บทเพลงของวันฝนพรำ
เสียงฝนตกกระทบหลังคาโลหะในห้องซ้อมเล็กๆ กลางลาดพร้าว ในเช้าของวันเสาร์หนึ่ง ‘ปราง’ ยืนเหม่อมองสายฝนที่พร่างพราวหลังผนังกระจก เธอเหงาจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองดังชัด มือนั้นกุมสมุดโน้ตเพลงแน่นเสมือนหาแรงยึดเหนี่ยว ปรางกำสลับกระเป๋าเป้ตรงกับเสียงประตูผลักเปิด ร่างโปร่งของ ‘ต้าร์’ เข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มเอาเรื่อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาตรงเวลาว่ะ สมกับเป็นนักร้องดาวรุ่ง” ต้าร์เอ่ย มุมปากยกเยาะเล็กๆ
ปรางจ้องกลับนิ่ง เธอไม่ชอบความเหน็บแนม “พี่มาสายเองต่างหาก ปกติคนโปรดิวซ์ต้องมาก่อน”
ต้าร์หัวเราะแห้ง หยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ ท่าทางเหมือนไม่แคร์ “ก็ไม่ได้อยากมาหรอก ไอ้งานที่ถูกยัดเยียดนี่”
ปรางกัดริมฝีปาก สายตาแน่วนิ่ง “ถ้าไม่อินก็ไม่ต้องทำ”
“ก็มาทำให้จบไป จะได้ไม่เสียชื่อใครไปมากกว่านี้” ต้าร์วางแก้วกระแทกโต๊ะ ปรางชะงักใจในครู่ หัวใจตึงเครียดด้วยคำพูดที่คล้ายตำหนิอดีตอันเคยล้มเหลวของเธอเอง
ซาวด์กีตาร์เบาๆ จากลำโพง ทำลายความเงียบ สองคนต่างพูดอะไรไม่ออก ท่ามกลางเสียงฝนตกหนักขึ้น
ฉากต่อมาในร้านกาแฟ ต้าร์เปิดโน้ตบุ๊ก ทบทวนเมโลดี้ที่เพิ่งแต่ง เขาขมวดคิ้ว เพ่งโน้ตอย่างตั้งใจปรางโผล่มาด้วยสีหน้าระอา
“เสียงเปียโนท่อนฮุคมันดูแข็งไปนะคะ มันไม่เห็นจะเข้ากับเนื้อหาพูดถึงความฝันเลย”
ต้าร์ถอนใจ “งั้นจะเอายังไง ก็บอกมา จะให้พีคทุกวินาทีรึไง?”
“ฉันก็แค่อยากให้คนฟังรู้สึกว่ามันเป็นเพลงจริงใจ ไม่อยากเสแสร้งเหมือนบางคน” คำสุดท้ายดังเบากว่าปกติ
ต้าร์มองหน้าเงียบงัน สังเกตดวงตาเบื้องหลังเสียงห้วน ปรางเมินหนี รอยขมวดคิ้วกวนใจไม่จาง
คืนต่อมาปรางนั่งหน้าคีย์บอร์ดที่ห้อง เธอเล่นเมโลดี้เดิมๆ แต่สลับจังหวะให้แผ่วขึ้น มือเธอสั่นเมื่อคิดถึงประโยคของต้าร์ ราวกับเสียงวิจารณ์นั้นเดินทางเข้าแก่นหัวใจ ทุกครั้งที่สัมผัสคีย์ เธอเหมือนได้ต่อสู้กับความกลัวว่าจะล้มเหลวซ้ำ ปรางหยิบโทรศัพท์จะโทรหาใครสักคน แต่ก็ลังเลจนต้องวางเอง
เช้าวันใหม่ตัดเข้าสตูดิโอที่มีเพียงสองคน ปรางอัดเดโมที่ต้าร์เพิ่งปรับ ทว่าเสียงเธอสั่นๆ ต้าร์หยุดการอัดกลางคัน “ลองอีกที เอา…เสียงที่อยากร้องจริงๆ”
“แล้วถ้าเสียงที่อยากร้องมันแย่ล่ะ” ปรางถามงึมงำ สบตากับเงาในกระจก
ต้าร์นิ่งไปนาน “…แย่มันก็ดีกว่าตอแหล” เขาหลบตา พูดเบากว่าปกติ กดปุ่มอัดใหม่ให้
ในเย็นวันเดียวกัน ฝนยังตก รอยน้ำบนถนนพร่างพราว รถเมล์สายต่างๆ แล่นผ่านอย่างไร้ทิศ “พี่แค่ยังไม่เชื่อใจใครใช่ไหม” ปรางถามขณะทั้งสองเดินตากฝนมาด้วยกันหลังเลิกซ้อม ต้าร์ยักไหล่ ไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ
“แล้วน้องล่ะ เชื่อใจพี่รึยัง”
ปรางนิ่งไป เลือกจะไม่ตอบ ต้าร์ยิ้มมุมปาก หยิบร่มให้ปราง เขาเองกลับเลือกเดินกลางฝนแทน
ปรางมองพุ่งฝนแล้วส่ายหน้า เอ่ยตามเบาพริบ “คนแปลกๆ”
เริ่มเข้าสู่การทำงานจริงจัง มีวันหนึ่งทั้งคู่ถกเถียงกันเรื่องท่อนอินโทรในห้องซ้อมจนฟ้าฝนข้างนอกแทบสงบไม่ได้
“อยากได้กี่คอร์ดก็จัดมา ฉันไม่ได้หัวแข็งอย่างที่คิดนะ” ต้าร์เหวี่ยงกระดาษโน้ตใส่โต๊ะอย่างหงุดหงิด
“หัวแข็งก็แค่ท่าทีหรือเปล่า แต่ใจนายบางแค่ไหน นายรู้อยู่แก่ใจ” ปรางสวนกลับอย่างตรงไปตรงมา สายตาแน่วแน่แต่เสียงเธอเบากว่าทุกครั้ง
ต้าร์ชะงัก เงียบงันในอึดใจ มุมปากคล้ายยิ้มแต่ตากลับเหงา “พูดเหมือนรู้จักฉันดี”
เวลาผ่านไป ทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกันมากขึ้น ระหว่างการอัดเสียงในสตูดิโอ บางทีต้าร์ก็หลุดขำกับเสียงหลงเล็กๆ ของปราง หรือบางคืนในร้านอาหารราคาประหยัดที่ทั้งคู่แวะเพราะฝนลงเม็ดเธอก็นั่งมองเขาเงียบๆ เวลาที่เขาดูจดจ่อกับคีบอร์ดขนาดพกพา ท่ามกลางกลิ่นซุปกล่องและเสียงฝนที่กลบทุกอย่าง
คืนหนึ่งทั้งสองนั่งพักริมระเบียงดูฝนโปรยกระทบถนน ปรางเปรย “นายไม่คิดจะกลับบ้านเหรอ ฝนก็ไม่ได้ซา”
ต้าร์วางแมกกาซีนเพลง “เดี๋ยวก็คงต้องไป”
ปรางพูดต่อเบาๆ “หรือจริงๆ กลัวกลับไปเผชิญกับแม่เหมือนเดิม”
ต้าร์นิ่งสนิท สีหน้าเปลี่ยนไปชั่วขณะ “อย่าไปแตะเรื่องบ้านฉันนักเลย”
ความเงียบเคลื่อนผ่าน ปรางถอนหายใจ “รู้ไหม ฉันก็ไม่ได้กล้ากลับบ้านไปเจอแม่เหมือนกัน บางทีครอบครัวก็เหมือนบทเพลงที่เราแต่งไม่จบสักที”
ต้าร์สบตาเธอ ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “งั้นก็อยู่ด้วยกันตรงนี้อีกสักพักนะ”
ฉากวันฝึกซ้อมในสตูดิโอปรางเปิดเพลงเดโมล่าสุดให้เพื่อนฟังแต่ถูกเพื่อนเตือนว่า “ระวังเถอะ ใจจะไปให้โปรดิวเซอร์นั่น” ปรางอ้างว่าไม่ใช่แน่ชัด ภายในใจกลับปั่นป่วน สีหน้าเธอไม่ได้อำพรางมากนัก
ช่วงต่อมาทั้งคู่เริ่มพูดเรื่องความฝัน ปรางสารภาพว่าอยากให้เพลงนี้พาเธอไปถึงเวทีใหญ่ แต่ก็กลัวว่าจะถูกปฏิเสธซ้ำซาก “กลัวอะไรที่สุดในชีวิต?” ต้าร์ถามขณะทั้งคู่เดินกลับบ้านในคืนฝน
“กลัวพยายามแล้วไม่มีใครเห็นค่า ฉันกลัวจริงๆ”
ต้าร์หยุด เงียบไปนาน สุดท้ายเอื้อมมือแตะไหล่เบาๆ “คนเห็นค่าเรา ต้องเริ่มจากตัวเราเอง…”
ปรางยิ้ม เศร้าแต่จริงใจ ต้าร์นิ่งไป ดูอ่อนโยนขึ้นกว่าครั้งแรกที่เจอกัน
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อผู้จัดการประกาศว่า บริษัทยุบโปรเจกต์เพราะเรื่องทุน ทั้งปรางกับต้าร์ช็อก ต่างฝ่ายดูผิดหวังเหมือนโดนตัดความหวังจากมือ
“ถ้างั้นเราก็จบแค่ตรงนี้จริงๆ หรือ?” ปรางเอ่ย น้ำเสียงสั่น ต้าร์กลับนิ่ง ไม่พูดอะไรทันที
“เพลงเธอดีเกินจะหายไป” ต้าร์พูดทิ้งท้าย แล้วเดินออกจากห้องประชุม ทิ้งปรางไว้กับความว่างเปล่า
หลายวันถัดมาปรางไม่ไปห้องซ้อม เธอเอาแต่ซ้อมคนเดียวนานหลายคืน ในขณะเดียวกันต้าร์เองก็หมกตัวกับเมโลดี้สุดท้ายที่ทั้งสองแต่งค้างไว้ ภายในต่างมีแต่เสียงจมปรักของความเสียดาย
เย็นวันหนึ่ง ฝนตกหนักกว่าทุกครั้ง ต้าร์โผล่มาที่ห้องปราง ท่าทางเปียกปอน เขายื่นต้นฉบับเพลงฉบับสุดท้ายให้เธอ “เราอัดเดโมนี้ด้วยกันอีกครั้งเถอะ ไม่เกี่ยวกับบริษัท ไม่เกี่ยวกับใคร”
ปรางลังเล น้ำตาซ่อนอยู่ใต้เปลือกตา เธอรับแผ่นเพลง เขยิบที่ให้นั่งข้างกัน เงียบงันแต่อบอุ่นเกินคำพูด
เสียงอัดเดโมรอบใหม่ในห้องนอนเล็กๆ นั้นไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทุกคำ ทุกโน้ตคือความรู้สึกจริง ทั้งคู่สลับกันร้อง พูดคุยหยอกล้อเป็นบางช่วง มีตอนหนึ่งที่มือใหญ่ของต้าร์เอื้อมมากุมมือปรางไว้เบาๆ เคล้าเสียงฝนกระทบกระจก
หลังจากจบเพลง ความเงียบจู่โจม แต่ไม่ใช่ความอึดอัด ต้าร์พูดเสียงเบา “ฉันเคยคิดว่าการกลัวจะเริ่มต้นใหม่คือจุดจบของฉัน จริงๆ แล้วมันคือจุดเริ่มต้นหรือเปล่า?”
ปรางมองต้าร์ สายตาอ่อนโยนไม่เคยมี “อาจใช่ทั้งสองอย่างก็ได้” เธอยิ้มทั้งน้ำตา
ในที่สุดทั้งคู่ตัดสินใจปล่อยเพลงขึ้นโซเชียลโดยไม่บอกใคร พวกเขานั่งลุ้นความคิดเห็นจากยอดวิวแรก อาการนิ่งเครียดแต่ต่างยิ้มขำในความลุ้นเล็กๆ
คืนหนึ่งหลังปล่อยเพลง ต้าร์ตื่นมาอ่านคอมเมนต์ซ้ำๆ “คนฟังเขาบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขา… แปลกดีไหม ที่เรากลัวจะไม่มีใครเข้าใจ แต่แท้จริงมันเชื่อมถึงกันได้”
ปรางกระซิบ “เราเข้าใจกันเองได้ก่อน ต้องขอบคุณฝนปีนี้ละกัน” ทั้งสองหัวเราะบางเบา เสียงฝนที่เคยมีอยู่ตลอดเปลี่ยนจากฉากหลังเป็นเพียงแค่เครื่องหมายของการเติบโต
ฤดูฝนจบลงพร้อมกับที่ทั้งคู่เติบโต ปรางและต้าร์ยังไม่ได้พูดคำว่ารักออกมาตรงๆ ทุกสัมผัส สายตา รอยยิ้ม ที่เคยเต็มไปด้วยระยะห่าง กลับค่อยๆ หายไปโดยไม่ต้องมีคำพูดใด เนื้อหาในเพลงของทั้งสองคือบทสารภาพใจที่แท้จริง… ในที่สุด ฤดูที่เปียกชื้นที่สุดก็กลายเป็นฤดูที่อบอุ่นที่สุดในความทรงจำของพวกเขาตลอดไป