ประธาน(ใจดี)ของชมรมอลหม่าน
เสียงไซเรนคำเตือนและการประกาศผ่านลำโพงโรงอาหารกลายเป็นฉากเปิดของเช้าวันจันทร์ที่มหาวิทยาลัย เรียวผมสีดำของนิชยาปลิวตามแรงลม เธอยืนค้ำชามก๋วยเตี๋ยวบนโต๊ะพลาสติก ไล่สายตาหาคนที่ควรรับผิดชอบในการแจกใบสมัครชมรมประจำปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เต้ยเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วกาแฟสับปะรดที่ดูจะไม่เข้ากับอารมณ์ในมือเท่าไร
เต้ย: “เอ้า นิช ยิ้มหน่อย วันนี้ฝนไม่ตก แต่เราได้ข่าวว่าชมรมประกาศรับสมัครคนทำงานใหญ่”
นิชยา: “ฉัน…ก็แค่จะดูว่าชมรมไหนต้องการคนช่วย แต่ถ้ามีใครขอให้ฉันเป็นประธาน ฉันคง…ปฏิเสธไม่ได้หรอก”
เต้ยหัวเราะอย่างครึ่งไม่เชื่อ ครึ่งขำ เขารู้จักนิชยาดีพอที่จะรู้ว่าเธอไม่เคยชอบปะทะความรู้สึกของคนอื่น “การปฏิเสธของเธอเหมือนปฏิเสธสายลม — ไม่มีเสียงโต้ตอบ”
นิชยาพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ แล้วมองไปที่โต๊ะรับสมัครซึ่งวุ่นวายไปด้วยนักศึกษาหลายคน ใบสมัครล้นเป็นกองและปากกากระจัดกระจาย มีแผ่นกระดานเขียนด้วยลายมือที่บอกว่า ‘รับสมัครประธานชมรมงานฉลองวิทยาเขต’ แต่ตรงมุมขวามีคราบกาแฟจางๆ ที่ทำให้คำว่า ‘ประธาน’ ดูเหมือนคำว่า ‘ประธาน(ใจดี)’ เพราะใครสักคนเขียนเติมลงไปเป็นมุก
ผู้ชายในชุดเสื้อทีมชมรมวิทยาการชักจูงให้คนผ่านไปลงชื่อ ผู้คนพากันพูดคุย แต่ความจริงแล้วไม่มีใครตั้งใจจะลงชื่อเป็นประธานจริงๆ เพราะทุกคนคิดว่าคนอื่นคงจะเหมาะกว่า
ผู้จัดการ: “มา ๆ มาลงสมัครเป็นผู้จัดงานสิ มีของหวานฟรี”
คนหนึ่งแอบท้วง: “จริงเหรอ เราจะได้ของหวานจากร้านไหน”
ผู้จัดการยิ้มจนเห็นเหงือก: “ไม่บอก ถ้าอยากรู้ ลงชื่อมาเถอะ”
นิชยาที่ไม่ได้ตั้งใจมองลงไปในกระดาษ ใบสมัครที่มีรอยกาแฟเปื้อนทำให้ลายมือของคนเขียนจางลง เธอลงลายเซ็นอย่างรวบรัดด้วยความไม่อยากเป็นปัญหา
นิชยา: “ถ้าพวกเขาต้องการฉันจริงๆ ฉันก็จะช่วย”
เต้ยมองด้วยตาโต: “เธอเพิ่งลงชื่อเป็นประธานเหรอ?”
นิชยาตัวแข็ง รองเท้าแตะเกือบจะหลุดจากเท้าเพราะความตกใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจ!”
แต่ชื่อของเธอถูกตั้งอยู่ในรายการที่ถูกวางบนกระดานประกาศ เดือนถัดไปจะมีการประกวดงานชาววิทยา ซึ่งชนะจะได้รางวัลและเป็นข่าวใหญ่ในเพจนักศึกษา
และนั่นคือจุดเริ่มของสับขาหลอกที่ไม่มีใครคาดคิด
พีท เจ้าหน้าที่ชมรมคนเก่า ดูประสาทถึงกับกระตุกเมื่อเห็นชื่อ “นิชยา เจติยะ” อยู่ในตำแหน่งประธาน เขาเดินมาหาเธอด้วยท่าทียับๆ ย่นๆ
พีท: “ประธาน? ใครยอมให้เธอเป็นประธานเนี่ย – ถ้าเธอไม่ทำ เราต้องหาคนใหม่ภายในสัปดาห์”
นิชยาทำหน้าแบบคนเห็นภาพหลอน แต่ไม่นานกลุ่มนักศึกษารอบๆ ก็โห่ร้องให้กำลังใจ เธอไม่กล้าปฏิเสธขึ้นเสียงเหมือนเคย จึงพยักหน้าแทนคำตอบ
เต้ยพึมพำ: “นี่แหละสาเหตุที่เธอไม่ควรพกปากกาเข้ามหาวิทยาลัย”
ช่วงแรกเป็นแค่ความเข้าใจผิดเล็กๆ แต่พอข่าวลือแพร่ไป เพจนักศึกษาก็เริ่มลงภาพของนิชยาในมุมที่ไม่ตั้งใจ ติดแฮชแท็ก #ประธานใจดี เธอกลายเป็นภาพล้อเลียนและเพื่อนๆ เริ่มส่งสติกเกอร์หัวเราะ
นิชยานอนคิดอยู่ในห้องพักอาจารย์มุกซึ่งเป็นที่ปรึกษาชมรม อาจารย์มุกเป็นคนที่ชอบแต่งตัวแปลกๆ และมีตรรกะแบบฮีโร่ที่ทำให้ทุกคนทั้งรักทั้งกลัว
อาจารย์มุก: “นายต้องยอมรับหน้าที่นะ นี่คือโอกาสเรียนรู้การเป็นผู้นำ”
นิชยา: “แต่ฉันไม่รู้จะเริ่มอย่างไร อาจารย์”
อาจารย์มุกยิ้ม “เริ่มจากการยอมรับผิดชอบ แล้วขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่หลบหนี”
นิชยาฟังและคิด แต่ใจยังคงย่ำแย่ เธอกลัวการปฏิเสธผู้คน แต่ก็กลัวความผิดพลาดที่จะส่งผลต่อเพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เธอไม่รู้คือ ทุกฝ่ายกำลังมีเป้าหมายของตัวเอง เต้ยอยากได้ชื่อเสียงเล็กๆ ในการเป็นผู้ช่วยจัดงาน พีทอยากรักษาความเป็นที่หนึ่งของชมรมตัวเอง และกลุ่มนักศึกษาที่อยากให้มีงานสนุกๆ ต่างก็ตั้งความหวังไว้สูง
วันวางแผนแรก เธอพยายามเป็น “ประธานที่ใจดี” ในแบบที่ทุกคนคาดหวัง — จัดประชุม จัดแบ่งหน้าที่ เตรียมงบประมาณ แต่จากนิสัยที่เกลียดการปะทะ เธอมักจะเลี่ยงการพูดตรงๆ และมักแก้ปัญหาด้วยการพยักหน้าแล้วบอกว่า “จะจัดการ”
เต้ย: “เราไม่มีงบสำหรับไฟประดับทั้งหมดที่เธออยากได้”
นิชยา: “อืม…งั้นก็เอาผ้าที่พอมีอยู่จากหอ เราคงทำให้มันดูดีได้”
พีทย่นตา “ผ้า? งานระดับนี้ต้องมีสปาร์กเกอร์นะ”
นิชยา: “แล้ว…งั้นเอาสปาร์กเกอร์ตามที่พีทบอก แต่ถ้าเกินงบ เราค่อยลด”
พีทยิ้มอย่างที่นิชยาไม่ชินเห็น “นึกว่าเธอจะไม่กล้าตัดสินใจ”
นิชยาพยายามยิ้มตอบ แต่การตัดสินใจของเธอเป็นการประนีประนอมตลอด เวลาเขียนแผนงาน เธอมักใส่บรรทัดที่มีหลายทางเลือก เพื่อไม่ให้ใครรู้สึกเสียหน้า
เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้าใจผิดเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ชมรมอื่นๆ เริ่มส่งตัวแทนมาแข่งขัน และเพจนักศึกษาก็เพิ่มแรงกดดันโดยการให้คะแนนการโปรโมทงาน ทุกคนเริ่มนำเสนอแนวคิดแปลกๆ เพื่อให้เป็นที่กล่าวถึง
กลุ่มนักศึกษาที่หวังดัง: “ถ้าเราติดเทปกระพรุนบนเสื้อคนเดินขบวน ทุกคนจะถ่ายรูปแน่นอน”
นิชยา: “เทปกระพรุน…คืออะไร?”
เต้ย: “ไม่รู้ แต่ถ้ามันทำให้คนมาดู ก็ทำเถอะ”
นิชยาเลือกทำตามความต้องการของคนอื่นอีกครั้ง เป็นการตัดสินใจที่ดูปลอดภัยแต่จริงๆ แล้วเสี่ยงต่อการสร้างภาพลักษณ์เป็นประธานที่ไม่มีเข็มทิศ
กลางทางมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทุกอย่างคือจดหมายเชิญจากคณะกรรมการนักศึกษาระดับชาติ พวกเขาบอกว่าจะส่งคณะกรรมการตัดสินงานวิทยาเขตมาเยือนมหาวิทยาลัยภายในสองสัปดาห์ หากมีงานที่โดดเด่น จะมีรางวัลจริงจัง
เต้ยตะโกนอย่างตื่นเต้น “นี่แหละ! โอกาสของเรา! ถ้าได้รางวัล ฉันจะได้ชื่อนำไปใส่ในประวัติ”
พีทยิ่งเคร่ง “เราต้องทำให้ระบบแสง ระบบเสียงทุกอย่างเพอร์เฟ็กต์”
นิชยาหัวหมุน เธออยากทำให้ทุกคนพอใจ แต่ใจจริงกลัวว่าถ้าทุกอย่างพัง เธอจะต้องรับผิดชอบเต็มๆ
อาจารย์มุกเข้ามาช่วยในแนวทางที่แปลกประหลาด เขาพาเพื่อนนักดนตรีจากชมรมละแวกมา และเสนอไอเดียสุดประหลาดว่าให้ใช้ “จังหวะท้องถิ่น” ผสมกับกราฟิกแสงจอ LED เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่
พีทมองหน้ากันกับเต้ย “จังหวะท้องถิ่นแบบไหน?”
อาจารย์มุกยิ้มพลางยกด้ามช้อนขึ้น “แบบที่คนเต้นแล้วหัวหันเมื่อได้ยิน แล้วก็คลั่งรักด้วยความงง”
นิชยา: “งงคือ…ดีนะ?”
ทุกคนต่างตะโกนยืนยันด้วยความมุ่งมั่น แต่พอถึงเวลาซ้อม งานเริ่มออกทะเลจริงๆ การผสมผสานที่ดูแปลกประหลาดทำให้โครงสร้างของงานไม่ชัดเจน และผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนเริ่มขัดแย้งกัน
พีท: “เสียงมันไม่เชื่อมกันเลย!”
นักดนตรี: “เราเล่นตามจังหวะท้องถิ่น เขาก็ต้องปรับจังหวะแสงสิ”
เต้ย: “แล้วทำไมต้องมีเทปกระพรุนด้วยวะ”
นิชยากำมือแน่น ความกดดันเพิ่มขึ้นจนเหมือนลมพายุ ทุกคนหันมามองเธอในวินาทีที่เธอต้องตัดสินใจ แต่นิสัยของเธอยังเป็นคนที่ไม่กล้าปะทะ เธอจึงกลับไปทำสิ่งที่เธอทำดีที่สุด: พูดให้ทุกคนรู้สึกโอเค
นิชยา: “งั้น…เราลองผสมทั้งสามอย่างก่อน ถ้าผู้ชมไม่ชอบ เราจะปรับหลัง”
พีทย้อนกลับ “นี่คือการทดลองหรืองานจริง?”
นิชยา: “ทั้งสองอย่าง”
แผนงานแบบครึ่งกระโดดครึ่งเดินนำไปสู่ความซวยต่อเนื่อง สิ่งที่ไม่คาดคิดเริ่มเกิดขึ้น: เทปกระพรุนลมแตกในคอนเสิร์ตนำไปสู่การลื่นล้มของแถวหน้าที่ทำให้กล้องถ่ายรูปกระเด็น และไฟ LED เกิดช๊อตเพราะสายไฟพันกันเหมือนรังนก
ภาพตอนนั้นแพร่กระจายเป็นไวรัล ภาพนิชยาซึ่งยืนอยู่ตรงกลางเวทีด้วยท่าทีที่ยืดยาดกลายเป็นมีมที่ทำให้เธอหน้าแดงไปทั้งสัปดาห์
หลังเหตุการณ์นั้น เธอเริ่มรู้สึกหนักหน่วง ในคืนก่อนการเยือนของคณะกรรมการระดับชาติ เธอนอนไม่หลับ จินตนาการสิ่งเลวร้ายซ้อนกันไปเรื่อยๆ
เต้ยมานั่งข้างเธอที่สนามหญ้า “เธอคิดว่าถ้าเราตกงานหรือโดนตำหนิ เธอจะรับมือยังไง?”
นิชยา: “ฉันไม่อยากให้ใครผิดหวัง”
เต้ยจับมือเธอ “บางทีมันคือเวลาที่เธอต้องทำให้คนอื่นผิดหวังบ้าง เพื่อให้ความจริงชัดเจน”
คำพูดนั้นเหมือนมีดคมบาด แต่เป็นดาบที่ต้องใช้ นิชยารู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องเลือก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็กลัวถ้าพูดความจริงความสัมพันธ์ที่เธอรักษาไว้จะพัง
เช้าวันตัดสินมาถึง คณะกรรมการมาจากต่างมหาวิทยาลัย แต่งตัวสุภาพและมีแววตาที่ค้นหาการจัดการงานที่สมบูรณ์แบบ พวกเขานั่งติดขอบเวทีเหมือนจ้องตากับผู้ต้องสอบ
ปัญหาเริ่มตั้งแต่พิธีเปิด เมื่อพิธีกรวงแหวนที่ไม่ตรงตามสคริปต์ทำให้การเปลี่ยนฉากช้ากว่าเวลา พีทร้องเสียงดังในฉากหลัง “ไฟ! ไฟ!”
นิชยาพยายามยิ้ม แต่เมฆดำบนเวทีกำลังก่อตัว เธอเห็นทีมงานกำลังมองหาใครสักคนที่เป็นผู้นำ จะให้เธอย้ำคำพูดก็กลัวจะเป็นการเผชิญหน้า ครั้งนี้เธอต้องการคำตอบที่ชัดเจน
ระหว่างพักครึ่ง มีนักข่าวนักศึกษามาสัมภาษณ์ประธาน ในขณะที่นิชยายืนอยู่ตรงนั้น ทั้งความกลัวและความรับผิดชอบผลักดันให้เธอตัดสินใจพูดความจริง
นักข่าว: “ประธานชมรม ขอให้เล่าถึงแนวคิดของงานนี้หน่อย”
นิชยาตั้งหน้าอย่างจริงจัง, หายใจลึกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกว่าทุกครั้ง “งานนี้เริ่มจากความตั้งใจจะทำให้เพื่อนๆ มีความสุข แต่มันก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นหลายอย่าง ผมหมายถึงฉันเอง อย่างไรก็ตาม ฉันยอมรับผิดชอบและขอเวลาแก้ไข”
ความสงบเงียบชั่วครู่ ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มซุบซิบ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจกำลังเกิดขึ้น — แทนที่จะตำหนิ พีทและเต้ยเดินเข้ามาใกล้ และหนึ่งในคนที่ล้มจากเทปกระพรุนยืนขึ้นแล้วพูดว่า
คนที่ล้ม: “เธอกล้าพูดความจริง นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ”
เต้ยยิ้มกว้าง “เราทุกคนผิดพลาด แต่ถ้าเธอยอมรับ เราก็จะร่วมแก้”
พีทแม้จะนิ่งขรึม แต่ก็พยักหน้า “ขอโทษที่ไม่ให้เธอมีพื้นที่มากพอ และขอบคุณที่เธอกล้าที่จะออกมาพูด”
แผนปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นในเวลารวดเร็ว พวกเขาตัดสินใจแยกงานออกเป็นสองส่วน: ส่วนหนึ่งจะเป็นโชว์แบบทดลองที่เปิดเผยความซับซ้อนและการเรียนรู้ของทีม ส่วนหนึ่งเป็นการแสดงที่เรียบง่ายและเข้าถึงได้สำหรับผู้ชมทั่วไป
อาจารย์มุกปรบมือเบาๆ “นี่แหละ เรียนรู้ในการทำงานจริง”
คณะกรรมการระดับชาติที่ตอนแรกตั้งท่าจะตำหนิ กลับยิ้มและจดบันทึกอย่างจำนำเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือการจัดการวิกฤตที่ดี ไม่ใช่งานที่เพอร์เฟ็กต์เพียงอย่างเดียว
นิชยาได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ: ความเป็นผู้นำไม่ใช่การไม่ทำผิด แต่เป็นการยอมรับข้อผิดพลาดและเรียกทีมมาร่วมแก้ไข เธอเริ่มพูดชัดเจนมากขึ้น เลิกใช้คำว่า “จะจัดการ” เป็นคำวิเศษที่ปัดความรับผิดชอบไป
เต้ยหัวเราะขณะจัดไฟอย่างตั้งใจ “เราจะทำโชว์ที่ซื่อสัตย์ที่สุด”
พีทย้อน “เธอหัวเราะได้กว้างขึ้นนะ”
นิชยา: “ฉันไม่อยากเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพราะกลัวการปฏิเสธอีกแล้ว”
ตอนท้าย การแสดงสองส่วนสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย งานเรียบง่ายกลับได้รับเสียงเชียร์ ส่วนโชว์ทดลองได้รับคำชมเชิงสร้างสรรค์ คณะกรรมการให้คะแนนสองส่วนควบคู่กัน และผลสุดท้ายคือชมรมได้รางวัลพิเศษด้านนวัตกรรมการจัดการวิกฤต
ภาพสุดท้ายของงานเป็นภาพนิชยาที่ยืนบนเวที พร้อมกับทีมที่จับมือกัน คนดูยืนปรบมือยาวนานกว่าที่ใครคาดคิด
นิชยาพูดไมโครโฟนด้วยเสียงที่สั่นน้อยลงแต่แน่นขึ้น “ขอบคุณทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะฉันเป็นประธานที่ดีที่สุด แต่เพราะพวกเธอเชื่อในความพยายามของทีม”
หลังงานจบ เพจนักศึกษาปรับรูปของนิชยาให้เป็นภาพถ่ายอย่างจริงจังแทนมีม ผู้คนเริ่มมองเธอด้วยสายตาใหม่ เต้ยกระซิบ “เป็นประธานแบบนี้แหละเจ๋ง”
พีทเสริม “เธอเรียนรู้เร็ว แถมเราได้รางวัลด้วย ชมรมเรารอด”
คำชมเหล่านั้นไม่ทำให้เธอลอย แต่กลับทำให้เธอเข้าใจว่า การยอมรับความจริงคือการสร้างพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามาแบ่งปันความรับผิดชอบ
สัปดาห์ถัดมา นิชยาไปพบอาจารย์มุกอีกครั้งด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
อาจารย์มุก: “เห็นมั้ย บางครั้งความผิดพลาดก็เป็นครูที่ดี”
นิชยา: “ใช่ค่ะ อาจารย์ ฉันยังทำผิดอีกแน่นอน แต่ตอนนี้ฉันรู้ว่าถ้าฉันพูดความจริง เราจะมีทางออก”
อาจารย์มุกยิ้มและระบายเสียงหัวเราะเบาๆ “และนั่นแหละคือประธานใจดี — ไม่ได้ใจดีจนปล่อยให้ทุกอย่างพัง แต่ใจดีพอที่จะเรียกทีมมาต่อสู้ด้วยกัน”
นิชยาเดินกลับหอพักในบ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดผ่านและแสงแดดอ่อนๆ จับใบหน้าเธอ เธอคิดถึงสิ่งที่สูญเสียไปและสิ่งที่ได้มา การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนพอใจ แต่เป็นการยอมรับว่าบางครั้งการไม่ทำให้คนอื่นพอใจก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
เต้ยโผล่หน้าจากมุมหนึ่งพร้อมกับเค้กเล็กๆ “ฉลองกันหน่อย เห็นเธอวันนี้ ดูอบอุ่นขึ้น”
นิชยา: “อบอุ่นจากไฟ LED ที่ไม่ชอร์ตแล้วสินะ”
เต้ยหัวเราะจนหน้าแดง “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เธอเปลี่ยนจริงๆ”
พีทเดินมาพอดี แล้วพูดอย่างไม่ค่อยจะนิ่งนัก “แหม ผมก็เห็นว่าเธอดูแตกต่างไป คือ…ดีขึ้น”
พวกเขานั่งคุยกันเรื่องแผนใหม่ มือของนิชยาสัมผัสกับกระดาษแผนงานเก่าๆ ที่เธอรู้สึกไม่ภูมิใจนัก แต่ตอนนี้มันดูเป็นบทเรียนมากกว่าความอับอาย
ในช่วงท้าย นิชยาเขียนข้อความลงในบันทึกของเธอว่า “การกล้าพูดความจริงไม่ใช่การทำให้คนผิดหวัง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราทุกคนเติบโต”
นิชยายิ้มและมองไปไกลๆ เธอรู้สึกว่าจริงๆ แล้วความเจ็บปวดจากการเข้าใจผิดครั้งนี้เป็นของขวัญที่แปลกประหลาด มันสอนให้เธอยืนหยัด และยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองและคนรอบข้าง
ภาพสุดท้ายเป็นภาพนิชยากับเพื่อนๆ ยืนบนเนินหญ้าของมหาวิทยาลัย พระอาทิตย์ตกลงช้าๆ และทุกคนหัวเราะด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ — ไม่ใช่หัวเราะเพราะมุขใคร แต่เพราะความเบาใจที่เกิดจากการผ่านพ้นเหตุการณ์มาด้วยกัน
นิชยามองเพื่อนและกระซิบกับตัวเองว่า “ฉันอาจจะยังลงชื่อผิดอีกสักครั้ง แต่ครั้งต่อไปฉันจะกล้าพูดก่อน”
เต้ยตบไหล่เธอ “แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
เรื่องราวจบลงด้วยภาพของกลุ่มคนที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เลือกที่จะรับผิดชอบต่อกัน และโลกของเขาไม่จำเป็นต้องปะทะกันด้วยความรุนแรง — แค่การพูดความจริงและการหัวเราะร่วมกันก็พอ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ความเข้าใจผิด, ตลก, coming-of-age, มิตรภาพ