กลิ่นฝน ณ ปลายฤดูร้อน
เสียงฝนโปรยปรายลงบนหลังคาสังกะสีเก่า ๆ ของตึกเอเจนซี่ขนาดกลางกลางเมืองกรุงในยามสาย เมษาเดินลากร่มเปียกชื้นเข้ามาในห้องทำงานอย่างเหนื่อยล้า พนักงานบางคนก็ยังไม่มา บางคนก็กำลังเช็ดรองเท้าเปื้อนขี้โคลน เธอวางกระเป๋าเงินลงบนโต๊ะ พลางถอนหายใจยาว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังมีใครมาเร็วกว่าฉันอีกเหรอ?” เสียงผู้ชายตะโกนลอดกระจกกั้นจากอีกฝั่ง โต๊ะทำงานข้าง ๆ นั้นรกด้วยโพสต์อิทรายล้อมกระป๋องกาแฟ นั่นคือเวหา หนุ่มครีเอทีฟผมยาว หน้าตาขี้หลี สายตาเหนื่อยล้าแต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่าง
“อยากได้แต้มสายที่หนึ่งเหรอ?” เมษายักไหล่ ไม่สบตา
“ถ้าวันนี้ฝนหยุดตกคงได้เหมือนกัน…” เขาพึมพำแล้วกลับไปมองจอคอมพิวเตอร์ เมษาสังเกตว่าเขาเปิดไฟล์งานเก่า ๆ ทิ้งไว้เต็มหน้าจอ เธอมองเขาแล้วแอบถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงหน้าจอของตัวเองแล้วเปิดโปรแกรมบัญชีขึ้นมา
“เมื่อไรจะส่งใบเสร็จมาให้ฉันสักทีล่ะเวหา?” เธอเอ่ยเสียงเรียบ เวหาหันขวับมา ชูแฟ้มสีแดงสดขึ้นฟ้า
“อยู่นี่ไง! แต่ข้อดีของงานครีเอทีฟคือ…งานเราไม่เคยตรงเวลา” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
เมษาถอนใจ พลิกแฟ้มดู เห็นใบเสร็จขาดหาย ตั๋วหนังสองใบ หัวเราะเยาะเบา ๆ แล้วแกว่งนิ้วให้เขา “ครั้งหน้าขอแบบครบ ๆ หน่อยเหอะ ฉันจะได้ไม่ต้องใช้พลังมหาศาลในการตามล่า”
เวหายิ้มมุมปาก เหมือนไม่สนใจ กลับไปเคาะคีย์บอร์ดดัง ๆ เสียงฝนก็ยังคงตกต่อไปเหมือนไม่ได้ยินว่าฤดูร้อนกำลังจะจบลงแล้ว
ออฟฟิศเล็ก ๆ นี้มีพนักงานเพียงสิบห้าคน งานหลายอย่างต้องแบ่งกันทำระหว่างฝ่ายศิลป์กับฝ่ายเหรัญญิก เมษาเป็นคนเดียวที่นั่งบัญชี เวหาเป็นหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟ แม้ดูเหมือนคนละโลก แต่กลับถูกจับคู่ให้ร่วมนำเสนอโครงการสำคัญประจำปี
“บ่ายสามประชุมนะเมษา เตรียมตัวหรือยัง” เวหาทักแหย่ระหว่างเดินผ่าน เธอพยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากสูตร Excel
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันเตรียมพร้อมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” เธอกระซิบ
เสียงฮัมเพลงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ ๆ เวหายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างจ้องสายฝนไหลลงกระจก เธอชะโงกมองสายตาของเขา คล้ายกับกําลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
“แต่เธอ… ดูเครียด ๆ นะ” เวหาเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน
“ก็เรื่องเดิมน่ะสิ ต้องเคลียร์ค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าทัน…” เมษาทำท่าจะอธิบายต่อแต่หยุด เธอรู้ว่าการพูดอะไรมากไปคงดูอ่อนแอ
เวหาเงียบ ชั่วอึดใจเขายักไหล่ “ถ้าไม่ไหวก็…พักบ้างก็ได้ มันไม่ได้ผิดอะไร” เมษามองเขาอย่างแปลกใจ
ช่วงเย็นตึกทั้งตึกถูกไฟดับลงกลางห่าเมฆเทา โต๊ะของเมษากลายเป็นศูนย์กลางไฟฉาย มีคนมารุมขอใช้แล็ปท็อป เธอส่ายหน้าแล้วมองไปยังเวหาที่นั่งกินมาม่าคัพอย่างง่าย ๆ มุมห้อง
“ยังมีไฟใจเหลือบ้างมั้ยน่ะ?” เขาแซวเบา ๆ เมษาอดหัวเราะตามไม่ได้ ไม่กี่อึดใจต่อมา ทั้งสองนั่งอยู่นอกระเบียงจิบกาแฟในความเงียบ เวหาส่งบะหมี่ถ้วยให้เธอหนึ่งคำแบบไม่พูดอะไร
เมษามองบะหมี่ในช้อนอย่างลำบากใจแต่ก็รับไว้ “ฉันไม่ค่อยกินอาหารเร็วแบบนี้เท่าไรหรอก…แต่วันนี้รู้สึกดีนะ”
เวหาหัวเราะ “เอาน่ะ ชีวิตมันไม่ต้องเป๊ะทุกอย่างก็ได้ บางทีมันก็…ต้องยืดหยุ่น” เขายิ้มตาหยี ออกเสียงเบาๆ
เมษายิ้มตอบแต่สายตายังคงหม่นเศร้า เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองหัวเราะครั้งสุดท้ายด้วยหัวใจจริง ๆ คือเมื่อไร
ฝนเทเย็นนั้น เมษาขับรถกลับบ้านฝ่าสายฝน เธอนึกถึงแม่ที่ป่วยเรื้อรังรออยู่ในบ้านไม้โทรม ๆ ห่างออกไปชานเมือง ทุกค่ำหลังเสร็จงาน เธอจะต้องรีบบึ่งไปหาซื้อยาและของใช้จำเป็น ส่งให้น้องสาวที่ทำงานขายของออนไลน์อยู่บ้าน เพราะเธอเป็นเสาหลักครอบครัว
เช้าวันต่อมา เวหายืนอยู่หน้าตู้กดน้ำในออฟฟิศ มองรูปในมือถือเป็นนาน เมษาเดินเฉียดผ่านมา เขารีบเก็บมือถือทันที
“วันนี้มาสายเหรอ?” เวหาทัก เมษาหลบสายตา
“เมื่อคืนขับรถกลับบ้านฝนหนัก เกือบขับตกคลอง” เธอพูดติดเล่นแต่แววตามีอะไรบางอย่าง
เวหามองเธอนิ่ง “ขับดี ๆ หน่อย อย่าประมาทนะ” เขาเหมือนจะเป็นห่วง แต่ก็ปิดอารมณ์ไว้ได้รวดเร็ว
ก่อนประชุมใหญ่ เวหากับเมษาถูกบังคับให้นั่งคู่กันต่อหน้าทีมผู้บริหาร เธอเตรียมไฟล์ตัวเลข เวหาจัดหน้าเพาเวอร์พอยต์สารพัดกราฟิก เมื่อไฟดับชั่วขณะ เวหาพึมพำกับตัวเอง “ตลกดีนะ…งานเราคงอินกับสภาพอากาศ”
“พรีเซนต์เลยมั้ย ถ้าพร้อม” เสียงผู้บริหารเอ่ย เวหากับเมษาสบตากันแวบหนึ่ง เวหาพยักหน้าอย่างมั่นใจ “เราเชื่อในตัวเลขและไอเดียของเมษา” เขาจบไป
เพื่อนร่วมงานเริ่มซุบซิบ บ้างหมั่นไส้ บ้างแอบลุ้นอะไรบางอย่าง เมษารู้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเวหากำลังถูกจับตามอง แม้จะยังไม่มีอะไรเกินเลยแต่ก็มีเคมีบางอย่างในบทสนทนา ที่อาจเป็นแค่การเย้าหยอกของคนที่ต่างรู้สึกว่าตัวเองปกป้องตัวเองจากโลกอยู่เหมือนกัน
คราวนี้งานนำเสนอลุล่วง ผู้บริหารชมเสียงดัง เวหาหันมาแอบยิ้มให้เมษาข้างหู แววตาเขาวูบไหว ราวกับอยากพูดอะไรแต่กลับเงียบไว้ เธอเหมือนจะพูดขอบคุณแต่ก็เลือกไม่พูดอะไร จังหวะนี้ความเงียบทำหน้าที่มากกว่าคำพูดเสียอีก
เวลาผ่านไปสองเดือน งานใหญ่อีกโปรเจกต์ก็มา เวหาถูกเลื่อนตำแหน่ง แต่เมษากลับถูกตัดงบให้ลดชั่วโมงทำงาน ฝ่ายการเงินบริษัทเริ่มไม่มั่นคง เมษาช็อค แต่พยายามทำใจนิ่ง
เย็นวันหนึ่ง ขณะเธอนั่งเช็คบัญชีอยู่ลำพัง เวหาเดินเข้ามานั่งตรงข้ามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เหนื่อยเหรอ?” เวหาถามเสียงแผ่ว
“ชินแล้ว” เมษาฝืนยิ้ม “ถ้าฉันบ่น พรุ่งนี้มันจะดีขึ้นมั้ย”
เขายักไหล่ “อย่างน้อยก็ได้แบ่งความหนักใจให้ใครสักคนล่ะ” เวหาพูดพลางยื่นคุกกี้รสโปรดให้
เมษานิ่งไปก่อนจะรับ “ขอบใจ…”
ทั้งคู่ต่างเงียบ กินคุกกี้ด้วยกันในความมืด สายตาที่สับสนของเมษาบอกถึงไร้กำลังใจ เวหานั่งมองออกนอกหน้าต่างตั้งใจฟังเสียงฝนราวกับกำลังรอให้พายุผ่านไปเอง
หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ในงานเลี้ยงส่งรุ่นพี่ที่เกษียณ เวหานั่งมองเมษาที่หัวเราะกับเพื่อนโดยไม่พูดอะไร เขาดูเหมือนจะอยากคุยด้วย แต่ติดอะไรบางอย่างในใจ เพื่อนข้างๆ แซวขึ้น “มองเขาอะไรหนักหนา ไม่ไปขอไลน์เลยล่ะ”
เวหาสะดุ้ง “ถ้าทำแบบนั้นเขาคงหนีฉันกลับบ้าน” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน
ช่วงเมษากลับจากงาน เวหาค่อย ๆ เดินตามมานอกตึก เขายื่นร่มให้กับเธอในคืนฝนพรำโดยไม่พูดอะไร
“ขอบคุณนะ” เมษารับร่มโดยไม่สบตา “นายดูแตกต่างจังคืนนี้”
เวหาชะงักไปชั่วครู่ “แตกต่างยังไง”
“เหมือนคนที่ไม่มั่นใจ…” เธอหยุด “ปกตินายมั่นใจตลอด”
“บางที…ฉันก็กลัว” เวหาพึมพำ “กลัวเหมือนกันว่าจะเสียคนสำคัญไป”
เมษาเงียบ มือจับด้ามร่มแน่น
ทั้งสองเดินข้างกันในความเงียบฝ่าสายฝน ร่มใบเล็กบังหัวไว้ได้ไม่หมด เวหาเอียงร่มเข้าหาเมษาจนไหล่เขาเปียกเอง
“ขอโทษนะ เรื่องวันนั้นที่ฉันว้าวุ่น…และอารมณ์ร้าย” เวหากระซิบ
“ฉันก็ขอโทษ…ที่ใจร้าย สองเดือนก่อนนายมาขอไฟล์ตอนฉันเครียด ฉันพูดแรงไป” เมษาเสียงแผ่ว
เวหาขำ “ชีวิตมันก็แบบนี้ล่ะ เราทุกคนผิดพลาดได้”
ทั้งคู่ยังคงเดินในความเงียบ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไป แม้ผ่านเรื่องราวมากมาย ต่างก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและให้อภัยทั้งกันและกัน
วันต่อมา เวหานำเสนอไอเดียใหม่ในที่ประชุม เขาเปิดใจรับข้อเสนอของเมษามากขึ้น ทั้งคู่ประสานงานได้อย่างราบรื่น ความขัดแย้งน้อยลง แต่ก็ยังมีความห่างเหินหลงเหลืออยู่ในบทสนทนา
กลางเดือนต่อมา เวหาเจอเมษานั่งเศร้าในสวนบริษัท
“แม่ฉันป่วยหนักขึ้น ฉันไม่แน่ใจว่าควรลาออกเพื่อดูแลแม่…หรือทำงานต่อ” เมษาเสียงแผ่ว
เวหานั่งลงข้างๆ “แล้วเธอต้องการอะไรจริง ๆ ล่ะ”
เมษานิ่งไปนานมาก สุดท้ายเธอหลบตา “อยากเป็นลูกที่ดี แต่ก็อยากมีชีวิตที่เลือกเอง อย่างน้อยสักครั้ง”
“อย่าตัดสินใจเร็ว ฉันเชื่อว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่คิด” เวหาหันมาหาเธอ สายตาจริงจังที่สุดเท่าที่เคยเห็น
วันสุดท้ายก่อนเมษาจะตัดสินใจลาออก เวหานั่งเคารพตนเองอยู่ นิ่งคิด ทันใดนั้น เขาตัดสินใจเดินไปหาเมษา หยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เงียบไปนานจนรอบข้างเหลียวมอง
“อย่าเพิ่งไป…ฉันมีเรื่องอยากพูด” เวหาสูดหายใจเสยผม “ฉัน—ไม่รู้จะถามยังไงดี อืม…เราจะลอง…มาเริ่มใหม่ด้วยกันได้มั้ย แบบ…พยายามเป็นทีม…หรือ–”
เมษาชะงัก ถอนหายใจยาว “นายเคยตัดสินใจผิด ไม่เป็นไร ฉันเองก็เคยผิด…แต่ถ้าเราจะเริ่มเดินไปด้วยกัน มันต้องค่อยเป็นค่อยไปนะ”
“แน่นอน” เวหาอมยิ้ม “ฉันไม่รีบ…ฉันแค่อยากเดินกับเธอ ฝนจะตกหรือแดดจะออกก็…ขอแค่มีเธอหัวเราะได้ก็พอ”
เมษายิ้มทั้งน้ำตา เธอซบไหล่เขาเบา ๆ แล้วกระซิบ “เราลองดูไหม ฝนฤดูร้อนปีหน้าจะได้ไม่ได้อยู่คนเดียวอีก”
ทั้งคู่ต่างยิ้ม สายฝนสุดท้ายโปรยปรายข้างนอกหน้าต่างอีกครั้ง เสียงหัวใจเต้นประสานกันกับเสียงฝนที่ตกอย่างอ่อนโยน
ในออฟฟิศเล็ก ๆ ที่อบอุ่น เวหาเดินไปจัดแฟ้มให้เมษา เมษาลุกเดินไปชงกาแฟเวหา การล้อเล่นในแต่ละวันกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความใส่ใจ เคมีระหว่างทั้งคู่ค่อย ๆ เติบโต เพื่อนร่วมงานรับรู้ แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ฤดูร้อนวนเวียนมาใหม่อีกปี สายฝนโปรยปราย เมษากับเวหานั่งมองเมฆเทาในระเบียงออฟฟิศ เวหาพูดกลั้วหัวเราะ “เดี๋ยวก็ซาแล้วล่ะ”
“แล้วฝนในใจนายล่ะ…” เมษาจ้องหน้าเขา
เวหาลังเลไปนิด “ฝนในใจฉัน…เจอแดดแล้วนะ” เขายิ้มแบบเวหา ๆ
เมษายิ้มตอบ สายตาเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน—พร้อมเปิดใจรับฉากชีวิตบทใหม่ เคียงข้างกันอย่างเชื่องช้า งดงาม และพร้อมให้อภัยในความไม่สมบูรณ์ของทั้งคู่