เมื่อฝนตกในฤดูร้อน
เสียงประกาศตามสายดังเอื่อย ๆ ข้ามสนามหญ้าหน้ามหาวิทยาลัยในช่วงบ่าย แดดเชียงใหม่เดือนพฤษภาคมร้อนระอุจนต้นพญาเสือโคร่งเหี่ยวเฉา เมษาก้มหน้าเดินเร็วจากห้องสมุด ร่มสีดำลายจุดเล็ก ๆ เกือบหลุดมือเพราะลมแรง เธอสวมเสื้อยืดขาวซีด กางเกงผ้าสีกรมท่าธรรมดา กระเป๋าสะพายใบเก่าคล้องไหล่ ตาสีน้ำตาลไหม้เหม่อลอย ไม่แสดงอารมณ์ใด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าดังตามหลัง เมษาชะงัก หันมองอย่างลังเล ใครบางคนวิ่งมาด้วยความรีบ สะดุดก้อนหินเกือบล้ม แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
“อ้าว… ไม่ช่วยจับหน่อยเหรอเกือบล้มเนี่ย”
เด็กหนุ่มตัวสูง ผิวคล้ำ ผมหยิกฟูในเสื้อชมรมถ่ายภาพยิ้มกว้าง ท่าทางคล่องแคล่ว เขาคือภูมิ รุ่นเดียวกับเธอแต่ต่างคณะ เมษาเพียงมองเฉย ๆ แล้วจะเดินต่อ แต่ภูมิฝืนเดินเคียงข้าง ดูเหมือนไม่ถือสา
ภูมิมองร่มของเมษาแล้วพูดลอย ๆ
“เห็นร่มแบบนี้แล้วนึกถึงตอนแม่ซื้อให้เลยนะ เมื่อก่อนโดนล้อประจำว่าเชยสุด ๆ”
เมษาไม่ตอบ หน้าซีดลงนิด ๆ จับร่มแน่นขึ้น ภูมิปรายตามองพฤติกรรม แต่ไม่ได้ซักไซร้ เขาเปลี่ยนเรื่องทันที
“เอ่อ… จะไปโรงอาหารใช่ไหม ฝนมานะเห็นไหม อ้าว! แดดเมื่อครู่นี่หายไปแล้วเนอะ”
เมษาเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดเบา ๆ
“จะไปด้วยกันเหรอ”
ภูมิหัวเราะเบา ๆ
“ก็… อยากมีเพื่อนไง หรือไม่ต้องการเพื่อนเลย?”
เมษานิ่ง เสียงฝนตกเบา ๆ เริ่มดังขึ้น ไร้ร่มจากร่มไม่ช่วยอะไรนัก เส้นผมเริ่มเปียก เธอตอบในที่สุด
“ถ้าฉันเงียบ คุณก็ไม่ต้องพยายามชวนคุยหรอก มันไม่ได้ช่วยอะไร…”
ภูมิชะงักเล็กน้อย สีหน้าเขาหม่นลง ก่อนจะกลับมายิ้มจาง ๆ
“โอเค งั้นเดินเงียบ ๆ ก็ได้ แต่ผมจะเดินข้าง ๆ”
ทั้งสองคนเดินต่อข้ามสนาม เปียกฝนไปด้วยกันโดยไม่เอ่ยคำใดอีก เสียงฝนกลบความรู้สึกที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ย
เย็นวันนั้นในโรงอาหารซอมซ่อ นักศึกษานั่งแน่นไปหมด เมษาหามุมในสุด นั่งหันหน้าออกหน้าต่าง คอยดูเม็ดฝนไหลเป็นทาง เธอทำท่าไม่สนใจใคร เขียนบันทึกลงสมุด ด้านข้างภูมิวางกล้องถ่ายภาพตัวโตไว้บนโต๊ะ ก่อนสั่งข้าวมากินเงียบ ๆ
“วันไหนฝนตก บ้านคุณน้ำท่วมไหม” ภูมิพยายามเบาเสียงถาม
เมษาเมิน ตอบเรียบ ๆ “ไม่ท่วมค่ะ”
ภูมิยิ้มแห้ง ๆ “บ้านผมอยู่นอกเมือง ต้องเดินลุยน้ำบ่อย ทนเปียกก็ดี เผื่อชินกับสายฝนกับความลำบาก…”
บรรยากาศเงียบงัน ภูมิล้วงมือถือส่งรูปฝนที่เพิ่งถ่ายแสงสะท้อนบนกระจกให้เมษาดู เมษาดูแต่ไม่พูดอะไร ครู่หนึ่งเธอถาม
“ชอบถ่ายรูปเหรอ”
ภูมิพยักหน้า “อยากเป็นช่างภาพครับ ฝันไปไกลหน่อยแต่ก็ซ้อมฝันไว้ก่อน”
เมษายืนนิ่ง ถามต่อเสียงนิ่ง ๆ “ทำไมชอบฝน”
ภูมิหันมามองรอยยิ้มเจื่อน ๆ “เพราะตอนเด็ก ฝนทำให้รู้สึกว่าทุกสิ่งเปลี่ยนได้เสมอ แต่ตอนนี้ฝนนี่ล่ะที่เตือนว่าอะไร ๆ ก็อาจหายไปโดยไม่ได้เตรียมใจ…”
เมษานิ่งฟัง ไม่ขานรับ แต่จับปากกานิ่งเหมือนกำลังคิดตาม อยู่ ๆ เสียงภูมิก็ขัดขึ้น
“วันหลังไปถ่ายรูปฝนด้วยกันไหม”
เมษารีบส่ายหน้าชัดเจน “ขอโทษ ฉันไม่ถนัดกิจกรรมนั้น”
บทสนทนาหยุดลง กลับสู่ความเงียบ ห่างเหินแต่ไม่กดดัน
หลายสัปดาห์หลังจากวันแรก เมษาเริ่มเจอภูมิบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะในหอสมุด ร้านกาแฟ หรือระหว่างเดินข้ามคณะ ภูมิมักเข้าหาเมษาก่อนเสมอ ยื่นมือช่วยเหลือบ้าง ชวนคุยเรื่องกล้อง เรื่องกิจกรรมบ้าง แม้จะได้รับคำตอบสั้น ๆ หรือความเงียบ เมษาก็เริ่มคุ้นเคยกับการปรากฏตัวของเขาโดยไม่รู้ตัว
เย็นวันหนึ่ง หลังเลิกเรียน ฟ้ามืดครึ้ม ไฟในห้องสมุดหรี่ลง เมษากำลังเก็บของกลับหอ แต่พอเดินออกนอกรั้วเจอฟ้าคะนองและฝนกระหน่ำหนัก เธอยืนลังเลตรงระเบียงจนเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง
ภูมิยื่นร่มคันใหม่มาให้ “ร่มของคุณรั่ว ฝนตกแบบนี้ไม่ไหวหรอก รับไว้เถอะ ผมชอบเดินเปียกอยู่แล้ว”
เมษาจ้องหน้าภูมิด้วยความแปลกใจปนชั่งใจ ก่อนรับร่มอย่างเงียบ ๆ
“ไม่ได้เป็นหนี้อะไรผมนะ ขอยืมเฉย ๆ” ภูมิพูดยิ้ม ๆ
เมษาส่ายหน้า บีบร่มไว้แน่นและเดินนำออกไปโดยไม่หันมาแต่คราวนี้ เธอรู้สึกอุ่นใจทั้งที่กลางสายฝน
วันหนึ่ง ภูมิชวนเมษาไปชมงานนิทรรศการภาพถ่าย ฝนตกพรำตลอดบ่าย วันนั้นคนมุงดูรูปถ่ายมากมาย เมษาเดินอย่างประหม่า จ้องภาพที่ภูมินำเสนอ แต่กลับหยุดนิ่งอยู่หน้าภาพหนึ่งนานผิดปกติ ภาพเด็กหญิงก้มหน้าอยู่ใต้ร่มกลางสายฝนท่ามกลางผู้คนบุ้ยปากให้กัน
ภูมิเดินประชิด ถามเบา ๆ “เหมือนคุณเลย… ทำไมถึงชอบภาพนี้”
เมษาไม่ตอบสักพัก ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ
“ฉันไม่ชอบสายตาคนอื่นเวลาโดดเดี่ยว”
ภูมิเอียงหน้าตามองอย่างจริงจัง “แต่ผมคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งคุณจะเดินในฝนแบบไม่กลัว”
เมษาขมวดคิ้ว เลี่ยงสายตาก่อนเดินไปเงียบ ๆ ทิ้งให้ภูมิมองตามอย่างใช้ความคิด
คืนนั้นเมษาเขียนบันทึกยาวเป็นพิเศษ เสียงฝนข้างหน้าต่างกลบเสียงในใจที่เธอไม่กล้าบอกตัวเอง
ในช่วงสอบปลายภาค เมษาเครียดหนัก ไม่ออกไปข้างนอกนานวันจนเพื่อนในห้องเริ่มซุบซิบว่ามีปัญหา ภูมิมาเยี่ยมจนเพื่อนเมษาต้องปล่อยให้ทั้งคู่นั่งคุยกัน
“คุณโอเคไหม? ผมถามจริง” ภูมิเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น
เมษาเม้มปาก นิ่งไปนาน กระทั่งเอ่ยเบา ๆ
“เมื่อก่อนฉันเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงมันน่ากลัว…”
ภูมิหยุด เงียบรอเมษาต่อ
“แต่พอคุยกับคุณ… ก็ไม่แน่ใจ”
ภูมิยิ้ม “สงสัยเราจะกลัวเหมือนกันมากกว่าที่คิดนะฮะ ผมเองก็กลัวล้มเหลว กลัวไม่มีใครยอมรับว่าเป็นช่างภาพได้ แต่ถ้ากลัวมากไป…ก็คงได้แต่ยืนในฝนแบบนั้นไปเรื่อย ๆ”
เมษาถอนหายใจ “คุณดูง่ายจัง…”
“จริง ๆ ผมนี่กลัวจะตาย แต่ผม… เอ่อ ผมไม่อยากให้ตัวเองเสียโอกาส”
บรรยากาศอบอุ่นบาง ๆ หวานและเศร้าคละกันในอากาศ เมษาไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น
หลังสอบ เมษาดูเหมือนเปิดใจขึ้นทีละน้อย ยอมไปออกทริปถ่ายรูปกับชมรมของภูมิ แม้จะยังเงียบ ไม่ค่อยคุยกับคนอื่น เธอกลับยอมให้ภูมิถือร่มด้วยกันและคอยอยู่ใกล้ ๆ ภูมิอธิบายเรื่องกล้อง เรื่องเทคนิคโน่นนี่ ขณะที่เมษานั่งจดในสมุด เสียงหัวเราะคละกับความเงียบแปลก ๆ ระหว่างคนสองคนที่ยังไม่กล้าบอกความรู้สึกกันตรง ๆ
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ที่เหมือนจะก้าวหน้า กลับมีสิ่งมากั้นอยู่ ภูมิเริ่มพูดเรื่องจะสอบเข้าค่ายถ่ายภาพที่กรุงเทพฯ เพื่อคว้าฝันใหญ่ เมษาฟังแล้วสีหน้าดรอปลง
“ผมอยากลองพิสูจน์กับครอบครัวให้เห็นว่าผมทำได้ ก่อนจะกลับมาฝึกงานจริงจัง”
เมษาเงียบไปนาน แววตากังวลชัด
“จะไปนานไหม”
ภูมิกัดริมฝีปาก “ถ้าได้จริง คงหลายเดือน… คุณว่าไง”
ความเงียบชั่ววูบเหมือนฝนที่ตกไม่หยุด เมษาตอบในที่สุด
“คนเราต้องโตใช่ไหม”
ภูมิยิ้มเศร้า “ถ้ามีโอกาสก็ต้องคว้าไว้…แต่ผมยังกลับมาหาคุณได้ไหม”
เมษามองออกนอกหน้าต่าง เสียงฝนหรี่ลง เพียงพยักหน้าเบา ๆ
หลังวันนั้น เมษาเก็บตัวเงียบ ไม่ไปชมภาพถ่ายของภูมิ ไม่ออกไปใช้ร่มคันใหม่ ภูมิพยายามโทรหา ส่งข้อความ ไม่มีคำตอบชัดเจน ทุกอย่างเหมือนขาดหาย บทสนทนาครั้งสุดท้ายในความทรงจำคือเสียงฝนกับประโยคที่ยังค้างคาใจ
วันหนึ่ง เมษาเดินเลียบริมรั้วมหาวิทยาลัย เหงา เธอแวะร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ภูมิเคยแนะนำ แต่กลับเจอหญิงสาวคนหนึ่งนั่งรออยู่
“คุณคือเมษาใช่ไหมคะ” หญิงสาวแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนเก่าภูมิ
“ช่วงนี้ภูมิไม่ค่อยยิ้มเลย เขาบอกว่า… คิดถึงใครบางคนที่ไม่กล้าเดินท่ามกลางสายฝน”
เมษาชะงัก อยากพูดอะไรแต่ใจว่างเปล่า
“สิ่งเดียวที่เขารอคือคุณจะให้อภัยตัวเอง… และให้อภัยภูมิได้ไหม”
เมษานิ่ง น้ำใส ๆ ซึมตา ลมหายใจติดขัด เธอเพิ่งค้นพบว่ากำแพงที่สร้างไว้ปิดไม่ให้ใครเข้า คือสิ่งที่ขังตัวเองเช่นกัน
ฝนหยุดตกขณะนั้นเอง
ภูมิกลับมาจากค่ายถ่ายภาพ ท่าทางผอมลงแต่สายตายังมุ่งมั่น เมษาไปรอที่เดิมในโรงอาหาร เธอวางสมุดบันทึกลงกับโต๊ะ ครั้งนี้เริ่มบทสนทนา
“ขอโทษที่หนีคุณ… ฉันกลัวอดีต กลัวความเจ็บปวด”
ภูมินิ่ง แล้วยื่นมือมาเบา ๆ “ผมก็กลัว…แต่ถ้ากลัวทั้งคู่ เราจะเดินไปข้างหน้าได้ไหมล่ะ”
“ฉันอยากลองดู”
ภูมิยิ้มกว้างที่สุด ตั้งแต่รู้จักกัน
เสียงฝนโปรยปรายอีกครั้ง แต่วันนี้เมษาวางร่มไว้ข้างตัว ไม่บังสายตาตัวเองกับโลกภายนอกอีกต่อไป
ในเวลานั้น แม้สายฝนยังคงตก โลกยังไม่เปลี่ยน แต่ใจสองคนค่อย ๆ เปลี่ยน เติบโตในจังหวะของตัวเอง เริ่มต้นใหม่ในวันที่ฝนตกในฤดูร้อน