ร้านหนังสือที่เก็บความลับของเรา
ฝนตกหนักในเช้าวันเสาร์หนึ่ง เสียงกระทบหลังคาเหล็กของร้านหนังสือมือสองทำให้หนังสือในชั้นไม้สั่นเล็กน้อย ควันจากถ้วยกาแฟที่มินตราวางไว้บนเคาเตอร์ลอยเป็นวงเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ จางไปกับกลิ่นบุหรี่เก่าของกระดาษที่อยู่ในร้านมานาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มินตราก้มลงหยิบหนังสือปกเก่าขึ้นมาเช็ดฝุ่น นิ้วเรียวไล้ไปตามตัวพิมพ์ที่เริ่มเลือน เธอพูดกับตัวเองเบาๆ เหมือนเป็นพิธีกรรมเช้านี้
“ถ้าฉันไม่ซ่อมชั้นที่มุมนี้อีก หนังสือพวกนี้คงไม่ยิ้ม…” เธอหัวเราะกับเสียงของตัวเอง พูดเหมือนคนบ้า แต่สองสามเล่มต่อจากนั้นก็เหมือนจะสบตากลับ
เสียงระฆังที่แขวนไว้เหนือประตูดังขึ้นเมื่อมีคนผลักเข้ามา มินตรายกมือลงจากชั้นโดยอัตโนมัติ หัวใจเธอไม่กระโดดใหญ่เพราะคนที่เข้ามานั้นไม่ได้แปลกหน้า
“อ้าว ธีร์… มาสายอีกแล้วเหรอ” เธอถามอย่างไม่เต็มเสียง ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มที่ทำให้ร้านดูสดใสขึ้นสององศา
ธีร์ยืนเปียกน้ำฝนครึ่งตัว หมวกอยู่ในมือ เขาพิงไหล่ของประตูแล้วถอนหายใจเงียบๆ “ฝนทำให้ทุกอย่างช้าลงดีนะ” น้ำตกจากชายเสื้อกลิ่นปูนบนน้ำฝนหยดลงบนพื้นไม้
มินตราเดินไปเอาผ้าเช็ดให้เขาโดยไม่ถาม เหมือนเป็นหน้าที่ที่เธอทำมาทุกครั้งที่เขามาเยือน “นั่งก่อนสิ เดี๋ยวฉันไปทำกาแฟ” เธอพูดและเธอก็ออกจากตรงนั้นด้วยจังหวะที่คุ้นเคย
เมื่อทั้งสองคนยืนอยู่ใกล้กัน เวลาที่ธีร์เลือกหนังสือ มินตราจะเห็นมือของเขาไล้ผ่านปกอย่างระมัดระวัง เธอจดจำวิธีที่เขาพร้อมจะช่วยซ่อมมุมชั้นที่หลวม หรือวิธีที่เขานั่งลงตรงเก้าอี้ไม้แล้วเอ่ยเรื่องไร้สาระจนทำให้เธอหัวเราะในใจ
“แกเอาขวดหมึกมาให้ร้านฉันเอาไว้หน่อย” เธอวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ ใบหน้าของเธอสว่างขึ้นเมื่อเขายื่นถุงพลาสติกเล็กๆ ที่มีขวดหมึกและเทปเล็กๆ อยู่ข้างใน
ธีร์มองเธอแวบหนึ่งก่อนจะยิ้ม “คิดว่าถ้าไม่มีร้านนี้ แกคงคิดถึงคนที่หนังสือเขียนถึง” น้ำเสียงของเขาทุ้มลงอย่างที่มินตราจำได้ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย
เธอไม่ตอบทันที แต่กวาดสายตามองชั้นหนังสือที่มุมหนึ่ง “บางทีฉันอาจจะยังชอบความเงียบที่นี่” เธอพูด พร้อมกับยิ้มบางๆ แล้วน้ำตาผ่านเข้าที่ขอบตาไม่ชัดเจน
ธีร์หันหน้าไปทางอื่น ก่อนจะทำเสียงเป็นการล้อเลียน “เงียบแบบมีลายเซ็นต์ของคนที่ไม่ชอบคุยกับเนื้อหาเหรอ” เขาพูดแล้วหัวเราะ แต่อีกครั้งที่มินตราเห็นเขากลั้นอะไรบางอย่างไว้
พวกเขาเป็นเพื่อนกันมานาน พอที่จะรู้ว่าท่าทีของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ไม่พอที่จะอ่านความคิดกันโดยไม่พูด
“แกพูดแบบนั้นเสมอ” มินตราเอื้อมมือไปหยิบถุงกระดาษเก่าที่มีใบปิดไว้ เขาเหลือบมองเธอแล้วหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบเบาๆ ชอบเย็นๆ แบบนี้มากกว่ากาแฟร้อน
บ่ายของวันนั้นมีลูกค้ามาไม่มาก มินตราเงยหน้ามองใบหน้าน้อยๆ ของคนที่เดินผ่านร้าน ทุกคนเหมือนตัวละครในนิยายที่หลงเข้ามาแล้วออกไป แต่ธีร์ยังคงอยู่กับเธอ จัดชั้นหนังสือที่หลวม รีดปกที่ย่น และคุยเรื่องเพลงที่เหมาะกับร้าน
“ร้านนี้ควรมีเพลงที่…ไม่ให้คนมาหัวเราะมาก แต่ให้คนมาสะดุดใจ” ธีร์เสนอ แล้วดึงแผ่นเสียงเก่าออกจากชั้น “แบบนี้ดีไหม”
มินตราเอียงคอ “ถ้ามีเพลงที่ทำให้คนหยุด…มันก็ทำให้คนอยากอยู่กับหนังสือมากขึ้น” เธอไม่พูดว่าเธออยากให้คนอยู่กับเขานานๆ
ระหว่างที่เพลงค่อยๆ ไหลออกมาจากลำโพงเล็กๆ ในมุมหนึ่ง มีข้อความจากใครบางคนเข้ามาที่โทรศัพท์ของมินตรา เธอเลื่อนดูแล้วเก็บไว้ ไม่ได้ตอบ
ธีร์เห็นแวบหนึ่งและถามอย่างไม่ตั้งใจ “ใครส่งมา?” เขามองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเธอราวกับจะอ่านได้ แต่ไม่แตะต้อง
มินตราส่ายหน้าแล้วใส่โทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง “ไม่มีอะไร… แค่ข้อความโฆษณา” เธอพูด และมุมปากของเธอขมวดเล็กน้อย
เธอไม่บอกว่าเป็นข้อความจากแม่ที่เลิกส่งความคาดหวังเป็นประเด็นคอยเตือนเป็นระยะๆ ว่าถ้าร้านไม่โตเร็วพอ ชีวิตเธอจะไม่มั่นคง หรือว่าเป็นข้อความจากเพื่อนเก่าที่เตือนเรื่องโอกาสทำงานต่างประเทศ
ธีร์หยิบหนังสือปกหนึ่งขึ้นมา พลิกๆ ด้วยนิ้วอย่างไม่ตั้งใจ “แกคิดจะอยู่ที่นี่ทั้งชีวิตจริงๆ เหรอ?” เขาถาม ทั้งคำถามทั้งเสียงมีน้ำหนัก
มินตราหยุดมือ แต่ไม่หันไปหาเขา “ฉันไม่รู้… ฉันแค่ชอบที่นี่” คำตอบของเธอสั้น แต่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาชัดเจน
เมื่อฝนหยุดตก บ่ายยาวกลายเป็นเย็น ร้านเปลี่ยนโทนสี ใครบางคนเดินมาหยุดหน้าต่างแล้วมองผ่านกระจกเข้ามาอย่างเหมือนจะอยากเข้าไปในโลกภายใน
“ช่วยปิดไฟหน่อยได้ไหม ฉันอยากดูแสงไฟของร้านจากข้างนอก” คนที่ยืนหน้าต่างพูด เขาคล้ายคนที่หลงมาจากถนนยามเย็น
ธีร์ลุกไปดึงม่านแล้วบิดสวิตช์แสงไฟ เลือกโทนสว่างอบอุ่น รอยยิ้มของคนหน้าต่างเปลี่ยนไปเป็นการยกนิ้วให้อย่างไม่สลับซับซ้อน
คืนนั้นทั้งคู่ปิดร้านช้ากว่าปกติ เพราะมินตราอยากคุยเรื่องระบบสต็อกกับธีร์จนจบ เธอจดรายการแล้วมองเขา “ขอบคุณนะที่มาช่วย” เธอพูดแล้วเก็บปากกาใส่กระเป๋าไว้เหมือนกัน
ธีร์ยืนนิ่งก่อนจะตอบอย่างง่ายๆ “ถ้าร้านแกยังอยู่ แกก็คือมินตราที่ฉันรู้จัก” เขาพูดแล้วเขาก็ยิ้ม แต่การยิ้มนั้นดูลึกกว่าเสมอ
มินตรานิ่งไปสักครู่ มือเธออุ่นขึ้นจากการจับปากกา เธอไม่พูดว่าเธอกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือว่าเธอกลัวการบอกลาในถ้อยคำสั้นๆ
วันที่สองธีร์มาช่วยมากขึ้น เรื่องเล็กๆ ภายในร้านกลายเป็นกิจวัตร ทั้งสองคนรู้จังหวะของกันและกันโดยไม่ต้องบอก บางครั้งพวกเขาเงียบและมองกัน เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้มุมหนึ่งของร้านสว่างขึ้น
“ฉันว่าจะเอาตู้ไม้เล็กๆ มาวางตรงมุมโน้น” มินตราบอกครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังซ่อมชั้นไม้ที่หลวม
ธีร์ยกหัวขึ้นครุ่นคิด “ตู้แบบไหน” เขาถามแล้วจ้องไปยังแสงที่ลอดผ่านบานหน้าต่าง
“ตู้ที่เก็บหนังสือเล่มโปรดของลูกค้าที่เขาอยากแบ่งปัน” มินตราตอบและหัวเราะเบาๆ เสียงเธอพลิ้วไปกับไอเดียของเธอเอง
ธีร์สอดมือเข้ากระเป๋า “ฉันช่วยออกแบบได้ไหม” เขาถาม ทั้งคำถามทั้งน้ำเสียงมีความระมัดระวัง เหมือนถามความสมัครใจ ไม่ใช่การสั่ง
เธอพยักหน้าและพวกเขาก็เริ่มทำงานพร้อมกัน บางครั้งเขาเอื้อมมือมาจัดตำแหน่งให้เธอ บางครั้งมือของเขาแตะปลายแขนเธอโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่มีคำกล่าวอะไรทั้งนั้น มีเพียงความรู้สึกที่ไหลผ่านความเงียบ
หนึ่งคืนที่มินตราและธีร์กำลังจัดการตู้ไม้ใหม่ มีลูกเด็กวัยรุ่นสองคนเข้ามาถามหาเรื่องนิยายรักเล่มเก่า ทั้งคู่พูดเสียงดังและโบกมือ คนหน้าร้านมองพวกเขาด้วยสายตาห่วงใย แต่ธีร์โบกมือกลับเป็นมิตร
“หาเล่มไหนเหรอ เดี๋ยวพวกเราช่วยหานะ” ธีร์เสนอ ทีท่าเขาวิ่งไปหาชั้นหลังสุดอย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นภารกิจที่เขาตั้งใจทำ
มินตรามองสองคนที่อยู่ตรงหน้าต่างและหัวเราะเบาๆ “แกเหมือนพี่ชายของลูกค้าทุกคนเลยนะ” เธอพูด หมายถึงความช่างช่วยเหลือที่เขามี
ธีร์กลับมาแล้ววางหนังสือบนเคาเตอร์อย่างภูมิใจ “เจอแล้ว แถมมีคำน้อยๆ ที่คนคนก่อนเขียนไว้ด้วย” เขาพูดและเอามือออกจากหนังสืออย่างที่กลัวจะทำลายมัน
คืนนั้นมินตราอ่านบันทึกสั้นๆ ที่คนก่อนเขียนไว้ในปก “อ่านแล้วคิดถึงคนที่เคยมา…” เธอหยุดและยิ้มอย่างประหลาด ใบหน้าของเธอเข้มขึ้นเมื่ออ่านข้อความที่ทำให้เธอเงียบ
ธีร์เข้ามานั่งข้างๆ และไม่พูดอะไรเป็นนาน เพียงแค่มองเธออ่านหนังสือ เขาซ่อนอะไรไว้ในสายตา เขาไม่พูดคำว่าอะไรทั้งนั้น แต่พอเธอเงยหน้ามา เขาพร้อมจะให้เธอมีพื้นที่
เดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มมีชั้นเชิงมากขึ้นจากกิจกรรมเล็กๆ ทั้งสองคนรู้จักนิสัยของกันและกันลึกขึ้น เช่นธีร์ชอบกินเค้กรสเลมอนหลังเลิกงาน ส่วนมินตราชอบเพลงที่มีเสียงเปียโนต่ำๆ
วันหนึ่งมีหญิงสาวสูงวัยมาในร้าน พกกระเป๋าห่อหนังสือเก่าไว้ เธอเล่าถึงสามีที่จากไปและบอกว่าอยากแบ่งหนังสือให้กับร้านที่ยังรักษาหนังสือดีๆ อยู่
มินตราเอื้อมมือไปรับของอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะคะ” เธอพูดและยิ้มให้ ด้วยความเคารพ กระบวนการโอนถ่ายเรื่องราวของคนพวกนี้ทำให้ร้านมีชีวิต
ธีร์คอยช่วยเธายกกล่อง เขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเหมือนกลัวว่าจะทำลายความทรงจำของคนบนกระดาษเหล่านั้น
คืนหนึ่งหลังจากปิดร้าน ธีร์นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานเก่า มือของเขาจับปากกาดินสอแล้ววาดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ เขาเขียนคำว่า ‘ถ้าฉันกล้าพอ…’ แล้วก็ลบออก
มินตราเห็นร่องรอยของลายมือบนกระดาษและรับรู้ว่ามีบางอย่างเขียนไว้ที่นั่น แต่เธอไม่ถาม เขาเองก็ไม่พูดตอนนั้น ทั้งสองคนต่างเลือกใช้ความเงียบเป็นภาษาหนึ่ง
วันหนึ่งข้อความจากอดีตกลับมา หญิงสาวคนนั้น—น้องสาวของนักเขียนที่เคยให้หนังสือ—เข้ามาและบอกว่าบรรณาธิการคนหนึ่งอยากพบมินตราเพื่อเสนอคำขอซื้อร้านหนังสือเป็นเงื่อนไขของการตีพิมพ์หนังสือชุดใหม่
มินตราทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ขาย’ ใบหน้าของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ไม่แสดงอาการชัดเจน เธอเคยฝันถึงการตีพิมพ์งานตัวเอง แต่ร้านนี้ก็เป็นพื้นที่ของเธอเช่นกัน
“ถ้าขายไป ฉันจะมีเงินพอไปเรียนต่อ…” เธอพูดกับตัวเอง คราวนี้น้ำเสียงสั่นเงียบ เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยากได้กับสิ่งที่ต้องรักษา เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
ธีร์ฟังข่าวนั้นแล้วก้มหน้า มือนิ้วโป้งเขาขบหนังสือที่อยู่ใกล้สุด เขาไม่ถามว่ามินตราจะตัดสินใจอย่างไร แต่สายตาของเขาพยายามอ่านท่าทีเธอ
“แกจะเอายังไง มิน” เขาถามสุดท้าย เหมือนว่าการถามนี้จะเป็นเบ็ดที่ลากเธอออกจากความคิดวนเวียน
มินตราปิดแฟ้มชั่วคราวและถอนหายใจ “ฉันไม่รู้… ฉันกลัวว่าถ้าขายไป ฉันจะคิดถึงที่นี่ทุกวัน” เธอพูดและมือขยับไปจับขอบโต๊ะแน่นๆ
ธีร์ไม่พูดอะไร เขายืนขึ้นแล้วเดินไปรอบๆ ร้าน สบตากับกรอบรูปเก่าๆ บนผนัง เก้าอี้สีน้ำตาลที่เขาตัวเล็กๆ เคยนั่งเมื่อหลายปีก่อน
คืนก่อนที่ดีลจะถูกตัดสิน บรรณาธิการนัดมาพูดคุยในร้าน มินตรานั่งตักเขียนข้อเสนอด้วยความเกรงใจ ในขณะที่ธีร์คอยดูท่าทางของเธอ เขาเติมน้ำแข็งในแก้วให้เธอซ้ำๆ ด้วยความรู้สึกบางอย่างในอก
หลังการเจรจานั้น บรรณาธิการออกไปแล้ว เหลือเพียงมินตราและธีร์ท่ามกลางกลิ่นน้ำมันไม้และกระดาษเก่า มินตราทำหน้าที่ตัดสินใจ เธอลังเลจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับเต้นขบ
ธีร์ลุกขึ้นแล้วพูดอย่างไม่ระบายอารมณ์ “ถ้านายต้องการเงินก้อนนั้นเพื่อไปเรียน… ก็เอามันไปเถอะ” เขาพูดแล้วหลับตาเหมือนปล่อยวางคำพูดที่ทำร้ายตัวเอง
มินตรามองหน้าเขานานเป็นพิเศษ “แกพูดง่ายจังนะ” เธอพูดแล้วหยุด “แกคิดยังไงกับร้านนี้จริงๆ?” คำถามนั้นไม่ได้ออกจากปากเพราะเธออยากได้คำตอบทันที แต่เพราะอยากให้เขาพูดเสียงดังขึ้นจากใจ
ธีร์นิ่งไป เขาพูดช้าๆ เหมือนคิด “สำหรับฉัน ร้านนี้คือ…ที่ที่ฉันได้เป็นคนที่แกรู้จัก” เสียงเขาแผ่วแต่หนักแน่น เมื่อคำพูดกระทบกับผนังร้าน มันเหมือนมีสะพานบางอย่างเชื่อมพวกเขาไว้
มินตราเลิกคิ้ว แต่หน้าเธอไม่เปลี่ยน “แล้วนั่นแปลว่า…” เธอถามและคำถามของเธอสิ้นสุดที่ปลายลิ้น เพราะสิ่งที่เธอจะถามคือคำถามที่ต้องใช้ความกล้าจริงๆ
ธีร์ถอนหายใจ แล้วยอมรับอย่างที่ไม่เต็มใจ “ฉัน…ไม่อยากให้ร้านนี้หายไป” เขาหยุดและเปลี่ยนคำ “แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด”
มินตรามองเขา คำถามแรกที่เธอไม่อยากถามก็เหมือนจะส่องสว่างในความเงียบ พวกเขาต่างรู้ว่ามีสิ่งมากกว่าร้านหนังสือที่ยึดเหนี่ยวใจ
คืนก่อนวันตัดสินใจ มินตราเอ่ยคำถามออกมาช้าๆ ขณะที่จัดชั้นหนังสือ “ธีร์… แกเคยคิดว่า ถ้า… ถ้าเราเลือกทางที่ต่างกัน เราจะยังเป็นเพื่อนกันไหม” เธอไม่ได้พูดว่าเธอกลัวคำตอบจะเป็นการเลิกกัน
ธีร์เท้ามองพื้นสักครู่ “ฉันเคยกลัวว่าพอแกไป ฉันจะอยากจะโทรหาแกทุกคืน แต่แกจะไม่รับ” น้ำเสียงเขาแตกเป็นเสี้ยวเล็กๆ เหมือนคนกางร่มใต้พายุ
มินตราเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เขาชะงักเมื่อเห็นหน้าจอที่เก็บข้อความจากแม่เอาไว้ เธอแตะนิ้วให้มันเลื่อนผ่านข้อความแล้วเก็บลงอีกครั้ง
“ฉันก็กลัว…ว่าจะทิ้งอะไรไว้ไม่ดี” เธอพูด แล้วหัวเราะขมๆ “แต่บางทีสิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคืองานเขียนของตัวเอง…หรือว่าฉันไม่กล้าพอ”
ธีร์มองหน้าเธออย่างตั้งใจ “ถ้าแกเดินออกไปจากร้านนี้ อย่าเพิ่งคิดว่ามันคือการจากลาอย่างถาวร” เขาพูดอย่างระมัดระวัง เหมือนเขากำลังวัดระยะห่างของคำพูด
การตัดสินใจมาถึงอย่างหลวมๆ ในเช้าหนึ่ง บรรณาธิการกลับมาอีกครั้งพร้อมสัญญา ทั้งเงิน ทั้งโอกาส ทั้งความมั่นคงที่มินตราเคยฝันไว้ เธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางร้าน มือขยุ้มไว้เล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นมาเซ็นชื่อ
ธีร์ยืนอยู่ห่างๆ เขาเห็นควันจากเทียนที่เลี้ยงอารมณ์เงียบในร้าน เขาไม่เข้าไปขัด แต่ในมุมมองของเขา หัวใจของมินตรากำลังตัดสินใจอย่างหนักหน่วง
เสียงหมึกปากกาสัมผัสกระดาษดังขึ้น “ฉันจะขาย” มินตราพูดกับตัวเองไม่ใช่กับใคร เสียงนั้นชัดและเย็นกว่าที่ธีร์คาดคิด
โพรงกลางใจของธีร์หลุดหาย แต่เขาไม่แสดงออก เขาคล้อยตามการตัดสินใจของเธอเงียบๆ อย่างเป็นผู้ใหญ่ เขาเก็บความเจ็บไว้ในมุมที่เขารู้ว่าจะปล่อยเมื่อเป็นเวลาที่เหมาะสม
คืนก่อนที่การโอนจะเสร็จ ธีร์เดินมาร้านช้า เขาเห็นกล่องกระดาษเรียงเต็มพื้น มินตราอยู่ท่ามกลางนั้น หยิบหนังสือหนึ่งเล่มขึ้นมาและผูกเชือกไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าเก่า
“แกจะเอาเล่มนี้ไปไหม” ธีร์ถาม เธอตอบโดยไม่หันมามอง “ฉันคิดว่าจะเอาไป”
พวกเขาจัดห้องสุดท้ายด้วยกันในคืนที่ความเงียบมากขึ้นว่าปกติ มีช่วงเวลาที่ทั้งสองคนยืนใกล้กันโดยไม่มีคำพูด แต่มีการหายใจที่เอื้อนเอ่ยแทนบางสิ่ง
เวลาในการโอนมาถึง มินตราเซ็นชื่อแล้วพาตัวเองออกมาจากร้าน เธอเห็นธีร์อยู่บนม้านั่งตรงข้ามร้าน เขายิ้มให้เธอ แต่ในสายตานั้นมีอะไรที่ไม่อธิบาย
“พรุ่งนี้ฉันจะบิน” เธอบอกเขาอย่างเปิดเผย ทั้งคำพูดทั้งน้ำเสียงไม่มีคำร้องขอ แต่มีความหนักแน่นกับการประกาศ
ธีร์วางมือบนหัวเข็มขัดเหมือนคนพกเครื่องมือไว้ “บินไปแล้วจะกลับมารึเปล่า” เขาถาม เฉยๆ แต่หัวใจเขาสั่น
มินตรามองเขานานนับวินาที “ฉันไม่รู้” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ “แต่ถ้าฉันไม่กลับ… ก็แปลว่าฉันพบอะไรที่ทำให้ฉันต้องอยู่”
ธีร์ไม่พูด เขาปล่อยให้คำตอบนั้นลอยอยู่ หยดน้ำบนปลายร่มตกลงบนพื้นเป็นจังหวะ เงียบแต่ดังเอาเรื่อง
คืนก่อนสนามบิน ธีร์ไปหามินตราอีกครั้ง เขาพกกล่องเล็กๆ มาด้วย ข้างในเป็นสมุดปกเขียวเล่มหนึ่ง เขาวางมันไว้ในมือเธออย่างเงียบๆ
“นี่คือ…” เขาพูดแล้วหยุด เหมือนพยายามเลือกคำ “…สมุดเล่มที่ฉันเขียนว่า ถ้าวันหนึ่งแกไป ฉันจะทำอะไรบ้าง”
มินตราหลับตาแล้วยิ้มบางๆ เธอพลิกหน้าแรกและเห็นลายมือของธีร์ “ฉันเห็นบันทึกเล่มนี้แล้ว…” เธอเงียบ เธออ่านอย่างเร็วแต่แน่น ในบันทึกมีเรื่องเล็กๆ ของร้าน มีเมนูที่ทั้งสองคนชอบ และมีหน้าสุดท้ายที่ว่างไว้
ธีร์พูดต่อ “ฉันไม่เคยส่งให้แกเพราะกลัวว่าถ้าส่งไป แกอาจจะรู้ว่าฉัน…” คำพูดค้างไว้ เขาไม่กล้าพูดคำที่ติดอยู่ในอก
มินตราหันหน้าแล้วจ้องตาเขานิ่ง “แกกลัวอะไร” เธอถามสั้นๆ คำถามนั้นเป็นมีดคมแต่ไม่กรีดลึกจนแหลมคมเกินไป
ธีร์เลิกคิ้ว ช้าลงแล้วตอบด้วยเสียงสั่นแผ่ว “ฉันกลัวว่าถ้าบอกไป ก็อาจจะเสียแกไปจริงๆ” เขาเอ่ยคำที่สั้น แต่หนักแน่นพอจะให้เธอได้ยิน
มินตรานิ่ง เงยหน้าจ้องไปที่เขา พอได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของเธอแตกต่างจากที่ผ่านมา เธออาจจะไม่ร้องไห้ แต่ตาของเธอแดงขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ปฏิเสธและก็ไม่ตอบคำว่าเดียวกันกลับไป
“ถ้าฉันจะตอบ… ฉันก็กลัวว่าจะต้องขอให้แกอยู่” เธอพูดและยืนขึ้นอย่างช้าๆ มือของเธอสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วหยิบตั๋วเครื่องบินขึ้นมาให้เขาดู
ธีร์รับตั๋วในมือเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ “นี่มันไปจริงๆ เหรอ” เขาถามและดูกระดาษอย่างคนที่กลัวคำตอบ
มินตราพยักหน้า “ใช่ ฉันจะไปดูโลกก่อนตัดสินใจว่าฉันอยากจะกลับมาหรือไม่” เธอพูดและเสียงของเธอสั่นอย่างที่ไม่เคยมีเมื่อแรกพบกัน
พวกเขายืนเงียบกันสักพัก น้ำเสียงของถนนยามค่ำคืนเป็นพยาน แต่ก็เงียบลงเมื่อไทยร์พูดคำที่เขาเก็บไว้ “ถ้าแกไป…ฉันจะเขียน” เขาพูดแล้วกลั้นหายใจรอให้คำต่อมาเป็นการประกัน
มินตราพยายามยิ้ม “เขียนอะไรล่ะ” เธอถาม แต่ดวงตาเธอหรี่ลงเป็นสัญญาณว่าเธอพร้อมจะรับฟัง
ธีร์จับปากกาออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะกระจก มือนั้นสั่นเล็กน้อย เขาเปิดหน้าสุดท้ายในสมุดปกเขียวและเขียนลงไปอย่างไม่ลังเล “ฉันจะรอ” คำหนึ่งคำที่เขาเลือกอย่างยากลำบาก
มินตรามองเขา อ่านคำสั้นๆ นั้นแล้วน้ำตาไหลออกมาทั้งที่เธอพยายามจะเก็บ มันไม่ใช่น้ำตาแบบคนเสียใจ มันเป็นน้ำตาที่ปล่อยจากการอัดอั้นที่อยู่ในอกมานาน
“แกกล้าพูดในสิ่งที่ไม่กล้าพูดได้ แล้วฉันล่ะ” เธอถามและน้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเบาๆ “ฉันล่ะกล้าพอไหมที่จะยืนตรงนี้แล้วให้แกหนีบมือ”
ธีร์เข้าไปใกล้ เงยหน้ามองใบหน้าเธออย่างที่เคยทำมาตั้งแต่เด็ก “ฉันไม่อยากให้แกคิดว่าฉันขอให้แกอยู่ แต่ฉัน…อยากให้แกรู้ว่าที่นี่มีคนหนึ่งที่ไม่อยากให้แกจากไปง่ายๆ” เขาพูดและตรงไปยังข้อสำคัญ
มินตราทำหน้าเหมือนคิดหนัก เธอถอนหายใจ แล้วก้มลงมองมือที่ถือสมุดเล่มนั้น “ถ้าฉันไป…ฉันจะไม่ลืมร้านนี้แน่ๆ” เธอพูดและหัวเราะในลำคอ “และฉันอาจจะเขียนกลับมาบ้าง”
ธีร์ยิ้ม แนวคิดนี้ทำให้เขาคลายแรงกดดันลงเล็กน้อย แต่เขายังไม่ปล่อยทุกอย่าง “ฉันจะเขียนตอบ” เขาเสนอและทันทีที่ปากคำปล่อยออกมา แขนของเขาถึงยอมผ่อนคลาย
ในเช้าวันขึ้นเครื่อง มินตรายืนจ้องประตูร้านครั้งสุดท้าย เธอจับด้ามประตูไม้ด้วยสองมือ เหมือนจับใบปิดของอะไรที่สำคัญ เธอหันกลับมามองธีร์อีกครั้ง เขาโบกมือและยิ้ม แต่ดวงตาของเขาพูดอีกสิ่งหนึ่ง
“ไปให้ดีนะ” เขาพูด และคำสั้นๆ นั้นกลายเป็นทรัพย์สมบัติที่เธอเก็บติดตัวไป
ที่สนามบิน มินตราเปิดสมุดปกเขียวและเขียนลงหน้าแรกเป็นข้อความสั้นๆ ถึงใครบางคนที่ยังคงอยู่ในร้านนั้น เธอค่อยๆ เขียนสิ่งที่เห็นในหัวใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา เธอเลือกคำให้เบาและกลั่นจนแห้ง
หลังจากนั้นเป็นเดือนแห่งจดหมาย เมื่อมินตราไปต่างประเทศ เธอส่งโปสการ์ดหรือสมุดบันทึกเป็นครั้งคราว บางบรรทัดเกี่ยวกับเมืองที่เธอเดิน บางบรรทัดเป็นเรื่องตลกประหลาดที่เกิดขึ้นในคาเฟ่ไกลๆ และบางบรรทัดเป็นหน้าเล็กๆ ของความคิดถึง
ธีร์ตอบกลับทุกครั้ง เขาเขียนถึงร้าน บันทึกเรื่องตลกของลูกค้าที่เข้ามา และสิ่งที่เขาทำกับชั้นหนังสือ เขาเขียนถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เขาทำและสิ่งที่ยังคงเหมือนเดิม ข้อความของเขาไม่เคยเรียกร้อง แต่เต็มไปด้วยการมีอยู่
เวลาเหล่านั้นทำให้ทั้งสองคนเรียนรู้การรอคอยที่ไม่โหยหา เมื่อมินตราอ่านจดหมายของธีร์ เธอเห็นเส้นทางการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของเขา เขาเริ่มพูดชัดขึ้นว่าเขาอยากทำอะไร เขาเริ่มออกไปสมัครงานจิตรกรรมฝาผนังในย่านใกล้เคียงเพื่อหาเงินเพิ่มให้กับร้าน
ในขณะเดียวกันธีร์ก็อ่านบันทึกเที่ยวและเห็นว่าสิ่งที่มินตราเห็นในเมืองใหญ่ทำให้เธอหัวเราะบ่อยขึ้น เธอส่งรูปถ่ายอาคารเก่าๆ หนังสือที่อ่าน และภาพตัวเองยืนอยู่หน้าร้านหนังสือที่ใหม่สำหรับเธอ
เจ็ดเดือนผ่านไป มีวันที่จดหมายแลกเปลี่ยนถูกแทนที่ด้วยสายวิดีโอสั้นๆ ความใกล้ชิดค่อยๆ กลับมาสู่การได้ยินเสียงหัวเราะจริงๆ ของอีกฝ่าย มินตราเล่าเรื่องเวิร์กช็อปการเขียนที่เธอเข้า ส่วนธีร์โชว์ผลงานจิตรกรรมผนังที่เขาทำเสร็จ
หนึ่งคืนที่มินตรากลับมาเมือง เธอเดินผ่านถนนที่มีทางเดินเล็กๆ กระจาย แสงถนนทำให้ทุกอย่างดูอ่อนลง เธอเห็นร้านหนังสือของเธอตั้งอยู่เหมือนเดิม แต่หน้าต่างสว่างกว่าเดิมเล็กน้อย ตู้ไม้เล็กๆ ที่เธอวางแผนไว้วางอยู่ที่มุม—แต่ถูกปรับให้เข้ากับรสชาติของเมือง
ธีร์ยืนตรงประตูร้านยิ้มเมื่อเห็นเธอเดินมาจริงๆ เขาใส่ผ้ากันเปื้อนและมีสีติดมืออยู่บ้าง เสียงหัวใจของมินตราเต้นตอนไกลๆ แต่เธอยืนหยุดเพื่อดูสิ่งที่เขาเปลี่ยนไป
ทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าไปในร้าน มินตราจับฝ่าเท้าของเธอไว้กับไม้หน้าประตูเหมือนยืนยันว่าเธอกลับมาเองจริงๆ เธอยิ้ม แล้วก้มลงดูสมุดปกเขียวที่วางอยู่บนเคาเตอร์
“ฉันเก็บทุกข้อความของแกไว้เลยนะ” ธีร์พูดโดยไม่อาย “บางบันทึกฉันอ่านตอนฉันทาสีตอนดึกๆ” เขายิ้มแล้วหัวเราะขำๆ เสียงนั้นกลมกลืนกับแสงในร้าน
มินตรายื่นมือไปหยิบสมุดแล้วเปิดหน้าหลังสุด เธอเห็นข้อความที่เขาเขียนว่า ‘ฉันจะรอ’ ตอนนี้มันไม่ใช่ข้อความของคนกลัว มันเป็นข้อความของคนที่เติบโตขึ้นและพร้อมจะยืนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
เลือดในเนื้อตัวของมินตราร้อนขึ้น เธอมองหน้าเขานานจนต้องพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่น “ฉันกลับมาแล้ว” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำแถลง มันเหมือนการคืนคำสาบานเล็กๆ
ธีร์ทำหน้าแปลกใจ แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “ฉันรอวันที่แกจะบอกแบบนี้นานมาก” เขาวางมือบนเคาเตอร์แล้วหยิบหนังสือปกเก่าเล่มหนึ่งมาวางต่อหน้าเธอ
“ฉันไม่ได้รอแค่ร้านนะ” เขาพูดและสายตาเขาอ่อนลง จังหวะนั้นคำว่าอดีตที่ตามหลอกหลอนเริ่มจาง เขาไม่พูดว่าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนไป แต่เขาพูดอย่างหนักแน่นว่าเขาพร้อมจะเดินหน้า
มินตราหัวเราะออกมาแบบไม่สำรวม เธอยกมือปัดผมออกจากตา “ฉันกลับมาไม่ใช่เพื่อเจ็บปวด แต่เพื่อดูว่าฉันต้องการอะไรจริงๆ” เธอพูดและหยุดฟังลมหายใจของธีร์
พวกเขาใช้เวลาคืนแรกหลังการกลับมาคุยกันยาว เผลอพูดถึงเรื่องไร้สาระ เรื่องแผ่นเสียงเก่าที่หายไป และเรื่องที่พวกเขาจะทำในร้านคืนวันเสาร์ ฟังกันด้วยความใส่ใจเหมือนเรียนรู้ภาษากันใหม่
การกลับมาครั้งนี้ทำให้ทั้งสองคนต้องปรับตัวใหม่อีกครั้ง ธีร์ไม่กลับไปเป็นคนที่เก็บคำพูดไว้ในกระเป๋า เขาเริ่มถามเรื่องที่ลึกขึ้น แล้วเล่าเรื่องอดีตที่เคยทำให้เขาหวั่นไหว มินตราเรียนรู้ที่จะฟังโดยไม่ตัดสิน เขาเรียนรู้ที่จะยอมแพ้บางความกลัวเพื่อให้ความใกล้ชิดดำเนินต่อ
วันหนึ่งมีลูกค้าพาเด็กตัวเล็กๆ มาที่ร้าน เด็กคนนั้นยืนจ้องตัวตุ๊กตาวางอยู่ในมุมเก่า เขาดึงมือมินตราแล้วบอกว่าอยากลองอ่านเรื่องเจ้าหญิง มินตรายิ้มแล้วนั่งลงบนพรมเล็กๆ ที่มุม เด็กคนนั้นขยับเข้าใกล้และเธอก็เริ่มอ่านด้วยเสียงที่อ่อนโยน
ธีร์ยืนมองจากด้านหลัง เงยหน้ามองมินตราที่ทำหน้าที่ของเธออย่างธรรมชาติ เขาคิดถึงคืนก่อนที่เธอจะบิน เขานึกถึงสมุดปกเขียวที่เขียนไว้ว่าเขาจะรอ
“เธอเปลี่ยนไป…แต่ก็ยังเป็นเธอ” เขาพูดกับตัวเองและยิ้ม เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เพราะคำพูดนั้นเพียงพอสำหรับค่ำคืน
เวลาผ่านไปจนแผ่นปฏิทินเปลี่ยน ธีร์และมินตราเริ่มวางแผนทำกิจกรรมเล็กๆ ในร้านมากขึ้น พวกเขาจัดเวิร์กช็อปการอ่าน เปิดเวทีเล็กสำหรับคนเล่าเรื่อง และมีมุมที่ผู้คนสามารถฝากหนังสือที่ชอบไว้กับตู้ไม้เล็กๆ ที่ทั้งสองคนออกแบบด้วยกัน
ในคืนหนึ่งหลังงานเลิก พวกเขานั่งเงียบกันตรงมุมที่มีแสงนุ่ม ธีร์วางมือบนโต๊ะแล้วเอื้อมไปจับมือมินตราเบาๆ เธอไม่ดึงหนี แต่ก็ไม่ตอบอะไรทันที แค่ปล่อยให้มือสัมผัสกันต่อไป
ธีร์พูดด้วยเสียงที่ไม่เคยใช้บ่อยนัก “มินตรา…ฉันไม่ได้ขอให้แกอยู่เพราะฉันกลัวความเปลี่ยนแปลง ฉันขอเพราะฉันอยากเลือกที่จะรักษาอะไรบางอย่างร่วมกับแก” คำพูดนั้นมีความโปร่งและจริงจัง
มินตราจ้องมือที่พวกเขาเอื้อมถึงกันบนโต๊ะ “ฉันก็อยากให้ใครสักคนเลือกที่จะอยู่ ไม่ใช่เพราะเขาติดนิสัย แต่เพราะเขาอยากเป็นส่วนหนึ่ง” เธอตอบและยกยิ้มบางๆ เสียงนั้นกะทัดรัดแต่มีความหมาย
ทั้งสองคนยิ้มให้กันโดยไม่ต้องมีคำมากมาย ระยะห่างที่เคยมีค่อยๆ ถูกเติมด้วยความตั้งใจในการดูแลและการสื่อสารที่เลือกใช้คำเป็นอย่างดี
เวลาไม่ใช่ทั้งหมดที่รักษาทุกสิ่ง แต่การรอคอยที่มีเหตุผล และการกลับมาที่มีแนวทาง ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าความรักไม่ใช่คำเดียวแต่เป็นการกระทำซ้ำๆ ที่มีเหตุผล
หลายเดือนหลังจากนั้น มินตราและธีร์นั่งกันตรงมุมหน้าต่างของร้าน กลุ่มลูกค้าที่ประจำมานั่งอ่านหนังสือกันเงียบๆ บ้างกระซิบบ้าง แล้วพลันลูกค้าคนหนึ่งยื่นกล่องเล็กๆ มาให้มินตรา
“นี่จากใครเหรอ” เธอถาม ขณะเปิดฝากล่อง ประกายจากกล่องส่องแสงด้านใน มันคือสมุดบันทึกที่มีกระดาษเปื้อนเล็กๆ ด้านข้าง
ธีร์มองแล้วยิ้ม “ฉันรู้สึกว่ามันเหมาะกับแก” เขาพูด แล้วดึงเอามือของเธอขึ้นมาวางบนตักตัวเอง นิ้วของเขาลูบหลังมือเธออย่างอ่อนโยน
มินตราเปิดสมุดหน้าใน เธอเห็นคำที่เขาเขียนไว้บนนั้น เมื่ออ่านจบใบหน้าของเธอสว่างขึ้นแล้วน้ำตาคลอ แต่เธอไม่ปิดกั้น มีเพียงการปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่าน
ธีร์เอียงหน้าเข้ามาใกล้ เงียบกว่าทุกครั้ง แต่ความเงียบนี้ต่างจากก่อนหน้านี้ มันเป็นการยืนยัน มากกว่าจะเป็นการรอคอย
เขาทำสิ่งที่ทั้งคู่รู้จักไว้ดี—ไม่รีบร้อน ไม่พูดเกินจำเป็น แต่เขาจับมือเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไป แตะริมฝีปากกับหน้าผากของเธอเป็นการกล่าวขอบคุณและการเริ่มต้นใหม่
มินตราสะดุ้งเหมือนถูกปลุก แต่ไม่มีการผลักกลับ เธอหัวเราะเบาๆ และยื่นหน้ามาจูบแก้มของเขาเบาๆ แทนคำตอบ ทั้งสองคนหัวเราะกันเหมือนเด็กที่เพิ่งค้นพบของเล่นใหม่
วันเวลาต่อมา พวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียนสมุดเพื่อบอกว่า ‘ฉันจะรอ’ เพราะการกระทำของเขาทั้งสองยืนยันสิ่งนั้นแทนคำพูด พวกเขาทำร้านด้วยกัน ทำเมนูด้วยกัน และแบ่งความฝันเล็กๆ ให้กันและกันวันละนิด
เมื่อฤดูเปลี่ยนไป ใบไม้หลุดจากต้นที่หน้าร้าน พวกเขาออกมานั่งตรงม้านั่งไม้ที่เก่าแต่มั่นคง หยิบหนังสือมาคนละเล่ม แล้วอ่านด้วยกันเป็นการปิดท้ายวัน
ในคืนที่มีแสงจันทร์เต็มดวง มินตราและธีร์ยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าร่วมกัน ใต้แสงนั้น พวกเขาเห็นกันและกันชัดขึ้นโดยไม่ต้องออกเสียงอะไร
ใครผ่านไปมาบนถนนมองเข้ามาเห็นร้านสองคนที่กำลังหัวเราะคุยกันเงียบๆ พวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องราวเริ่มจากความกลัวหรือความลับ แต่เห็นว่าทุกอย่างกลายเป็นบ้าน
มินตราวางมือบนโต๊ะและช้อนตาของธีร์ขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณที่รอ” เธอพูดไม่ถึงเสียงเท่าใด แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยคำยืนยัน
ธีร์สบตาเธอและก้มลงจูบมือของเธอเบาๆ เหมือนขออนุญาตจากความทรงจำ “ขอบคุณที่กลับมา” เขากล่าวสั้นๆ ทั้งสองหัวเราะและยิ้มให้กันในความเงียบที่มีน้ำหนัก
ปีต่อมาร้านหนังสือกลายเป็นที่ที่คนหลายวัยมาแลกเปลี่ยนความทรงจำ มีคนมาฝากหนังสือที่รัก มีเด็กมานั่งฟังเรื่อง เจ้าของร้านสองคนยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ทำกาแฟ พูดคุยกับลูกค้า และเขียนบันทึกครั้งคราว
มินตรามองธีร์และนึกถึงสมุดปกเขียวที่เปิดหน้าเดิม มันไม่ได้เป็นคำมั่นอย่างเดียว แต่มันเป็นพยานของการเติบโตทั้งคู่ พวกเขาไม่ต้องการพรหมลิขิตหรือโชคชะตาเพื่อที่จะอยู่ด้วยกัน แค่นิสัยเล็กๆ ที่เลือกกันทุกวันก็เพียงพอ
กลางคืนหนึ่งที่ร้านปิดมืด พวกเขานั่งบนพื้นไม้ กำลังอ่านเรื่องสั้นร่วมกัน เมื่อตอนท้ายของเรื่อง พวกเขาสบตากันและหัวเราะเบาๆ เหมือนเข้าใจความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ โดยไม่ต้องนิยาม
แสงสุดท้ายจากถนนลอดเข้ามาเป็นเส้นเล็กๆ บนพื้นไม้ มินตราและธีร์ยกมือสัมผัสกันอีกครั้ง มือที่เคยเก็บความหวั่นไหวไว้ถูกปัดออกจนเกือบหมด มีเพียงความอบอุ่นที่แลกเปลี่ยนกัน
เมื่อมินตราหลับตาในคืนนั้น เธอเห็นภาพของร้านที่ไม่ใหญ่โต แต่เต็มไปด้วยคนที่รักหนังสือและเรื่องเล็กๆ ที่ให้ความหมาย และภาพของคนที่ยืนข้างๆ ผู้ซึ่งเคยเป็นคนกลัวคำพูด แต่ตอนนี้กล้าพอที่จะพูดและทำในสิ่งที่สำคัญ
เรื่องของพวกเขาไม่ได้สิ้นสุดลงที่จูบหรือคำสารภาพ แต่มันดำเนินต่อไปเป็นวันที่นับไม่ถ้วนของการใส่ใจ การรอคอยที่มีเหตุผล และการกลับมาที่ทรงพลังกว่าการจากลา เด็กๆ ที่มาฟังเรื่องเล่าอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่พวกเขาเห็นอะไรบางอย่างในสายตาของเจ้าของร้าน—ความอ่อนโยนที่เกิดจากการเลือกอยู่
หน้าสุดท้ายของสมุดปกเขียวยังคงว่างไว้สำหรับการเขียนคำใหม่เสมอ และเมื่อมินตรามองสมุดนั้นในเช้าวันใหม่ เธอรู้สึกว่ามีสิ่งที่เธอสามารถเติมได้โดยไม่ต้องรีบร้อน เธอเปิดปากยิ้มแล้วชวนธีร์ไปเติมกาแฟ
ธีร์ยื่นมือไปจับมือเธออย่างคุ้นเคย แล้วทั้งสองคนเดินไปที่เตาต้มกาแฟ ทิ้งแสงในร้านให้ส่องผ่านหน้าต่างเป็นสัญญาณของวันใหม่ที่พวกเขาต่อลมหายใจร่วมกัน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: เพื่อนสนิท,ร้านหนังสือ,แอบรัก,รักคอมเมดี้,หวานละมุน,ความลับ,การเติบโต,ความสัมพันธ์