ฤดูฝนที่(เกือบ)ไม่ได้บอกว่ารักเธอ
เสียงฟ้าร้องกึกก้องกระทบลึกลงกลางอก ภีมยืนพิงราวระเบียงของคณะศิลปกรรม ขณะฝนสาดน้ำเป็นสายใส่พื้นคอนกรีตเบื้องล่าง เขามองกลุ่มเพื่อนเดินผ่านไป หยาดน้ำเกาะบนหน้าต่างบานตะไลแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างมัวซัว ขณะสายตาเลื่อนผ่านเรณู—เพื่อนสนิทตั้งแต่ปีหนึ่งจนเหลืออีกไม่ถึงสามเดือนจะจบมหาวิทยาลัย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หลังฝนหยุดคงต้องกล้าพูดมากกว่านี้ซะที” ภีมหยิบมือถือขึ้นมาเปิดรูปเก่ากรุ่นฝุ่น—ภาพเรณูกำลังหัวเราะใส่กล้องเมื่อตอนปีหนึ่ง ใต้ภาพคือข้อความเก่าที่พิมพ์แล้วลบ
เรณูเดินมานั่งข้างกันแบบไม่ได้ส่งสัญญาณล่วงหน้า “ฝนตกทีไรก็คิดถึงบ้านตลอดอ่ะ”
“อืม… กลับบ้านทีไรก็น้ำท่วมเหมือนกัน” ภีมพยายามส่งยิ้มบาง ๆ แม้นัยน์ตาจะแอบหลบ
“นายมีอะไรในใจรึเปล่า ภีม? ช่วงนี้ดูเหมือน… ชอบเหม่อ” โทนเสียงเธอเจือจางแต่จริงจัง
เสียงกีต้าร์ในหัวภีมขาดช่วง “เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เขาหลบตา มือกำกรอบมือถือแน่นตอบคลุมเครือ
เรณูมองเขานิ่ง เธอถอนหายใจพลางค้ำศอกลงบนราวระเบียง “เดี๋ยวฉันมีซ้อมละคร ขึ้นไปด้วยกันไหม?”
“เดี๋ยวขอตรงนี้อีกแป๊บ” ภีมหยุดต่อลมหายใจ เธอไม่ได้เซ้าซี้เลิกคิ้วแล้วเดินแยกจากไป
เสียงฝนตกข้างนอกทำให้ภีมเงียบอยู่นาน ม่านน้ำบังตาและเสียงอึกทึกในหัวกำลังบอกเขาอะไรบางอย่าง
ภายในห้องซ้อมละคร นักแสดงกำลังท่องบท บางคนกำลังหัวเราะกับคำผิด พิม—เพื่อนร่วมกิจกรรมอีกคนของเรณู—หยิบบทขึ้นมาเสนอมุกตลก “เฮ้ ซีนนี้ต้องมีน้ำตาไหลมั้ยเนี่ย เบื่อจะเล่นเศร้าแล้วนะ!”
เรณูยิ้มขำย้อนกลับ “น้ำตาถ้ามันมา มันก็มาเองแหละปิ๋ม” แล้วเธอก็เงียบลงเมื่อหันไปเห็นภีมอยู่ขอบห้อง
พิมแหย่ต่อ “อ้าว ภีมมาแล้วเหรอ จะช่วยอะไรได้บ้างไหม?” เธอพูดอย่างสนิทสนม แต่รอยยิ้มของเรณูที่มองภีมกลับแฝงความกังวล “แค่… อยู่ตรงนี้ก็พอแล้วแหละ” คือคำพูดที่เธอพูดกับเขาเบา ๆ เหมือนไม่ให้คนอื่นได้ยิน
หลังซ้อมเสร็จ ฝนยังไม่หยุดตก ภีมกับเรณูเดินใต้ชายคาตึกกันเงียบ ๆ พิมเลื่อนตัวแยกกลับไปก่อน ภีมกับเรณูเดินคู่แบบเงียบงัน ข้างล่างน้ำขังเป็นแอ่งสะท้อนแสงไฟ
“ถ้าวันนึงเราไม่ได้เรียนที่เดียวกันแล้ว…” เรณูเริ่มขึ้นมา แต่น้ำเสียงเธอเหมือนเก็บลมหายใจ “นายจะ…”
เขาแทรกขึ้นเร็วเกินไป “นี่ ถามจริงๆ เธอกลัวไหม ว่าจะไม่มีเพื่อนแบบตอนปีหนึ่งอีก?”
เรณูนิ่งไป สับสนชั่ววินาที เธอถอนหายใจเบา ๆ “กลัวสิ บางครั้ง… ฉันก็กลัวเสียอะไรไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาเหมือนกัน”
ทั้งสองเงียบ ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าหมายถึงอะไรกันแน่นอน ภีมหัวเราะแห้ง ๆ ตอบเพียง “บางอย่างมันพูดยากเนอะ”
วันถัดมาภีมตื่นสายเพราะนอนไม่หลับทั้งคืน เขาเดินเข้าแถวเซเว่นในมหาวิทยาลัย ที่ซึ่งเจอกับเพื่อนในกลุ่ม “พักนี้มึงดูซึม ๆ ว่ะ เป็นอะไรป่ะวะ?”
เขาส่ายหน้า “ก็… ตอนนี้คิดเยอะกับเรื่องบ้าน เรื่องอนาคตนิดนึงอ่ะ”
เพื่อนลากแขนเขายืนข้างบาร์กาแฟ “อย่าเครียดดิ มึงพลาดอะไรไปตอนมหาลัย พอทำงานแล้วจะเสียดายเอานะบอกให้”
แวบหนึ่ง ภีมนึกถึงเรณู—และบทสนทนาที่ค้างอยู่ในสายฝนนั้น
เย็นวันนั้น เรณูโทรมาขอให้ไปช่วยซ้อมบทเพิ่ม ภีมไปนั่งที่ข้างสนามฟุตบอลที่เปียกฝน เอกสารบทละครกระจายเต็มโต๊ะ “นายชอบบทซีนเศร้ามากกว่าซีนตลกใช่ไหม?” เธอถามขึ้นขณะยังเขียนโน้ต
เขาไหล่ตก “ก็… ซีนเศร้ามันเหมือนชีวิตจริงไง อะไรที่ไม่ได้พูด บางทีมันเจ็บกว่าที่พูดออกไป”
พวกเขาเงียบงัน มือเธอกดปากกาค้างไว้ “นายเคย… นึกเสียใจที่ไม่ได้พูดอะไรมั้ย?”
“เคย…” ภีมหัวเราะเหมือนขำตัวเอง “มีเรื่องที่… ไม่กล้าบอกอยู่เหมือนกัน”
ฝนตกหยุดลง ช่วงเวลานั้นทิ้งร่องรอยเงียบให้คล้ายรูรั่วในกำแพงใจ ทั้งสองต่างรับรู้แต่ปกปิดกันไว้
วันงานละครเวทีหลักของคณะฯ ภีมยืนอยู่ริมเวที มองเรณูในชุดนักแสดงเดินสวนผ่าน เขาอยากเอ่ยแสดงความยินดีหรืออะไรบางอย่าง ทว่าเสียงแม่ของเธอที่เดินตามหลังมาทำให้บรรยากาศเปลี่ยน
แม่เรณูพูดกับลูกสาวเป็นภาษาอีสาน มีแซวถึง “เพื่อนตัวติด” พร้อมส่งสายตาแอบจับตาภีม “คนนี้บ้านอยู่ไหนน้อ? เดี๋ยวซ้อนรถไปส่งดีบ่?”
เรณูหัวเราะกลบเกลื่อน “แม่ หนูโตแล้วนะ!”
แม่เธอยักไหล่ ดวงตาเอ็นดูแต่แฝงความหวังบางอย่าง เธอถอนหายใจเบา ๆ “เอ้า กลับให้ไวเด้อ ฝนจะตกอีกรอบแล้ว”
ภีมยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่กล้าคุยเรื่องครอบครัวของตน—ต่างคนต่างแบกบาดแผลจากบทสนทนาในอดีต
หลังงานคืนนั้น เรณูโทรหาภีมขณะที่ฝนลงเม็ดอีก “รู้ไหม ฉันเคยอยากได้บ้านใหญ่ ตำแหน่งงานดี ๆ อยากให้แม่ภูมิใจ… แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองอยากได้อะไรจริง ๆ” น้ำเสียงเธอสั่นเบา ๆ
“ฉันก็เหมือนกัน” ภีมตอบช้า ๆ “แต่ฉันกลัวจะทำให้แม่ผิดหวัง เหมือนทุกครั้งที่เลือกทางของตัวเองผิด”
เงียบยาว กลิ่นฝนลอยปะปนกับถ้อยคำค้างคาในสายโทรศัพท์
ใกล้สอบปลายภาค เรณูหายไปจากกลุ่มเพื่อน เหตุผลคือแม่เธอป่วยต้องกลับบ้านต่างจังหวัดบ่อยขึ้น ภีมรู้แต่ไม่ได้โทรหา บทสนทนาสุดท้ายยังค้าง ๆ คา ๆ
เย็นวันหนึ่ง ฝนตกหนักมาก ภีมนั่งหลบฝนอยู่ใต้ชายคาเก่า หน้าแถวรถสองแถว ลมแรงทำให้ต้องกอดอก มือเผลอเปิดแชทกับเรณู—ซึ่งมีข้อความ “คิดถึงนะ” ที่เติมแล้วลบซ้ำ ๆ
ฮู้ดสีฟ้าถูกยกขึ้นคลุมหัว เพื่อนในกลุ่มเดินผ่านมาเห็นเขาเหม่อ “มึงโอเคป่ะวะ? ไปดื่มกันไหม?”
เขาส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเหนื่อยล้า พึมพำกับตัวเองว่า “น่าจะกล้าพูดไปตั้งแต่วันนั้น…”
ไม่กี่วันต่อมา เรณูกลับมาหลังจากแม่อาการดีขึ้น เธอดูเหนื่อยล้า เจือเศร้าบางอย่างในแววตา “ขอโทษนะ ที่ช่วงนี้หายไป” เธอบอกกับภีมหน้าคณะฯ วันที่ฝนปรอย
“ไม่เป็นไรหรอก เราต่างก็มีช่วง… ที่ต้องไปจัดการของตัวเอง” เขารู้สึกถึงช่องว่างบางอย่างที่กว้างขึ้นระหว่างกัน
เรณูขยับเข้ามาใกล้ เธอสั่นเล็กน้อย มือเก็บปลายผมเล่น “ถ้าจบแล้ว… พวกเราจะยังติดต่อกันเหมือนเดิมไหม?”
ภีมนิ่งไป “ไม่รู้อ่ะ แต่… ฉันอยากให้เป็นอย่างนั้น”
“ฉันก็อยาก แต่กลัว…”
“กลัวอะไร?” เขาชะงัก เหมือนจะได้ยินเสียงใจตัวเองเต้นผิดจังหวะ
“กลัวจะเสีย… ทุกอย่างไป เพียงเพราะไม่ได้พูดอะไรในวันที่ควรพูด” เธอกลืนน้ำลาย
ฝนยังตกพรำ เสียงข้างนอกขับเน้นความเงียบในใจทั้งคู่
คืนก่อนรับปริญญา ภีมนั่งกอดเข่าส่องรูปเก่า ดวงตาขุ่นคล้ายฝนฟ้า เขาหยิบมือถือจะโทรหาเรณูหลายครั้ง แต่กดวางทุกหน
เช้าแห่งวันรับปริญญา เมฆสีเทาตกค้างบนฟ้า แตงโม—เพื่อนร่วมกลุ่ม—เข้ามาคล้องพวงมาลัยที่คอภีม “เดี๋ยวไปถ่ายรูปรวมกันข้างสนามนะ อย่าทำหน้างอแบบนี้สิ!”
ขณะเดินตามกลุ่ม ภีมเห็นเรณูยืนอยู่คนเดียวข้างสนาม ใส่ชุดครุยสีดำสะอาดแม้พื้นข้างใต้จะเปียกน้ำ
เขาเดินเข้าไป “วันนี้… สวยดีนะ” เสียงเบาเหมือนจะหายไปกับลม
เรณูหัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณนะ… ที่อยู่กันมาตลอด” เธอสบตาเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนในแบบที่ลึกซึ้ง “ฉันจะคิดถึงนายมาก ถ้าอีกหน่อยเราห่างกันจริง ๆ”
“ฉันด้วย” ภีมหยุดอยู่แค่นั้น หัวใจเหมือนจะพูดได้มากกว่านี้แต่คำมันหายไปในสายลม
กลุ่มเพื่อนผลัดกันถ่ายรูปรัว ๆ ท่ามกลางความวุ่นวาย หลายภาพหลุดเสียงหัวเราะ ภีมกับเรณูยืนใกล้กันแต่ไม่กล้ากอดกันต่อหน้า
หลังจากนั้นต่างคนต่างแยกย้าย ขณะฝนกำลังเริ่มตกอีกครั้ง ภีมยืนนิ่งมองแผ่นหลังเรณูเดินหายไปในม่านฝนเหมือนวันแรกที่รู้จักกัน
ค่ำคืนนั้น ภีมนั่งมองสายฝนข้างหน้าต่างห้องเช่าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “สวัสดี…”
ปลายสายเสียงเรณูแผ่วเบา “วันนี้ฉันอยากพูดอะไรบางอย่าง ถ้านายยังไม่นอน…”
เสียงฝนกลบคำพูด เธอเงียบไปแล้วจึงพูดต่อ “ฉันเคยอยากได้ชีวิตแบบที่แม่ภูมิใจ แต่ตอนนี้… ฉันอยากเลือกเองมากกว่า ไม่ว่านายจะอยู่ตรงไหน ฉันก็อยากให้นายอยู่… ในใจของฉันเสมอ”
ภีมหัวเราะ น้ำตาคลอ “ขอบคุณนะ ถึงจะไม่ได้พูดทั้งหมดยังไง เราก็ไม่เสียใจกันแล้วใช่ไหม”
“ไม่เสียใจแล้ว… แต่ว่ายังคิดถึงอยู่แน่ ๆ”
ทั้งคู่หัวเราะปนสะอื้นในคืนที่ฝนไม่ยอมหยุด เหมือนเวลาจะพัดพาความกลัวและอดีตออกไปทีละน้อย
ปีถัดมา ภีมกับเรณูต่างแยกย้ายตามฝันของตัวเอง—แต่ฝนแรกของฤดูใหม่ เขาได้รับข้อความจากเธอว่า “ฝนตกอีกแล้วนะ”
เขาส่งกลับไป “คิดถึงเหมือนเดิม”
เสียงฝนในใจไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ในที่สุด ทั้งสองไม่กลัวที่จะพูดความในใจอีกแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเพียงใด