เงาสะท้อนบ้านเก่า
เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งค่อย ๆ ดังขึ้นกลางทุ่งร้าง อายยืนอยู่หน้าประตูไม้ของบ้านเก่า ท่ามกลางแสงแดดบ่ายที่เหมือนตอกย้ำความแปลกแยกของที่แห่งนี้ บ้านไม้สองชั้นริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกที่เธอไม่ได้เหยียบย่างกลับมานานกว่าสิบปี นอกจากเสียงลมและเสียงน้ำไหลเบา ๆ ไม่มีสิ่งใดต้อนรับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอกำลังรออะไรบางอย่าง—หรือบางคน แต่สุดท้ายก็เปิดประตูเอง กลิ่นอับเก่าตีขึ้นทันทีที่ประตูเปิด โถงบ้านเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง อายลากกระเป๋าเข้าไปด้วยท่าทางระวัง แววตาเธอจับจ้องไปที่กระจกใสโบราณข้างผนัง มันสะท้อนเงาเธอที่ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด
“แม่?” เธอเรียกเสียงแผ่ว ไม่มีคำตอบ แม้รู้ว่าแม่คงอยู่ในครัว เธอเดินผ่านโถงไปยังห้องนั่งเล่น กลิ่นชาเย็นเฉียบเหมือนมีใครเพิ่งดื่ม แต่อุปกรณ์ทั้งหมดไม่มีร่องรอยสัมผัสใหม่ ๆ
เสียงฝีเท้าอีกคู่ดังมาจากชั้นบน อายหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง ก่อนจะได้ยินเสียงแม่ตะโกนลงมา “กลับมาแล้วเหรออาย?” น้ำเสียงนั้นแผ่วจนฟังคล้ายกระซิบ เธอฝืนยิ้มตอบ “ค่ะ หนู…กลับมาแล้ว”
แม่เดินลงมาในเสื้อผ้าขาวซีด สีหน้าคล้ายอดหลับอดนอน แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “ไปดูห้องน้องด้วยนะ…” แม่พูดจบก็เดินไปที่ครัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อายมองตาม—รู้สึกเหมือนแม่หลีกเลี่ยงจะสบตา
อายเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเหมือนดังขึ้นมาจากใต้พื้นมากกว่าตัวบันไดเอง เธอหยุดหน้าห้องน้องสาว มือสั่นเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตู ภายในห้องยังเหมือนเดิม—เหมือนตอนที่น้องหายไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เสื้อผ้าพับวางบนเตียง หนังสือกองบนโต๊ะ กระจกเงาบานสูงติดผนังฝั่งหนึ่งสะท้อนเงาห้องว่างเปล่า
เธอเดินไปยืนหน้ากระจก มองเงาตัวเองที่ดูแปลกตา เหมือนเงาในกระจกเคลื่อนไหวช้ากว่าเล็กน้อย อายขยับตัว เงาก็ขยับแต่สายตากลับมองข้ามไหล่ไปทางเตียง เธอข่มใจไม่หันกลับไปมอง เพราะรู้สึกเหมือนมี “บางสิ่ง” อยู่ข้างหลัง ทั้งที่ห้องว่างเปล่า
เสียงมือถือดังขึ้นทำลายความเงียบ อายหยิบขึ้นมารับ “ฮัลโหล?” ปลายสายเป็นเสียงพี่อ๊อด ลูกพี่ลูกน้อง “ถึงบ้านแล้วเหรอ? มีอะไรแปลก ๆ บ้างไหม?” อายเงียบ ก่อนตอบ “ยัง…แต่เหมือนบ้านนี้มันไม่ต้อนรับฉันเลย”
อ๊อดหัวเราะแห้ง ๆ “ก็รู้…มันไม่เคยต้อนรับใครตั้งแต่…” เขาเงียบไป อายฟังเสียงลมหายใจที่สั่นน้อย ๆ ผ่านสาย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “คืนนี้ฉันจะไปเยี่ยม ดูแลแม่ด้วย”
อายเดินลงมาเจอแม่กำลังนั่งจ้องแก้วชาในครัว ท่าทางใจลอย เธอนั่งลงข้าง ๆ แม่ถามเสียงเบินเบา “เห็นน้องไหมลูก?” อายจ้องหน้าแม่ “แม่อยากบอกอะไรหนูไหม?” แม่หลบตา “มันอยู่ที่นี่…” ก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง
คืนนั้น อายแทบไม่ได้นอน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังอยู่หน้าห้องเหมือนใครเดินวนไปมา เธอไม่กล้าเปิดประตูเปิดดู แสงจันทร์จากหน้าต่างสะท้อนเป็นเงายาวบนพื้นห้อง เงานั้นเหมือนจะขยับช้า ๆ ตามจังหวะหายใจของเธอ
ในฝันกึ่งตื่น เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ “อาย…ช่วยด้วย…” เธอสะดุ้งตื่น หัวใจเต้นแรง กลิ่นอับของห้องจู่ ๆ ก็เหมือนแรงขึ้นกว่าปกติ เธอเดินออกไปที่โถงกลางคืน พบว่าประตูห้องน้องเปิดแง้มอยู่ ทั้งที่ก่อนนอนเธอปิดสนิท
เช้าตรู่ พี่อ๊อดมาหา ใบหน้าเขาเคร่งเครียด ดวงตาแดงก่ำ “เมื่อคืนได้ยินเสียงใครไหม?” เขาถามทันที อายลังเล “เสียงอะไร?” อ๊อดก้มหน้า “เสียงคนเดิน เสียงกระซิบ ฉันได้ยินทุกคืนหลังน้องหาย…”
ทั้งสองเดินสำรวจรอบบ้านด้วยกัน อ๊อดหยุดที่หลังบ้าน มองไปทางศาลพระภูมิเก่าแก่ที่มีตะไคร่เกาะ “แม่เคยบอกไหมว่าศาลหลังนี้สร้างก่อนบ้าน?” อายส่ายหน้า “ในศาลไม่มีอะไรเลย ทำไมต้องกลัว?” อ๊อดถอนใจ “เคยมีคนแถวนี้บอกว่า…ศาลนี้ไม่ควรลบหลู่ ทุกครั้งที่บ้านมีคนเจ็บคนตาย เหมือนศาลมัน…ดูดอะไรบางอย่างไป”
อายมองเงาศาลในแสงเช้า ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นวาบผ่านร่าง เธอเงียบไปนาน ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเมื่อคืนพี่อยู่กับพ่อใช่ไหม?” อ๊อดพยักหน้า “แต่พ่อ…ก็ฝันร้ายทุกคืนเหมือนกัน”
คืนนั้นเอง ขณะที่อายกำลังจะหลับ เสียงบางอย่างดังขึ้นเบา ๆ จากกระจกในห้องน้อง เธอเดินไปยืนหน้าประตู มองลอดช่องแสงเข้าไป เห็นเงาคนยืนข้างกระจกแต่ไม่มีใครในห้อง เสียงกระซิบแผ่วเบา “อาย…” ทอดยาวเหมือนถูกดูดกลืนไปกับความมืด
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่มีอาการแปลก ๆ จู่ ๆ ก็ร้องไห้กลางโต๊ะอาหาร ทั้งที่ไม่พูดอะไรเลย อายตัดสินใจเข้าไปกอดแม่ “แม่…บอกหนูเถอะ มันเกิดอะไรขึ้น?” แม่ส่ายหน้าช้า ๆ “ลูกจะกลัวไหม ถ้ารู้ความจริง?”
เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น แม่รีบไปรับ ก่อนหน้าซีดเผือดกลับมา “เขาว่าน้องยังไม่ตาย…แต่หายไปใน ‘เงา’ ของบ้านนี้…”
อายหันขวับไปที่กระจกโบราณตรงโถง เงาในนั้นเริ่มพร่าเลือน เหมือนมีเงาอีกคนขยับอยู่ข้างหลังเธอ อายยืนนิ่ง น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอกระซิบ “น้อง…ใช่ไหม?” เงาในกระจกเหมือนยิ้มเศร้า ๆ ก่อนเลือนหายไป
หลังจากนั้น อายเริ่มเห็นเงาเดินผ่านห้องต่าง ๆ ในบ้าน แม้จะไม่มีใครอยู่ เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบจากพื้นไม้ ในเวลาที่ไม่มีลม เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน
อ๊อดเริ่มมีท่าทีหวาดระแวง “บ้านนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ฉันว่าคืนนี้เราต้องจุดธูปขอขมา” เขานำอายไปที่ศาลพระภูมิ จุดธูปพร้อมกัน เสียงลมเหมือนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบรอบตัวอาย ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาใด
หลังทำพิธี อายกลับมานั่งหน้ากระจกโบราณ สะท้อนเงาเธอกับเงาห้องที่ว่างเปล่า เธอสังเกตเห็นเงารอยเล็บขีดข่วนบาง ๆ บนกระจก ซึ่งเมื่อมองดี ๆ ก็คล้ายเป็นอักษรที่อ่านไม่ออก เธอลองเอามือลูบดู เงาในกระจกกลับคว้ามือเธอไว้แน่นจนรู้สึกเย็นเฉียบ
เสียงฝีเท้าและกระซิบดังขึ้นรอบบ้าน อายตะโกนเรียกแม่กับอ๊อด ทั้งสองรีบมาหา เธอชี้ไปที่กระจก “ในนี้…มันมีอะไรอยู่!” อ๊อดมองแล้วหน้าซีดเผือด “มัน…ไม่ได้สะท้อนเราอย่างเดียว มัน…สะท้อนสิ่งที่เราไม่อยากเห็น”
แม่ทรุดนั่งกับพื้น น้ำตาไหล “แม่ปิดบังลูก…เมื่อก่อนแม่เคยขอพรบางอย่างกับเจ้าที่…แต่ต้องแลกกับบางสิ่ง” แสงในบ้านเริ่มพร่ามัว เงาคนเพิ่มขึ้นในกระจกทุกบาน แม้ในบ้านจะมีแค่สามคน
อายกล้าก้าวไปข้างหน้ากระจกอีกครั้ง “น้องอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ?” เสียงกระซิบตอบกลับมาเบา ๆ “ออกไป…อย่ากลับมา…”
อ๊อดพยายามลากอายออกจากห้อง เงาในกระจกกลับยื่นมือออกมาเกือบถึงขอบกระจก อายร้องไห้ “ถ้าน้องต้องอยู่ที่นี่เพราะคำขอของแม่…หนูจะอยู่ด้วย!” เงาในกระจกหยุดนิ่ง ทุกอย่างเงียบผิดปกติจนน่าขนลุก
จู่ ๆ เสียงแตกเปรี๊ยะดังขึ้น กระจกแตกเป็นเสี่ยง ๆ เงาของเด็กผู้หญิงทอดยาวบนพื้น ไหลย้อนกลับไปทางศาลพระภูมิ ประตูบ้านเปิดเองโดยไม่มีเหตุผล ลมเย็นวูบผ่านเข้ามาอึดใจเดียว ทุกอย่างกลับเงียบกริบ
แม่ทรุดกับพื้น อ๊อดรีบประคอง “แม่…เราต้องออกจากที่นี่ บ้านนี้จะเอาเราไปทีละคน!” อายยืนมองเงากระจกที่แตกละเอียด ข้างในสะท้อนแต่ความมืด เธอรู้ทันทีว่าน้องไม่มีวันกลับมา—และบางส่วนของเธอก็ถูกทิ้งไว้ในบ้านเก่านี้เช่นกัน
คืนนั้น บ้านเงียบสนิท แต่เสียงกระซิบและเงาในกระจกทุกบานกลับยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน เงาของผู้จากไปใหม่ ๆ ยังยืนเคียงกันในกระจก เหมือนรอใครอีกคนเดินเข้ามาเติมเต็มบ้านว่างเปล่านี้อีกครั้ง