ฤดูฝนของใจเรา
เสียงฝนแรกของฤดูปีนี้โปรยปรายลงมาบนหลังคาห้องประชุมเล็กกลางบริษัทออกแบบภูมิสถาปัตย์ น้ำวางกระเป๋าแล้วยิ้มให้ตัวเองจาง ๆ ในกระจกแผ่นใหญ่ริมประตู กลิ่นฝนปะปนกลิ่นดินสอพองความหวังใหม่ในเช้าวันจันทร์เต็มไปหมด เธอขยับแว่นสายตาแล้วหันไปหยิบแฟ้มเอกสารเตรียมประชุม ทั้งที่ใจยังไหวอยู่กับความคิดเก่า ๆ ที่ไม่เคยเลือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษครับ ห้องนี้ว่างหรือเปล่า?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู น้ำชะงักทำแฟ้มตกพื้น เธอก้มลงเก็บอย่างรีบเร่ง ไม่ทันเห็นรอยยิ้มเก้อ ๆ ของภูมิที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตู ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตลำลอง ทรงผมเนี้ยบผิดกับสายฝนที่เพิ่งซัดผ่านตัวเข้ามา
“มีประชุมทีมภูมิสถาปัตย์ค่ะ” น้ำตอบเสียงเบา เธอไม่ถนัดกับการเจอคนแปลกหน้า ท่าทางภูมิที่แปลกใจนิด ๆ จนเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าควรทำตัวอย่างไร
ภูมิขยับเข้าใกล้อย่างลังเลก่อนจะหยิบกระดาษโน๊ตขึ้นมาดู “นั่นสิ ผมเองก็เพิ่งได้รับอีเมลยืนยัน—ต้องมาสัมภาษณ์งานตำแหน่งใหม่ครับ ภูมิครับ”
น้ำพยักหน้าเบา ๆ หลีกทางให้เขาขึ้นนั่งฝั่งตรงข้าม เหมือนทุกอย่างถูกตั้งใจให้เงียบไปช่วงหนึ่ง จนเสียงฝนกลบทุกคำพูดที่ควรมี น้ำจึงพูดเบา ๆ ว่า “บริษัทเราชอบคนลงมือทำมากกว่าพูดนะคะ”
ภูมิหัวเราะเบา ๆ “ถ้างั้นต้องพิสูจน์อีกเยอะเลย”
ระหว่างที่คนอื่นในทีมทะยอยมาถึง น้ำสังเกตว่าภูมิแอบมองโลแกนตรงมุมผนังที่เธอออกแบบไว้ เธอหยิบแฟ้มมาเปิดดูเพื่อปิดบังใบหน้าที่ร้อนวูบแปลก ๆ
การประชุมเริ่มขึ้นด้วยบรรยากาศที่ไม่ค่อยผ่อนคลายเท่าไร ทีมต้องลงมือออกแบบสวนชุมชนกลางเมืองภายใต้เวลาบีบรัด น้ำรับหน้าที่ดูแลภาพรวม ส่วนภูมิเข้ามาเสริมด้านวางผังและเลเอาท์ เธอยังคงประหม่าเมื่อต้องประชันฝีมือกับคนใหม่ที่หลายคนจับตา
วันเวลาผ่านไป ฝนยังตกแทบทุกวัน หลังประชุมน้ำเดินถือร่มเปียก ๆ เดินสวนกับภูมิที่นั่งทบทวนแบบกลางบันได หญิงสาวลังเลสักพักก่อนจะเอ่ยเสียงค่อย ๆ “ฝนจะตกอีกแล้ว กลับกันไหม…”
ภูมิยิ้มบาง ๆ เอื้อมมือรับแฟ้มในมือเธอ “เดี๋ยวช่วยถือ แล้วตามไปส่งนะครับ”
น้ำกระซิบขอบคุณ แว่บหนึ่งของท่าทีคุ้นเคยของภูมิ ทำให้ใจเธอสั่น ไม่ใช่แค่เพราะใกล้กันแต่เพราะบางอย่างในสายตาเขาสะท้อนว่าต่างคนต่างมีอะไรซ่อนอยู่
เย็นวันหนึ่ง เมื่อฝนหยุด น้ำกับภูมิช่วยกันเก็บเศษขยะบริเวณท้ายสำนักงาน น้ำมองภูมิที่ใช้เศษวัสดุมาประกอบเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ข้างพุ่มไม้ เธอเอ่ยถาม “คุณชอบสวนเพราะอะไรเหรอ”
เขานิ่งไป ก่อนจะยิ้มเศร้า ๆ “ผมชอบมันตรงที่…เราสร้างอะไรก็ได้ แม้แต่ซ่อมแซมรอยแหว่งในใจตัวเอง”
น้ำเงียบ ไม่ถามต่อ เธอจับได้ว่าแววตานั้นมีเศษของอดีตซ่อนลึกเอาไว้ เหมือนกับใจตัวเอง
เมื่อโปรเจ็คต์เริ่มลงมือจริง ปัญหาเรื่องงบประมาณและระยะเวลาล่าช้าเริ่มก่อตัวขึ้น ทีมมีการถกเถียงถี่ขึ้น น้ำกับภูมิกลายเป็นคู่ต่อสู้ในเชิงวิธีคิดบ่อย ๆ เธอยืนยันอยากให้มีโซนดอกไม้เมืองหนาว ภูมิโต้แย้งว่าควรเน้นพื้นที่สีเขียวประหยัดงบมากกว่า
ในการถกเถียงหนึ่ง ภูมิพูดเสียงขุ่น “ถ้าเราใส่ทุกอย่างที่อยากบนพื้นที่แค่นี้ สุดท้ายมันจะดูรกมากกว่าสวย”
น้ำนิ่งไปนานก่อนจะพูดเสียงสั่น “คุณมองอะไรจากสวนนี้กันแน่คะ”
ภูมิหลุบตา “ผมแค่ไม่อยากเสียมันเพราะฝันที่เป็นไปไม่ได้ เหมือน…” คำพูดของเขายังไม่ทันจบ น้ำก็ลุกออกไปหน้าฝน
ในวันที่อารมณ์ขึงตึง น้ำพบตัวเองนั่งคนเดียวเงียบ ๆ ที่ศาลาเล็กข้างสวนสำนักงาน ภูมิเดินเข้ามานั่งตรงข้าม เธอนิ่งเฉย เขานั่งข้างเงียบ ๆ สักพักแล้วพูดแผ่ว ๆ “ผมเคยล้มเหลว เคยเสียทุกอย่างเพราะโฟกัสแต่ความฝันตัวเอง”
น้ำชำเลืองมอง ไม่พูด
“ทำไมคุณถึงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ใจเลย” ภูมิถามเบา ๆ เหมือนอยากรู้อะไรบางอย่างในตัวหญิงสาว
น้ำลังเล ก่อนเปรย “กลัวว่าถ้ามีใครเข้ามาจริง ๆ จะเสียเขาไปอีก”
ความเงียบยืดยาวจนเสียงฝนสุดท้ายตกลงบนใบไม้แห้ง ภูมิบีบมือตัวเองแน่น เขาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่เสียงคำพูดหายไปในลำคอ
โปรเจ็คต์ทยอยคืบหน้า แต่ปัญหาดังเดิมยังค้างคา น้ำกับภูมิเริ่มไม่ได้คุยกันเหมือนแต่ก่อน มีเพียงงานเป็นสื่อกลาง เขาเหลือบมองเธอบ่อยครั้ง เวลาเธอเดินผ่าน เห็นเพียงแผ่นหลังที่คุ้นเคยแต่เหมือนห่างไกลออกไปทีละน้อย ๆ
หลังประชุมครั้งใหญ่ ความเครียดทำให้น้ำเผลอพูดแรงกับภูมิหน้าทีมงาน “ถ้าเขาไม่เข้าใจหัวใจของคนในชุมชน ก็ไม่สมควรมาคุมส่วนนี้หรอก!” เสียงเธอสั่น เจือความเสียใจไว้ลึก ๆ
บรรยากาศตึงเปรี๊ยะ ภูมิยืนนิ่ง ไม่เถียง เฉพาะเสียงฝนที่ดังอีกครั้งกับแววตาเต็มไปด้วยบาดแผลของทั้งสองฝ่าย
วันหนึ่ง ภูมิเดินขอพบผู้บริหารหลังประชุม เขาชะโงกหน้ากลับมามองห้องที่น้ำยังนั่งก้มหน้าตลอด เธอรู้สึกได้ถึงความห่างไกลในรอยเท้าเขาที่หายไปด้านหลัง
ในคืนฝนตกหนัก น้ำตกใจเมื่อได้รับอีเมลแจ้งว่าโปรเจ็คต์หยุดชั่วคราวเพราะปัญหาวงเงิน เธอเดินวนไปที่สวนกลางสำนักงานโดยไร้จุดหมาย ท่ามกลางสปอตไลท์ฝน เธอมองเห็นเศษไม้ที่ภูมิสร้างทิ้งไว้ ใจเธอว่างเปล่า
สามวันผ่านไปในความเงียบสนิท ไม่มีแม้ข้อความสั้นจากภูมิ เธอเริ่มใจหายทุกครั้งที่สายฝนตีลงบนกระจก น้ำเห็นเพียงใบสมัครงานใหม่ ๆ ที่วางทับซ้อนบนโต๊ะของเขา
เย็นวันหนึ่ง น้ำเดินผ่านสวนที่ฝนเพิ่งหยุดตก เธอเห็นภูมิยืนอยู่ใต้ร่มไม้ เธอลังเลใจว่าจะหันหลังกลับไปหรือไม่ สุดท้ายรวมความกล้าก้าวเข้าไป
ภูมิเงยหน้ามองน้ำ น้ำยิ้มจาง ๆ “คุณจะไปหางานใหม่จริง ๆ เหรอ”
ภูมิเงียบก่อนพูดเสียงต่ำ “ผมกลัวจะทำลายทุกอย่าง…กลัวว่าถ้าอยู่ต่อไป คุณจะเกลียดผมมากกว่าเดิม”
น้ำหลบตา น้ำเสียงเธอสั่น “ฉันไม่ได้เกลียด… ฉันแค่กลัวว่าจะเสียคุณไป เหมือนตอนที่เสียคนในครอบครัวไปแล้วซ่อมหัวใจตัวเองไม่ไหว”
เสียงฝนหยดสุดท้ายกลายเป็นความเงียบระหว่างทั้งสองคน ภูมิเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือหยิบเศษไม้ที่เคยประกอบเป็นโต๊ะแล้วยื่นให้น้ำ “ผมอยากให้คุณเก็บมันเอาไว้ เพราะคุณเองก็เป็นคนที่ซ่อมใจคนอื่นมาตลอด”
น้ำร้องไห้เงียบ ๆ โดยที่ภูมิไม่ได้พูดอะไรอีก เขาค่อย ๆ วางมือบนไหล่เธอเบา ๆ “เราจะลองซ่อมไปด้วยกันไหม…แบบไม่รีบร้อน”
ฤดูฝนปีนั้นจบลงช้า ๆ แต่ทั้งสองคนยังคงเดินอยู่ในสวนกลางสายฝน สองใจที่พร้อมฟังกันและกัน โดยไม่ต้องมีคำสัญญาใหญ่โต ใกล้ไกลก็ยังกล้าเดินเข้าหากัน แม้จะยังมีฝนโปรยปรายอยู่บ้างในใจ