูรณ์มาถึงในชุดงานที่ไม่เข้ากับบรรยากาศของร้าน เขาเป็นคนละแบบกับชาวบ้านตรงหน้าตาเรียบเฉยแต่ตาดูบอกอะไรได้มากกว่าคำพูด เขายืนตรงประตู ชายเสื้อยังมีรอยน้ำมันจากโรงงานที่เขาพ่อดูแล
—ได้ข่าวว่าตาแจ่มหายไป เหลือของเยอะแยะ ใครเป็นคนดูแลตอนนี้
แพรหันไป—อำไพกลับมา และเธอเพิ่งเปิดกล่องนี้
บูรณ์เดินเข้ามาช้าๆ ยิ้มแห้ง —กล่องดนตรีแบบนี้หาได้ไม่บ่อย น่าแปลกที่ยังมีชิ้นกระจกอยู่ข้างใน
อำไพรู้สึกเหมือนมีแรงดูดให้เธอต้องอ่านจดหมาย ฉีกผมกระดาษด้วยนิ้วอย่างไม่ตั้งใจ อ่านช้าๆ ทุกตัวอักษรเหมือนพูดกับเธอโดยตรง “ถ้าคนหนึ่งหายไป ใต้ผืนน้ำนั้นมีบางอย่างที่ทุกคนอยากลืม” คำสุดท้ายถูกขีดฆ่า ก่อนมีแถบชื่อและลายมือที่แทบจะจางหายเป็นความทรงจำ
คืนแรกนั้นอำไพไม่ได้นอนเต็มตา เธอนั่งบนเก้าอี้ไม้ เหม่อมองคลองที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นทางยาว หากมีใครสักคนเดินผ่านหน้าร้าน เขารู้สึกว่ามีสายตามองมาจากในน้ำ นานๆ ครั้งเสียงของเด็กเล็กที่บ้านตรงหัวมุมพาดหัวสุนัขออกมาวิ่งตัดเสียงเท่านั้น
วันต่อมาอำไพเริ่มถามคนในหมู่บ้านอย่างสุภาพ บางคนเลี่ยงสายตา บางคนตอบสั้น บางคนลุกขึ้นปิดกิจการแล้วหันหน้าไปอีกทาง แพกระบายข้าวให้คนไปหนึ่งถาดก่อนจะหยุด—มะลิไม่ใช่คนนิสัยดีนัก แต่เธอไม่ได้เป็นคนเลว ช่วงนั้นมีเรื่องกับโรงงาน เขาบอกไม่มากแต่คำพูดของแพรเผยความกลัวเล็กๆ ว่าเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าพูดมีความเชื่อมโยงกับน้ำในคลอง
อำไพเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของคลอง น้ำที่เคยใสกลายเป็นสีคล้ำมากขึ้นเมื่อฝนลง และกลิ่นคละคลุ้งยามบ่าย ผักที่ลอยบนผิวน้ำบางวันมีเศษฟองบางๆ ติดมาด้วย เด็กๆ ในหมู่บ้านหยุดเล่นน้ำเหมือนก่อน และปลาในกระชังลดจำนวนลงทั้งที่ฤดูกาลยังเป็นช่วงเดิม
บูรณ์กลับมามองอำไพด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม บางครั้งเขาอยู่ช่วยเธอซ่อมนาฬิกา บางครั้งเขาปิดประตูร้านเงียบๆ แล้วกลั้นให้คนพูดอะไรที่อัดแน่นไว้ในใจ แต่ก็ยังไม่ยอมบอกทั้งหมด
—พ่อผมทำงานที่นั่นตั้งแต่ก่อนผมเกิด เขาบอกว่าทุกอย่างมีเหตุผล —บูรณ์พูดครั้งหนึ่ง ขยับมือเกาหัว —ผมไม่ได้อยากให้คนที่นี่เดือดร้อน แต่ผมก็ไม่อยากให้เรื่องเงียบลงถ้าจะทำให้ใครได้รับอันตราย
อำไพเห็นความขัดแย้งในดวงตาเขา เหมือนคนสองคนอยู่คนเดียวในตัวเขา เธอค่อยๆ เปิดใจด้วยเรื่องเล็กน้อยก่อนจะบอกเรื่องกล่องดนตรีกับไฟล์เสียงที่แนบมากับแผ่นกระดาษ ผู้คนเคยบันทึกเสียงงานวัดและเสียงหัวเราะไว้ในนั้น มะลิส่งมันให้ตาแจ่มก่อนจะหายไป
—ถ้ามันมีอะไรที่คนจะต้องฟัง มันอาจจะไม่ใช่หลักฐานพิสูจน์แต่เป็นเสียงของสิ่งที่เคยเกิด —อำไพพูดเบาๆ
เสียงของชาวบ้านเริ่มรวมกันในร้านเล็กๆ คืนนั้นอำไพตัดสินใจจัดฉายหนังกลางแจ้งสั้นๆ ริมคลอง ใช้ผ้าปูขาวที่ตาแจ่มเคยใช้ผูกผ้าปิดหน้าตู้ วิทยุเก่าถูกซ่อมจนสามารถเล่นไฟล์เสียงได้ แสงโคมแขวนทอดเงายาวลงน้ำ คนเริ่มทยอยมานั่งในความมืดที่ไม่มืดสนิท บางคนถือเทียน บางคนกอดเข่าตัวเองแน่น
เมื่อแผ่นเสียงถูกเปิด เพลงกล่องดังขึ้น ช่วงแรกเป็นเพียงทำนองเบาๆ แล้วจู่ๆ เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งแทรกเข้ามาเป็นคำพูดสั้นๆ “น้ำทำให้เราเห็นสิ่งที่ซ่อน” เสียงนั้นชัดจนเกิดความเงียบยาว คนหันมองกัน คำว่า “มะลิ” ถูกกระซิบจนกลายเป็นคลื่นของความทรงจำ
ตายายสองคนในแถวหน้ามองหน้ากัน น้ำตาไหลออกมาโดยไม่ประกาศเหตุผล พ่อเฒ่าคนหนึ่งยื่นมือไปหยิบแก้วพลาสติกแล้ววางไว้ลงแทนเสียงพูด บูรณ์ยืนกึ่งถอยกึ่งเข้า ใบหน้าของเขาเหยเกราวกับถูกกำแหง
หลังจากเสียงจบลง มีคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนท่าเรือ เขาเป็นคนที่ชาวบ้านเรียกว่า “ผู้ใหญ่แสง” ผู้นำชุมชนที่มีบทบาทในการตัดสินเรื่องสำคัญต่างๆ เขายืนตรงหน้าไฟ มองคนทุกคนเป็นตาชั่ง แล้วถอนหายใจลึก
—เราจะไม่พูดโทษกันแบบง่ายๆ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้น้ำและลมหายไปแบบนี้ได้ —ผู้ใหญ่แสงพูดเสียงจริงจัง ทั้งเสียงของเขาเป็นการเรียกคนให้ฟังมากกว่าการสั่ง
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนเริ่มพูด กลายเป็นวงสนทนาที่หนักแน่นขึ้นทีละน้อย บูรณ์ยกมือขึ้นแล้วถามด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน —ในโรงงานมีขั้นตอนที่ผิดปกติจริงไหมครับ
หนึ่งในพนักงานเก่าของโรงงานยกมือช้าๆ —มีการเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่างที่ไม่ค่อยมีใครรู้ มันถูกสั่งจากคนที่อยู่สูงกว่าที่นี่ แต่มันเริ่มมีผลกับน้ำจริงๆ
ถ้อยคำเหล่านั้นเปลี่ยนโทนของคืน อำไพบันทึกทุกอย่างไว้ในสมุดปกขาว เธอรู้ว่าบันทึกสามารถเป็นสิ่งที่คนใช้เรียกร้องความยุติธรรม แต่ในชุมชนเล็กๆ ที่ต้องกินด้วยกัน เรื่องนี้ทำให้คนต้องเลือกอย่างยากลำบาก
วันรุ่งขึ้นมีการประชุมชาวบ้านที่วัด ใหญ่เสียงดังกว่าการพูดคุยเมื่อวาน ผู้คนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คนหนึ่งอยากให้ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ อีกคนอยากให้เก็บเรื่องไว้เป็นส่วนตัวเพื่อไม่ให้สายงานและธุรกิจล่ม บูรณ์เผชิญหน้ากับพ่อของเขาด้วยคำถามที่ซ่อนมานาน พ่อของเขายืนนิ่ง ใบหน้าหลุมลึกจากการทำงานหนักมีเงาของความละอาย
—ผมไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง —พ่อของบูรณ์พูดเสียงเบา เขายกมือจับแหวนที่นิ้วแล้วบีบแน่น —ตอนนั้นผมเชื่อว่ามันเป็นทางออกทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าโรงงานปิด คนที่นี่จะตกงานทั้งหมด
คำตอบนั้นทำให้บูรณ์เผลอหลุดปากว่า —แล้วคนที่ต้องกินน้ำที่ปนเปื้อนอย่างนั้นล่ะครับ
ร้านซ่อมกลายเป็นศูนย์กลางของข้อมูล อำไพและบูรณ์เริ่มไปด้วยกันเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำ พวกเขาพายเรือเล็กๆ ออกไปกลางคลอง ตักน้ำขึ้นมาใส่ขวดพลาสติกแล้วปิดฝา พื้นผิวน้ำตอนที่เรือโยกมีเศษฟองลอยตาม แสงตะวันที่ส่องผ่านก้อนเมฆทำให้อนุภาคเหล่านั้นเป็นสีประกายคล้ายเศษแก้ว
การนำหลักฐานไปยังหน่วยงานทำให้มีคนมองว่าอำไพเป็นผู้ก่อเรื่อง บ้างว่าระวังงานและเงินทุนของบางคน บ้างก็ชมเชยการกระทำของเธอ ชุมชนแบ่งเสี้ยวทุกข์ไว้ในใจ ระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์แผ่รอยแตกร้าวออกไปจนเห็นชัด
อำไพเดินไปที่ร้านในวันหนึ่งพร้อมอีเมลที่ตอบกลับจากหน่วยงาน เขานั่งลงกับตาแจ่มบนเก้าอี้ขาดหนึ่งตัว ตาแจ่มมองกล่องดนตรีในมือเงียบๆ
—ถ้าฉันไม่พูด พวกเขาจะไม่โทษฉันหรอก —ตาแจ่มบอก พลางมองผืนมือที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเก่า —แต่ฉันอายุเยอะแล้ว อยากให้คนที่ยังอยู่ได้มีชีวิตที่ดีกว่า
อำไพยืนขึ้น ก้าวไปทาที่โต๊ะหยิบแผ่นกระดาษอีกแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง เธออ่านชื่อที่เขียนด้วยลายมือรัดร้าว มะลิไม่ได้หายไปเพราะลมหนี แต่มีคนคนหนึ่งเลือกจะปิดปากเธอไว้ด้วยเหตุผลของตัวเอง ตาแจ่มเคยรู้ แต่เลือกรักษาความสงบของหมู่บ้านไว้ก่อน
—ฉันไม่อยากให้ใครมองว่าฉันเป็นคนปล่อยข่าว —ตาแจ่มพูดอย่างอ่อนแรง แต่สายตาเขาเงียบสงบ —ถ้าหากใครต้องรับผิดชอบ ฉันก็พร้อมจะยืนหน้าดิน
การตัดสินใจของอำไพเกิดขึ้นช้าแต่แน่วแน่ เธอเลือกที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนฟื้นฟูคลองเล็กๆ ของหมู่บ้าน การเปิดเผยนั้นไม่ได้ทำให้ทุกคนพอใจ แต่ทำให้ปัญหาที่ถูกผลักให้จมต้องลุกขึ้นมาอาบแสง
คืนหนึ่งหลังการประชุมอันดุเดือด อำไพพบจดหมายฉบับหนึ่งซ่อนอยู่หลังหนังสือเล่มเก่า มันเป็นจดหมายจากมะลิถึงตาแจ่ม เขียนถึงความกลัว ความโกรธ และข้อเรียกร้องเล็กๆ ที่อยากให้คนฟังเสียงของน้ำ
อำไพอ่านจดหมายด้วยมือสั่น แล้ววางมันไว้ในกล่องดนตรี เธอรู้สึกว่าการเก็บรักษาจดหมายไม่ใช่การกักเก็บความจริงอีกต่อไป แต่มันเป็นการแต่งเติมความทรงจำให้เห็นชัดขึ้น
เมื่อการสอบสวนเดินหน้า บริษัทโรงงานต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ชาวบ้านบางคนได้รับค่าชดเชย ในขณะที่บางครอบครัวก็ต้องพยายามปรับตัวใหม่ บูรณ์และอำไพร่วมกันจัดกิจกรรมทำความสะอาดคลอง วันแรกๆ คนมาน้อย แต่ทีละน้อยมือสองมือสามมาช่วยกัน ขยะถูกกวาดออกจากผิวน้ำ พืชน้ำถูกปลูกใหม่ และชาวบ้านที่เคยเงียบกลับมาแลกเปลี่ยนเรื่องราว ข่าวลือที่เคยทำร้ายกันค่อยๆ เลือนราง
ความใกล้ชิดระหว่างอำไพและบูรณ์เติบโตจากการทำงานร่วมกัน พวกเขาพบว่าทั้งคู่มีจังหวะการหายใจคล้ายกันเมื่อทำอะไรด้วยมือ ทั้งสองเริ่มพูดเรื่องเล็กๆ มากขึ้น เรื่องบันไดที่ต้องซ่อม เรื่องเมล็ดผักที่ปลูก และเพลงกล่องที่บูรณ์เคยได้ยินตอนเด็กๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งซ่อมนาฬิกาเก่าในร้าน ไฟโคมส่องจนเห็นฝุ่นละอองเป็นแสงเล็กๆ
—ฉันกลัวนะ —บูรณ์พูดเสียงเบา ราวกับกำลังสารภาพ —กลัวว่าถ้าฉันอยู่กับเรื่องนี้นานขึ้น ฉันอาจจะเลือกทางที่ทำให้คนที่ฉันรักเจ็บ
อำไพยกมือแตะข้อมือเขาอย่างไม่ตั้งใจ ความเงียบทอดยาวแต่ไม่ได้หนักหนาเหมือนก่อน —ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ลงมือ คนที่ไม่มีเสียงจะยังคงถูกทิ้งไว้แบบนั้น —เธอตอบ
การตัดสินใจของอำไพไม่ใช่คำวิเศษที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่เป็นแรงผลักดันให้คนเริ่มลงมือด้วยกัน ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูมีทั้งการทะเลาะและการสมาน พ่อของบูรณ์ต้องสู้กับความรู้สึกผิดและความจำเป็นที่เคยคิดว่าถูกต้อง ตาแจ่มยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับผู้ใหญ่แสงและชาวบ้านฟัง ความหย่อนของอดีตถูกใส่ในคำพูดที่มีทั้งความอ่อนโยนและเจ็บปวด
เวลาผ่านไปจนกลายเป็นหลายเดือน แสงหน้าต่างของร้านซ่อมกลับมีคนเดินเข้าออกอีกครั้ง เสียงลูกค้าที่มาขอซ่อมวิทยุเก่าแทนที่จะเป็นเสียงคร่ำครวญเกี่ยวกับอดีต เด็กๆ กลับมาเล่นริมคลองอีกครั้ง แต่คราวนี้มีผู้ใหญ่คอยจับตามองและเตือนอย่างอ่อนโยน ปลาเริ่มแหวกว่ายบ้างในน้ำที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีกลับมาเป็นสีเขียวอ่อน
อำไพยืนบนท่าเรือในวันหนึ่ง มองกล่องดนตรีที่เธอซ่อมจนฝังชิ้นกระจกให้อยู่ในร่องซ่อมแซม เสียงกล่องยังมีรอยแตกแต่ก็พอฟังได้ เธอเปิดฝาครั้งหนึ่งแล้วปล่อยให้ทำนองลอยไปตามลม เสียงนั้นไม่ใช่คำพิพากษา แต่เป็นสัญญาณของการไม่ลืมและการเริ่มต้นใหม่
คนในชุมชนเริ่มพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น การงานที่เคยถูกปิดบังถูกนำมาแก้ไขด้วยการร่วมมือกัน บูรณ์ลงทะเบียนคอร์สสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียนรู้มาตรการป้องกันการปนเปื้อน เขาและอำไพวางแผนโครงการเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การดูแลคลอง
คืนสุดท้ายของเรื่อง อำไพจัดงานเล็กๆ อีกครั้งริมคลอง แต่นี่ไม่ใช่คืนแห่งการเปิดเผย แต่มันเป็นคืนแห่งการยอมรับ พานคนเก่าคนแก่และเด็กๆ มานั่งด้วยกัน มีการจุดโคมเล็กๆ สมทบกับเสียงกล่องที่ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอุ่นและแสงสะท้อนบนผิวน้ำ
ขณะที่โคมถูกปล่อย เจ้าพ่อบ้านคนหนึ่งยืนขึ้นกล่าวสั้นๆ —คืนนี้เราไม่นับความผิดแล้ว แต่จะนับสิ่งที่เราจะทำต่อไป —เสียงปรบมือดังขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่น
อำไพยืนข้างบูรณ์ จับมือเขาแน่นกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย สายลมพัดผ่านกลิ่นดอกไม้ริมคลองทำให้เธอหายใจเข้าลึก ความตัดสินใจที่เธอทำไม่ได้ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย แต่ทำให้คนเลือกที่จะรับผิดชอบร่วมกันได้
ก่อนแสงไฟค่อยๆ จางหาย หากมองดีๆ จะเห็นเงาของกล่องดนตรีบนโต๊ะ ภาพที่มีเสียงและร่องรอยของอดีตถูกรักษาไว้ไม่ใช่ด้วยการซ่อน แต่ด้วยการมองและลงมือ เก้าอี้ไม้ยังคงผุ แต่ถูกยกขึ้นมาซ่อมใหม่ ฝุ่นบนเครื่องมือถูกปัดออก และเสียงหัวเราะแผ่วๆ กลับมาเติมเต็มมุมเล็กๆ ของชุมชนริมคลอง
อำไพปิดฝากล่องดนตรีอย่างอ่อนโยน วางมันไว้บนชั้นที่ตาแจ่มเคยชอบวางของที่รักสุด เธอยิ้มเล็กน้อยพลางคิดถึงมะลิ เธอไม่รู้ว่ามะลิจะได้ยินหรือไม่ แต่เสียงกล่องที่ดังอยู่ตอนนี้เป็นคำตอบที่ไม่ใช่คำพูด มันเป็นการทำให้คนได้ฟังและไม่ปล่อยให้ความทรงจำจมลงไปอีก
ริมคลองที่เคยเงียบกลับมีเสียงใหม่ ทั้งเสียงคนที่ลงมือสะสาง สายตาที่สั้นลงด้วยความห่วงใย และเพลงกล่องที่ดังเป็นครั้งคราวเป็นเครื่องเตือนใจว่าบางครั้งการซ่อมแซมเริ่มจากการยอมรับความเป็นจริงและการลงมือทำด้วยมือของตนเอง
อำไพเปิดประตูร้านในเช้าวันหนึ่ง แสงอ่อนสาดผ่านหน้าต่าง ฝุ่นบนโต๊ะถูกเช็ดออก เสียงนาฬิกาเก่าตีบอกเวลา เธอหยิบกล่องดนตรีขึ้นมาอีกครั้ง กดปุ่มเล็กๆ ที่ข้างกล่อง ทำนองลอยขึ้นช้าๆ เธอยิ้มเหมือนคนที่พบบางสิ่งที่หายไปแต่กลับได้คืนมาด้วยมือของตัวเอง