ผิวเงาแห่งสายลม
เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ก้องอยู่ท่ามกลางหมอกขาวบนฟากฟ้า เมืองลอยฟ้า ‘ปักษา’ ค่อย ๆ ลอยเหนือเมฆไปตามแรงลมหยอกเย้า อาคารสูงเรียงราย ทุกหน้าต่างสะท้อนแสงอร่ามของดวงตะวันที่ค่อย ๆ ตื่นขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คริส เด็กหนุ่มอายุสิบหก ผิวซีดและตาเศร้าเดินบนทางเชื่อมเหล็กที่ทอดขนานขอบเมือง ข้อมือขวาของเขามีรอยแผลเป็นบาง ๆ คริสมองนิ้วของตัวเองที่สั่นน้อย ๆ ก่อนยกกล่องของใช้จากโกดังไปยังอพาร์ตเมนต์ชั้นสูง เสียงฝีเท้ากึกก้อง รับกับเสียงลมหวิวหวือเมื่อลมแรงพัดผ่าน
พ่อคริส รวิศ ชายวัยกลางคนผมหงอกแซม หมกมุ่นกับเครื่องอุปกรณ์ลอยฟ้า เขาเงียบขรึม เก็บตัว ถ้อยคำสั้น ๆ ที่บ้านบางทีก็มาพร้อมกับเสียงทะเลาะเบา ๆ กับลูกชายที่เขาไม่รู้จักคุยกันนานเท่าไหร่แล้ว
“อย่าเดินออกไปไกล อย่ากลับดึก” เสียงของรวิศเจือแวววิตกขณะหันหน้ากลับไปสนใจเครื่องมือ คริสยกไหล่ ไม่มีคำตอบ เขารั้งกล่องของแล้วเดินเข้าห้องนอนที่รกไปด้วยเศษสายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ในห้องนั้น มีกระจกเก่าบานใหญ่พิงผนังมุมห้อง กรอบไม้แตกบิ่นเต็มไปด้วยลวดลายลึกลับ คริสถอดใจนั่งลงตรงขอบเตียง มองเงาสะท้อนของตัวเองพลางถอนหายใจลึก ทุกครั้งที่สายตาเขาทอดไปบนผิวกระจก มันรู้สึกเย็นเฉียบ—และบางครั้ง เขาเหมือนเห็นเงาอีกหนึ่งคลับคล้ายปรากฏซ้อนกับตัวเองในกระจกวาววับนั้น
อขวัญ เด็กสาววัยเดียวกันผมสั้น กระฉับกระเฉง เป็นลูกเพื่อนบ้าน เธอปีนระเบียงห้องคริส ร้องเรียกเสียงดัง “เฮ้ เปิดหน้าต่างสิ! วันนี้นายต้องไปช่วยงานแม่ฉันที่โรงซ่อมนะ! ฝุ่นเยอะมากน่ะ จะไหวไหม? หัวหน้าโรงซ่อมแกขี้บ่นสุด ๆ เลยนะ”
คริสส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่สุดท้ายก็ผงกหัวโดยไม่สบตาอขวัญ เธอสังเกตรอยแผลเป็นที่มุมข้อมือของคริสโดยไม่เอ่ยอะไร พลางเปลี่ยนเรื่อง “แม่ฉันบอกว่า นายเก่งซ่อมพวกของโบราณนิ ช่วยดูเครื่องปั่นไฟจิ๋วให้หน่อย แล้วถ้ามีเวลาต้องช่วยฉันขนเศษเหล็กด้วยนะ!”
เดินออกจากห้องพร้อมกล่องใส่อะไหล่ อขวัญเดินนำคริสบนสะพานแคบ สายลมเย็นพัดแรงจนพวกเขาต้องหยุดกลางทาง “นายเคยมองท้องฟ้าตอนกลางคืนไหม? มันมีอะไรเยอะแยะมากกว่าที่เห็น ฉันอิจฉานายจัง ได้อยู่ชั้นบน เห็นวิวสวยตลอด” อขวัญยิ้มแต่แฝงความเศร้าบางอย่างไว้
ช่วงบ่าย ทั้งคู่ทำงานในโรงซ่อมที่มีกลิ่นน้ำมันจาง ๆ อขวัญถอดเสื้อกันฝุ่นเช็ดเหงื่อพลางยื่นไขควงให้คริส “มีบางทีฉันอยู่คนเดียวก็กลัวเหมือนกันนะ บ้านฉันโล่งจนน่าขนลุก นายกลัวความเงียบมั้ย?”
คริสชะงักไปนิด ส่งเสียงกลั้วหัวเราะแห้ง ๆ “กลัวความเงียบ…คงกลัวที่สุดนั่นแหละ เพราในความเงียบ มันเหมือนจะได้ยินตัวเองคิดเรื่องเก่า ๆ ตลอด” อขวัญพยักหน้า เข้าใจดี
ระหว่างนั้น คริสสังเกตเห็นในมุมกระจกแตกลายที่ติดผนัง เงาสลัวภายในกระจกกลับไม่ซ้อนกับการเคลื่อนไหวของเขา มันเหมือนจะขยับหมุนตัวช้ากว่าปกติ
ตกเย็น คริสกลับบ้าน ในห้องพัก เขาจ้องมองเงาของตนเองในกระจกเก่าอีกครั้ง แต่คราวนี้ เงาด้านในกลับยกมือขึ้นช้ากว่าที่เขาขยับ มันเหมือน ‘คริสอีกคน’ ที่เริ่มทำอะไรต่างไปในกระจก
คริสรีบลุกขึ้นถอยห่างจากกระจก รวิศเปิดประตูเข้ามาพอดี เห็นลูกชายตกใจจึงถามอย่างกังวล “เป็นอะไร? เรื่องเดิมอีกหรือเปล่า…คริส ฟังพ่อหน่อยได้มั้ย?”
คริสส่ายหน้า “ผมเหนื่อย…ผมแค่เบื่อพ่อชอบกลัวไปเอง ทั้งที่อะไรๆ ก็เหมือนเดิม—แค่มีบางอย่างในกระจก พ่อไม่ต้องห่วง”
รวิศเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “บางครั้งสิ่งที่เราเห็นในกระจก มันไม่ใช่แค่ภาพสะท้อน…มันอาจจะอยากพูดกับเรา”
คริสถอนใจไม่ตอบ เดินออกนอกห้อง
เช้าวันใหม่ เขาเจออขวัญที่ตลาดบนลานกว้าง อขวัญกำลังค้านเสียงกับนักขายเครื่องประดับโบราณ เธอชวนคริสไปดูของบางอย่าง “นายเคยเห็นหินแบบนี้มั้ย? เหมือนจะเรืองแสงตอนโดนลมเย็นนะ ลองจับสิ!”
คริสแตะหิน ทันใดนั้นภาพเลือนในหัวแวบเข้ามา เห็นชั้นเมฆขาวหมุนวน—ตามด้วยเสียงเหมือนน้ำตาไหลในที่มืด มีเสียงกระซิบว่า ‘ตามฉันมาในกระจก’ เงาในกระจกที่บ้านแวบมาในจินตนาการ
อขวัญหน้าไม่ดี รีบเอ่ยเรียก “นายโอเคนะ? หน้าเหมือนจะเป็นลม” คริสนิ่ง ตัดสินใจเล่าให้ฟังว่ากระจกเก่าที่บ้านเหมือนซ่อนอะไรบางอย่าง “ฉันว่ามันดูหลอน ๆ ตลอดเวลา…แต่ทำไมช่วงนี้มันแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมันจะรออะไรสักอย่าง”
อขวัญหัวเราะกลบเกลื่อน “อย่าคิดมาก ให้ฉันไปช่วยสืบมั้ย? ถ้ามีผีจริงฉันจะเตะให้กระจกแตกเลยนะ!” แต่แววตาเต็มไปด้วยความห่วง
คืนนั้น คริสนอนไม่หลับ เสียงลมพัดริมหน้าต่าง กับแสงเงาวูบวาบในห้องทำให้จิตใจปั่นป่วน เงาในกระจกค่อย ๆ ยกมือโบกให้เขา คริสกัดฟันเดินไปยืนจ้องมัน แว่วเสียงเศร้าลอยจากในกระจก “เธอลืมฉันหรือยัง…”
คริสเบิกตากว้าง ภาพแว่วในหัวกลายเป็นเด็กชายผิวคล้ำหน้าเจื่อน ๆ คล้ายคริสแต่ดูโศกเศร้ายิ่งกว่า ผิวเงาในกระจกเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกถึงลมหายใจชื้น ๆ อยู่ตรงหน้า
ตอนเช้า คริสถามรวิศตรง ๆ ถึงที่มาของกระจกบานนั้น รวิศอึกอัก เหลือบตามองลูกชายเหมือนไม่อยากพูด “ตอนแม่เธอยังอยู่ กระจกนั่นเป็นของที่เธอรักที่สุด…เธอเชื่อว่ามันเป็นประตูสื่อสารกับใครสักคนที่จากไป”
“แม่…?” คริสน้ำเสียงแข็งแต่สายตาอ่อนลง
รวิศถอนหายใจ “แม่เธอเสียวันเดียวกับที่ไฟดูดเธอ ตอนนั้นฉันมัวแต่โทษตัวเอง…ส่วนเธอเอาแต่เก็บตัวนับแต่นั้น”
บรรยากาศในบ้านเงียบขรึมขึ้นกะทันหัน คริสมองพ่อด้วยสายตาที่ซับซ้อน ทั้งโกรธทั้งเศร้า การพูดคุยครั้งนี้ทิ้งความกดดันและคำถามค้างคาในใจเขา
คริสกลับไปที่ห้อง มองกระจกอีกครั้ง ภาพสะท้อนในนั้นนิ่งสงบกว่าทุกวัน เงาสะท้อนยิ้มบาง ๆ ให้เขา ชั่วขณะ เขาตัดสินใจแตะมือกับกระจก เย็นเฉียบเหมือนสัมผัสลมหายใจจากอีกโลกหนึ่ง
ภาพในหัวผุดขึ้น คริสเห็นตัวเองในอดีต วิ่งเล่นกับแม่ข้างกระจก เสียงหัวเราะแว่วผ่านมุมปากแม่ แล้วจู่ ๆ ก็กระพริบเปลี่ยนเป็นวันที่แม่จากไป รอยแผลเป็นบนข้อมือเกิดจากตอนนั้น เขาร้องไห้สุดเสียง — แต่กระจกยังเงียบเฉย เหมือนจะรับรู้แต่ไม่พูดอะไร
เสียงอขวัญเคาะหน้าต่าง “วันนี้นายดูแปลก ๆ เมินฉันอีกแล้วนะ ฉันจะเข้าไปเอง!” เธอปีนข้ามหน้าต่างเข้ามานั่งข้าง ๆ คริส เห็นเขานั่งนิ่งจึงลูบบ่าเบา ๆ
“ฉันฝันถึงแม่…” คริสพึมพำ
อขวัญนั่งเงียบ อึดอัดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนค่อย ๆ เอ่ยเสียงเบา “บางที…เงาในกระจกนั่นอาจเป็นแม่ของนายจริง ๆ ก็ได้ นายไม่กลัวหรือ?”
คริสนิ่ง ยิ้มจาง ๆ “กลัว…แต่บางทีก็เบื่อที่จะกลัว ไม่อยากหนีอีกแล้ว”
ทั้งสองนั่งเงียบ ลมเย็นโบกพัดม่านหน้าต่าง อขวัญเปลี่ยนเรื่องถามถึงเครื่องประดับที่ตลาด “เมื่อคืนหินนั้นมันเรืองแสงในฝันฉันนะ เหมือนมันส่องทางไปสู่ที่ที่เรากลัวมากที่สุด”
คริสพูดเบา ๆ “บางที…เราต้องเดินเข้าไปในความกลัวนั้นจริง ๆ ถึงจะได้รู้ว่าข้างในมีอะไรซ่อนอยู่”
เช้าวันถัดไป คริสตัดสินใจใช้หินประดับจากอขวัญแตะลงบนกรอบกระจก ครู่เดียวเงาในกระจกผุดกลุ่มแสงวูบวาบไหลวน เงาสะท้อนค่อย ๆ หลั่งน้ำตา ไล่เรียงเหตุการณ์ในอดีตผ่านภาพที่ปรับเปลี่ยนรวดเร็ว ทั้งภาพแม่ หัวเราะ ร้องไห้ โอบกอดลูกชาย และสุดท้ายจางหาย
คริสร้องไห้ ล้มลงนั่งกอดเข่าตรงนั้น อยู่นานอขวัญเข้ามาประคองข้าง ๆ เธอไม่พูดแค่กอดเขาแน่น ๆ แทนทุกสิ่ง
รวิศเปิดประตูมาเห็นลูกชายร้องไห้กับเพื่อน เขาเงียบแต่ตัดสินใจนั่งลงข้างลูก ลูบหลังลูกชายทั้งสองนิ่ง ๆ เหมือนรับรู้ว่าความเจ็บปวดในใจวันนี้ถึงปลายทางแล้ว
ในคืนนั้นเอง เงาในกระจกโบกมืออำลา—ภาพของแม่ยิ้มพร้อมดวงตาอุ่น ๆ ปรากฏก่อนจะจางหายไปและกระจกบานนั้นกลายเป็นเพียงกระจกธรรมดาอีกครั้ง
รุ่งเช้า คริสตื่นขึ้นอย่างสงบ แม้รอยแผลยังอยู่แต่แววตากลับเปลี่ยนไป เขาเริ่มพูดคุยกับพ่อบ่อยขึ้น อขวัญเองก็หัวเราะสดใสมากกว่าเดิม เมืองลอยฟ้าทอแสงจาง ๆ เหนือปุยเมฆเหมือนเปิดทางสู่วันใหม่
คริสเดินไปริมระเบียง มองสายลมหวิวหวือและกระจกเงาที่วางอยู่หน้าเตียง เขายิ้มอ่อนโยน—รู้แล้วว่าบางครั้งสิ่งที่เรากลัวคือสิ่งที่ต้องเผชิญ หนีไม่ได้ตลอดชีวิต แต่เมื่อผ่านมันไป เราจะพบกับแสงอ่อนโยนในเงามืดเสมอ