คำสาบานใต้ฟ้าเมืองลอย
แสงแดดสุดท้ายของวันสะท้อนผ่านหน้าต่างแก้วสีน้ำเงินอมชมพูของห้องเรียนสูงที่ริมทางเดิน ครินยืนทาบแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ ลายเส้นสีน้ำเงินในสมุดวาดยังไม่สมบูรณ์ เธอมองชมพูผงะข้าง ๆ อย่างลอบคิด เมื่อเสียงโครมใหญ่จากห้องถัดไปดังขึ้น ทุกคนในห้องหยุดเคลื่อนไหวทันที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อาจารย์สตรีสูงอายุเงยหน้าขึ้น ‘ใครกัน!?’ เสียงตะโกนแบบไม่คุ้นชิน เด็ก ๆ ในห้องหลุบตาลงมีเพียงครินแอบชะโงกผ่านบานกระจกด้านใน เธอเห็นเด็กผู้ชายมือเปื้อนหมึกวิ่งผ่านอย่างสะดุดตา ทิ้งซองจดหมายเล็ก ๆ ไว้ใต้ประตู
เย็นวันนั้น ครินกลับห้องพักเดี่ยวในอาคารสูงริมขอบเมือง เธอเปิดสมุดวาด พยายามลบภาพความวุ่นวายเมื่อกลางวัน ‘วันๆ มีแต่เรื่องรบกวนจริง ๆ’ เสียงใจเธอดังในความเงียบ แต่ยังไม่ทันได้ขีดเขียนอะไร เสียงเคาะประตูดังขึ้น ‘คริน…เอ่อ ฉันเนซ อยู่ห้องข้างๆ…ขอยืมดินสอหน่อยสิ’
ครินลังเล ก่อนหยิบกล่องดินสอส่งให้ เนซกระพริบตา ‘นี่…เมื่อกลางวัน เห็นคิรย์มั้ย? เขาหายไปแล้ว กลับห้องไม่เจอเลย’ คำถามนั้นคล้ายเร้าให้ความหวาดระแวงจุดประกายในสายตาคริน เธอตัดสินใจเก็บซองจดหมายที่เห็นลังเลอยู่ในสมุด เธอไม่ได้บอกเนซในตอนนั้น
รุ่งเช้าแรกในอัลเมีย เมืองลอยฟ้าที่ผู้มาใหม่ต้องปรับใจให้เข้ากับความสูง ครินเดินข้ามสะพานแก้วชมพูระหว่างตึกเรือนแหลม มองเห็นเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งจับกลุ่มกระซิบ ‘เมืองนี้จะมีเรื่องประหลาดทุกวันเดือนสิบสามเสมอ’ เสียงหนึ่งแว่วมา ครินเสียววาบที่ท้ายทอย ก่อนเธอจะเดินหลบไปด้านข้าง เห็นชายวัยกลางคนท่าทางกังวลแอบซุกของบางอย่างลงในแปลงดอกไม้ริมระเบียง
เนซปรากฏตัวข้าง ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ‘คริน อยากลองช่วยตามหาคิรย์ไหม?’ เธอไม่ตอบแต่พยักหน้า ก่อนเงยหน้าขึ้นพบสายตาเย็นของยูน—เด็กหนุ่มผิวซีดเสมือนหลุดมาจากม่านหมอก ยูนเอ่ยช้า ๆ ‘อย่าไปยุ่งเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ถ้ายังอยากอยู่ในเมืองนี้’
สามคนเดินตามรอยวันใหม่ในโรงเรียนแห่งเมืองลอย เด็กสาวเปิดสมุดบันทึกดูรอยคราบหมึกที่ทิ้งไว้ตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวาย เนซสำรวจแถวล็อกเกอร์จนเจอเบาะแส—บันทึกสั้น ๆ เขียนว่า ‘เงาแห่งแรมสิบสาม ศรัทธา และคำสาบาน—จงลืมอดีตถ้าอยากมีอนาคต’
ถึงครินจะรู้สึกกลัวในจิตใจ แต่ภาพคิรย์คนที่หายไปยังวนเวียน เธอเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคนนอกคอกอย่างเธอถึงได้รับการหวังดีจากเนซ ตัวเองมีค่าอะไรในสายตาใคร ครินฟังเนซพูดตื่นเต้นเกี่ยวกับการสืบหาเบาะแส แต่อีกมุมหนึ่งเงียบงัน—ยูนลอบจ้องสมุดของเธออยู่เสมอ
เย็นนั้นทั้งสามแอบออกจากหอพัก ไปยังสะพานกลางของเมือง จุดที่แสงอาทิตย์แตะยอดเสาหินสลักลวดลายโบราณ เนซชี้สัญลักษณ์ประหลาดแห่งเงาบนพื้นหิน ‘เหมือนในสมุดเลย’ ยูนยังคงสงวนท่าทาง เขามองเมืองลอยที่ล่องกลางทะเลหมอกอบอุ่น พลันกระซิบ ‘ที่นี่มีอดีตที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง—อย่าไว้ใจใครหมดใจ’
ครินเริ่มถามตัวเองว่า เธอหวาดกลัวเรื่องการถูกลืมมากกว่าการสูญเสียหรือไม่ ในคืนแรกที่ได้รู้ความลับบางอย่าง ครินฝันถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตื่นขึ้นมาก็เงียบงัน เธอเห็นม่านหมอกหนาทึบปกคลุมเมือง ราวกับคอยปิดบังอะไรไว้
วันใหม่กับคำถามใหม่ในหัวใจ หลังเลิกเรียนครินพบครูใหญ่กำลังรับซองจดหมายซึ่งคล้ายกับที่เธอมีอยู่ ใครบางคนคอยติดตามการเคลื่อนไหวของนักเรียนอย่างละเอียด เธอกับเนซแอบสังเกตเห็นรอยเท้าที่นำไปสู่ประตูเล็ก ๆ ใต้โรงเรียน ประตูนั้นถูกล็อกแน่นหนา ยูนหยุดพวกเขากลางทาง ‘จะเสี่ยงขนาดนั้น ถ้าไม่มีทางหนี?’ ความหลงใหลของเนซกับความลังเลของยูนชนกันกลางอากาศ
ครินลองใกล้ประตู สัมผัสความเย็นเฉียบแผ่ซ่านปลายนิ้ว หัวใจเต้นแรงเป็นจังหวะกังวล เธอตัดสินใจเดินหนีออกมา ทิ้งความรู้สึกผิดไว้เบื้องหลัง เมืองลอยฟ้าที่ดูสว่างไสดูเหมือนจะเริ่มมืดลงภายในใจเธอ
คืนนั้น ครินปลุกตัวเองขึ้นมานั่งถอนหายใจที่หน้าต่าง เธอเปิดสมุดดูรอยหมึก ปลายนิ้วลูบเส้นคำว่า ‘สาบาน’ ที่เขียนไว้แผ่วเบา เสียงโทรศัพท์กระซิบมาว่า ‘พบกันที่สวนหลังคา 21.30’ เธอลังเล ก่อนตัดสินใจคว้าเสื้อคลุมออกจากห้องเงียบ ๆ
บนสวนหลังคาเนซรออยู่แล้ว ‘คริน ฉันเชื่อว่าคิรย์ไม่ได้หนี—แต่ถูกบังคับให้อยู่ที่ใดที่หนึ่งในเมืองนี้ ที่นี่มันมีอะไรไม่ถูกต้อง’
‘ทำไมเธอมั่นใจขนาดนั้น?’ ครินพูดเสียงเบา
‘ฉันเคยเห็นบางอย่างก่อนหน้านี้ คนชุดดำที่เดินเร้นอยู่ตามซอกตึก…ก่อนที่ปู่ของฉันจะหายไปแบบเดียวกับคิรย์’ เนซสบตาคริน สายตาเปี่ยมด้วยแรงผลักดันปนเศร้า
ยูนเดินเข้ามาช้า ๆ ‘ถ้าอยากรู้ความจริงจริง ๆ ต้องกล้าเผชิญหน้ากับคำสาบานของเมืองนี้’ เขายื่นแผนที่ลับให้ เนซกับครินประสานสายตากันด้วยความประหลาดใจและหวาดหวั่น
ทั้งหมดตกลงจะเริ่มเสาะหาความจริงในคืนถัดไป ครินคืนนั้นนั่งจมอยู่กับความกลัว เธอหวาดกลัวการที่ไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของตน การไม่มีตัวตน หรือการถูกลืมจากโลกใบนี้ ทั้งที่ลึก ๆ เธอปรารถนามิตรภาพและการยอมรับจากเพื่อน
รุ่งขึ้น ทั้งสามสังเกตเห็นว่าผู้ใหญ่ในเมืองดูตึงเครียดผิดปกติ มีการล๊อกห้องชั้นใต้ดินเพิ่ม สัญญาณแปลก ๆ ผ่านวิทยุของโรงเรียนครางเบา ๆ ตลอดเวลา ยูนแสดงความระแวงโดยดึงครินถอยห่างจากกลุ่มผู้ใหญ่ ‘อย่าไว้ใจแม้แต่คนที่ดูมีเมตตาที่สุด’
เนซผลักดันความกลัวออกไปข้างหน้า ‘คืนนี้ ลงใต้เมืองด้วยกัน’ ทั้งสามนั่งเงียบระหว่างอาหารเย็น เสียงเครื่องลอยและใบพัดลมแทรกไล่ความตึงเครียด
เมื่อเวลานัดมาถึง ครินใส่เสื้อคลุมสีหม่น เดินตามเนซและยูนมาถึงประตูเก่าใต้โรงเรียน ยูนใช้กุญแจที่ได้มาไขเข้าไป กลิ่นอับชื้นของอิฐเก่าและลายสลักใต้แสงไฟกะพริบ นำทางพวกเขาลงบันไดหินวนสู่ห้องโถงลับ
‘อย่าทำเสียงดัง’ ยูนเตือน
เสียงฝีเท้าระโยงระยาง หลบหลีกพวกผู้ใหญ่ที่ดูเหมือนคอยอะไรสักอย่างในความเงียบงัน ครินรู้สึกว่าไม่มีที่ปลอดภัยในเมือง เฉพาะมิตรภาพบางอย่างกำลังเติบโตขึ้นในหัวใจ
ใต้บันไดโค้งงอ เส้นทางสลักสัญลักษณ์เดียวกับในสมุดของคริน ‘เงาแห่งแรมสิบสาม ศรัทธา และคำสาบาน’ พวกเขาหยุดยืนตรงกลไกกลางห้อง ศิลาซ้อนกันเหมือนแท่นบูชาเหนือโพรงลึก ยูนหยิบโคมไฟขึ้นส่องลงไป ลายเส้นเรืองแสงปรากฏขึ้นราวคำเชื้อเชิญ
ทันใดนั้น มีเสียงกระซิบของเด็กชายอีกคนดังขึ้นจากใต้โพรง ‘ช่วยฉัน…’ เนซแทบใจขาด คิรย์! ทั้งสามรวบรวมกล้ากระโจนลงทางลาด เข้าสู่ถ้ำลับใต้เมืองลอย ซึบซับกลิ่นหมอกเย็นในความมืดจนเห็นเงาร่างของคิรย์ถูกพันธนาการด้วยสายโซ่เงาทราย
ครินลังเลวูบหนึ่งฝ่าความกลัวเข้าไป เธอเอื้อมมือสัมผัสโซ่ ลองระลึกถึงข้อความในสมุด ‘จงลืมอดีตถ้าอยากมีอนาคต’ แต่เธอหันไปสบตาเนซ เห็นความหมดหวังเมื่อความทรงจำของปู่ลอยมา ครินตัดสินใจตะโกนสาบานออกไปกลางห้อง ‘ฉันจะไม่ลืมอดีตของใครอีก!’
ตอนนี้ โซ่เงาทรายเริ่มร่วงลงในควันหมอก คิรย์กระเสือกกระสนขึ้นมากอดเนซ น้ำตาไหล ยูนพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ มีประกายแปลกในแววตา
แต่ทันใด พวกผู้ใหญ่ที่เฝ้าระวังเร้นในเงาเข้ามาขวาง ครูใหญ่สบตาคริน ‘คำสาบานนี้มีไว้เพื่อปกป้องเมือง’
‘หรือเป็นข้ออ้างเพื่อซ่อนความผิดพลาดในอดีต?’ ครินเอ่ยเสียงสั่น เท้าของเธอสั่นระริก แต่สายตาเปล่งประกายความกล้า ทุกชีวิตในห้องหยุดนิ่ง ราวกับมวลหมอกลอยตึงเหนือศีรษะ
‘ขอโทษ…’ เสียงยูนสั่นไหว ‘ฉัน…เป็นคนส่งข่าวคราวให้นอกเมืองตามคำสั่ง ฉันกลัวจะสูญเสียสิ่งเดียวที่มีอยู่—ชื่อของครอบครัวฉัน’
เนซวางมือบนบ่าของยูน ‘นายเลือกช่วยพวกเราในที่สุด’
บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนไป เมื่อมวลหมอกเริ่มจางลง ยูนกลืนก้อนน้ำลายในลำคอ ครินกลั้นน้ำตา เธอยืนหยัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‘ถ้ารู้จักยอมรับอดีตของเมือง ไม่หลีกหนี ไม่ลืมใครเลย—เราจะอยู่ร่วมกันแบบแท้จริงได้ไหม?’ ครินสะอื้นในถ้อยคำนั้น ทุกสายตาย้อนกลับมาหาเธอ
แสงแดดแรกของวันใหม่สาดลงบนทางขึ้นจากใต้เมืองลอย ครินเดินออกจากเงามืดพร้อมเนซ ยูน และคิรย์ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือเมืองที่เปลี่ยนแปลง ครินยิ้มทั้งน้ำตา เธอรู้ว่าอย่างน้อยในวันนี้ เธอได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ แม้ต้องสูญเสียความไร้เดียงสาบางอย่างและเผชิญความจริงอันเจ็บปวด
เสียงก้องกังวานแห่งความทรงจำเก่าหายไปพร้อมกับหมอกที่วิ่งพล่าน ครินกล้าก้าวเดินต่อในเมืองลอยฟ้า ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและแสงสว่างใหม่ในดวงตา