เสียงเพรียกแห่งสายฝน
เสียงฝนตีกระทบหลังคารถประสานกับเสียงแตรในชั่วโมงเร่งรีบ เปรมลดกระจกรถลงเพียงเล็กน้อย รับลมเย็นชื้นก่อนจะหมุนวิทยุเปลี่ยนสถานี กำลังใจในเช้าวันจันทร์สำหรับเขาไม่ใช่เพลงโปรดหรือกาแฟกลิ่นหอม แต่เป็นแรงกดดันตลอดสัปดาห์ใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในบริษัทโฆษณาย่านอโศกที่เต็มไปด้วยคนเก่งกว่าเขาเสมอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ก้าวแรกขึ้นบันไดสำนักงาน เปรมเปียกครึ่งตัว ถุงเท้าเดินเสียงดังเปาะแปะ เขารีบหลบเข้าลิฟต์ คนแน่น แววตาต่างคนต่างเร่งรีบ หนึ่งในนั้นคือมิ้น—หญิงสาวตัวเล็กที่ยืนเงียบขรึมทำท่าเหมือนอยากหลบซ่อนจากโลก
“ขึ้นไปชั้น 12 ใช่ไหมครับ?” เขาถามแบบเก้อเขิน พยายามจะยิ้ม แต่สายตาใต้เลนส์แว่นสีดำของมิ้นไม่ได้สบกลับ เธอพยักหน้าแผ่วเบา
เสียงลิฟต์เตือนดัง “ติ้ง” เปรมกับมิ้นเดินออกพร้อมกัน เธอมองเขาแวบหนึ่ง เหมือนจำได้ว่าเพิ่งย้ายเข้าทีมเดียวกับเขาเมื่อสัปดาห์ก่อน
ที่โต๊ะเปรมยังทำตัวไม่ถูก เวลามิ้นมองจอคอมฯเหมือนไม่มีใครอยู่ข้างๆ ยิ่งกล้าขึ้นเวลาเสนอไอเดียในที่ประชุมเสียงเธอยังสั่น เปรมไม่แน่ใจว่าเพราะขี้อายหรือเพราะไม่มั่นใจ—แต่เขามองเห็นคุณค่าในฝีมือมากกว่าคนอื่น
ช่วงพักเที่ยง วงเพื่อนต่างแซว “น้องใหม่ดูนิ่งเกินไปนะ” เปรมแค่ยิ้ม
ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกหนัก มิ้นเดินกางร่มคนเดียวออกจากอาคาร เปรมกำลังจะขับรถกลับ เขาหยุดลังเล ลังเลจะแค่ทักหรือจะชวนไปส่งต่อ
“มิ้น…กลับยัง? จะไปทางพระราม 9 รึเปล่า?” เสียงเขาแผ่วแทบกลืนกับเสียงฝน
เธออึกอัก “ไม่ค่ะ ขอบคุณ…หนูชอบเดินตอนฝนตก”
เปรมหัวเราะค่อย “ชอบจริงเหรอ?”
“จริง เวลาฝนตกเหมือนมันล้างอะไรแย่ๆ ออกไป” มิ้นปรายตามองถนนเปียกเจิ่ง ก่อนรีบเดินออกไปเร็วๆ
เปรมมองตามหลังเงียบ ๆ รู้สึกบางอย่างในใจถูกเปิดออก
วันต่อมา ฝ่ายการตลาดเรียกประชุมด่วน โครงการสำคัญถูกส่งให้ทีมเปรมรับผิดชอบ มิ้นกับเปรมต้องจับคู่เสนอไอเดีย
“เราต้องหาจุดขายให้ได้ในสามวัน” หัวหน้าตบโต๊ะ
ทีมแยกย้าย มิ้นนั่งดูสมุดสเก็ตซ์เงียบ เปรมหันไปทำลายความเงียบ “ไอเดียเธอน่าสนใจนะเมื่อกี้…”
“แต่หัวหน้าไม่ชอบ…”
“ก็เพราะยังไม่ได้ลองเต็มที่ แต่อะไรที่เธออยากเล่า?”
นิ่ง เธอไม่กล้าสบตา “เรื่องครอบครัว…กับเวลาที่ฝนตก…”
เปรมเงียบ เขาไม่ซักต่อ แต่เขาค่อยๆ เข้าใจว่ามิ้นมีอะไรที่ลึกกว่านั้น
คืนนั้นในออฟฟิศที่ว่างเปล่า ทั้งคู่ทำงานดึก เปรมหลับตาฟังเสียงฝนบนหลังคา
“เปรม…” มิ้นเปรยเบา ๆ “เคยกลัวมั้ยว่าเราจะพยายามไปเพื่ออะไรสักอย่างแล้ว…คนอื่นไม่เห็นค่า?”
เปรมทำท่าจะตอบแต่ชะงัก เขายิ้มเศร้า “บ่อย…บางทีฉันก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเก่งจริงหรือแค่โชคดีอยู่รอดเฉยๆ”
เว้นว่างนาน สองคนแค่ฟังเสียงฝน หัวใจใกล้กันมากกว่าเดิมโดยไม่ต้องพูดออกไป
วันใหม่เริ่มต้น ทั้งคู่เสนอไอเดียใหม่ร่วมกัน ตรงข้ามกับที่หัวหน้าตัดสินใจไว้ ผลงานกลับถูกยกย่อง เปรมเห็นรอยยิ้มจริงใจของมิ้นเป็นครั้งแรก ทั้งคู่เริ่มมีช่วงเวลาหัวเราะระหว่างแก้งาน เคมีค่อย ๆ ก่อตัวผ่านคืนอดหลับอดนอนและบทสนทนาเล็ก ๆ ที่พูดไม่หมด
วันหยุด พวกเขานัดออกไปถ่ายภาพสำหรับโครงการ เปรมถือกล้องเดินตามมิ้นเข้าไปในซอยเปียกฝน
“เปรม…คิดว่าจะทำโฆษณาไปได้ตลอดชีวิตเหรอ?”
เขาหยุดคิด “ไม่รู้ ยังหาตัวเองไม่เจอ เธอล่ะ?”
“หนูอยากกลับไปบ้าน อยากสอนศิลปะเด็ก ๆ ที่ต่างจังหวัด…” เธอหลีกเลี่ยงสายตา
เขาพูดไม่ออก นานกว่าจะเอ่ย “ทำไมถึงอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“แม่ป่วย…ค่าใช้จ่ายมันสูง ฉันไม่มีทางเลือก” เสียงเธอสั่นแต่สายตาแน่วแน่
เปรมเม้มปาก ใจหนึ่งอยากปลอบ แต่อีกใจก็กลัวจะก้าวล้ำเขตแดนใจเธอ
วันที่ผลงานโครงการประกาศถึงบอร์ดบริหาร ทั้งทีมดีใจ แต่ข่าวว่ามิ้นยังไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำทำให้บรรยากาศขมขื่น เปรมยื่นมืออยากช่วยแต่เธอปฏิเสธ เธอเลือกเงียบไม่ขอความเห็นใจ
คืนนั้น เปรมโทรหามิ้น ในสายเงียบงันยาวนาน “อย่าเงียบแบบนี้ได้มั้ย”
“บางอย่าง…มันพูดไม่ได้จริงๆ เปรม หนูต้องอดทนคนเดียวมาก่อน”
“ไม่ต้องคนเดียวเสมอไปก็ได้…” เขาเงียบ สุดท้ายเปลี่ยนเรื่องถามสารทุกข์ พยายามจะอยู่ข้างๆ โดยไม่รุกล้ำ
ระยะห่างก่อตัวขึ้นเอง มิ้นเริ่มหยุดรับโทรศัพท์ เธอเลี่ยงไปทำโอทีจนดึก เธอเหมือนหายออกจากชีวิตเปรมทีละน้อย
เช้าวันหนึ่งมีข่าวว่ามิ้นจะลาออก เพื่อนในทีมซุบซิบ เปรมหัวใจหายวาบ เขาไปดักรอที่หน้าตึกจนฝนเทลงมา
เขายืนจ้องประตูหมุน “มิ้น…”
เธอหยุด เท้ายังไม่ขยับ “ขอโทษที่ต้องหนี…ฉันแค่ ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใคร ฝันกับหน้าที่มันสวนทางกันหมด”
“เธอไม่ได้อยู่คนเดียว—ฉันอยากให้รู้ว่าทุกครั้งที่เธอเจ็บ ฉัน…” เปรมเบือนสายตา ลังเลมากไป “…แค่ อยากให้เธอเลือกสิ่งที่ใจอยากจริง ๆ”
สายฝนโปรยหนา เงียบยาวนาน มิ้นยกมือรับเม็ดฝน เธอยิ้มเศร้า “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเธอ ฉันจะคิดถึงเสียงฝนกับกลิ่นกาแฟยามเช้าด้วยกันอยู่ดี”
จังหวะนั้นรถประจำทางจอดใกล้ มิ้นฝืนยิ้มให้เปรม เดินห่างออกไปท่ามกลางสายฝนเปียกชุ่ม
หลังจากนั้นเปรมใช้ชีวิตกลายเป็นคนเงียบขรึม เพื่อนสนิทพูดน้อยลง เขาทุ่มกับงานแต่กลางหัวใจมีรอยแหว่งทุกทีที่ฝนตก
ผ่านไปหลายเดือน อยู่ดีๆ โทรศัพท์เปรมก็ดังขึ้น—เบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ
เสียงฝนซ่าอยู่นอกหน้าต่าง “เปรม…อยู่มั้ย”
เสียงนั้นยังนิ่ง แต่ขึ้นโทนเศร้าจนใจเขาสะท้าน
“เธอสบายดีเหรอ”
“…ไปได้ดีแล้ว แค่ กลัวว่าถ้ากลับมาเดินกลางสายฝน จะไม่มีคนเดินเคียงข้าง เหมือนวันนั้น”
เปรมหลับตา กลั้นใจ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน…แต่ฝนรอบนี้ตกเบาแล้วนะ มิ้น—เราลองเดินไปด้วยกันอีกสักครั้งได้ไหม”
เสียงฝนนอกหน้าต่างกลายเป็นจังหวะอุ่นระหว่างสองคนที่ไม่ได้พูดอะไรอีก หัวใจทั้งคู่ตัดสินใจจะไม่หนีฝนอีกแล้ว
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าโปร่ง เปรมถือร่มหนึ่งคัน เดินออกจากคอนโดฯ หัวใจเขารู้—ไม่ต้องฝืนอะไรอีกต่อไป มิ้นยืนรอที่ปลายทางเท้า เธอยิ้มเขิน ร่มเปรมกางออกเบื้องหน้า เงาร่มซ้อนกันเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นจริงในใจทั้งคู่—เสียงฝนไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่มันคือเสียงเพรียกให้กลับมาหากันเสมอ