เงาสะท้อนบนขอบฟ้า
เสียงเครื่องร่อนอัตโนมัติเคลื่อนตัวผ่านเมฆหนา เงาของสตูดิโอลอยฟ้า ‘อัลติส’ ทาบลงบนกลุ่มควันบาง เฟรมยืนกอดกระเป๋าเป้แน่น ลมห้วงบนดาดฟ้าทำให้ผ้าใบคลุมรูปปั้นขยับไปมา นัยน์ตาเขามองดูเพื่อนใหม่ที่ทยอยลงจากลิฟต์กระจก — แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาทัก เฟรมรู้ดีว่าพวกเขาคงได้ยินข่าวลือเก่า ๆ เกี่ยวกับเขามาแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ซาริณ ผมหยิก หน้ากลม ใส่แว่นทรงกลมเจียมเนื้อเจียมตัว เธอเดินมาช้า ๆ ข้างเฟรม ถอนหายใจแรงกว่าลมข้างนอก “คิวบอกว่าห้องเวิร์กช็อปอยู่ชั้นล่าง นายว่าเราจะได้ลงไปวันนี้ไหม”
เฟรมยิ้มบาง ๆ “หรือบะหมี่สำเร็จรูปจะเย็นก่อน”
ทิวา ผิวเข้ม รอยยิ้มกว้าง ชี้นิ้วไปไกลๆ “นั่นไง ห้องนิทรรศการ! ครูพานักเรียนกลุ่มแรกเข้าไปแล้ว” เขาวิ่งนำไป ขณะที่เฟรมกับซาริณเดินช้ากว่าคนอื่น ๆ
เสียงรองเท้ากระทบพื้นกระจกใสกังวานทุกย่างก้าว ซาริณกระซิบเบา “บ้านนายจำได้ไหม มีเรื่องแปลก ๆ ให้ได้ยินบ่อยใช่ไหม”
เฟรมชะงัก มือเผลอกำสายกระเป๋าแน่นขึ้น “ก็มีบ้าง เหมือนกันกับที่นี่…”
เสียงบางอย่างร้าวดังแว่วมาจากห้องนิทรรศการ นักเรียนสองคนวิ่งกลับออกมา หน้าซีด เซไปชนกรอบรูปแขวนข้างผนัง รอยร้าวกระจายออกบนกระจกเหมือนใยแมงมุม ครูใหญ่เดินออกมา สีหน้าเคร่งเครียด “ขอให้นักเรียนทุกคนยังคงอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ชั้นล่างปิดชั่วคราว”
เพื่อน ๆ สบตากันเงียบ ๆ ทิวามองเฟรม แววตาเหมือนอ่านอะไรบางอย่างในใจเขาออก
ค่ำคืนแรก เฟรมนอนดิ้นในห้องใต้หลังคา ลมพัดผ่านหน้าต่างกระจกวับวาว เงาสะท้อนของเขาในกระจกข้างเตียงดูเหมือนกำลังขยับเอง เฟรมลุกขึ้นเดินไปดูใกล้ ๆ หยดน้ำหยดหนึ่งกลิ้งตกจากขอบกระจก เสียงแผ่วเบา “ช่วยด้วย…” ดังออกมาจากเงาสะท้อน หน้าตาเด็กหญิงที่เขาไม่รู้จักซ้อนเข้ามาแทนใบหน้าตัวเองชั่วขณะ เฟรมผงะแรงจนล้มลงกับพื้น หัวใจเต้นรัว
รุ่งเช้า ทิวากวักมือเรียกจากโต๊ะอาหาร อยากรู้ว่าคืนก่อนเฟรมเห็นอะไรบ้าง “หน้าซีดกว่าไข่ลวกอีก” ทิวาแซว
เฟรมส่งยิ้มแห้ง ๆ แต่ไม่ได้เล่าเรื่องเมื่อคืน ทิวาจ้องนิ่ง “ไม่สบายใจอะไร”
“นายเชื่อเรื่อง…ผี สาปแช่ง คำสาปไหม”
ทิวาหัวเราะ “ไม่นะ แต่ถ้ามีก็ขอเจอก่อนดีกว่า” เขาหรี่ตา “หรือว่า…นายเห็นอะไร รึเปล่า” ซาริณวางช้อนลง เบนมาสนใจทันที “ถ้าฝันร้าย อยากให้เล่านะ”
“ฉันไม่ได้ฝัน” เฟรมว่าเบา ๆ เสายึดผนังแวบวับในแสงเช้า เงาสะท้อนตัวเองในชั้นวางยังดูชอบกล
เสียงอาจารย์เรียกนักเรียนเข้าเรียนเวิร์กช็อป — ช่วงสายวันนี้ให้สำรวจสตูดิโอด้วยตัวเอง ทิวากระซิบ “เราไปส่วนที่ห้ามเข้าไหม”
ซาริณถอนใจ “ไม่กลัวครูว่าเหรอ” ทิวายิ้มกว้าง “กลัว แต่น่าเบื่อนี่เนอะ”
ขณะทั้งสามเลาะไปทางบันไดเวียนที่ไปยังชั้นบนสุด ประตูเต็มไปด้วยตะปูและโซ่ล่าม เฟรมยืนจ้องภาพวาดเก่าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ใกล้บันได — รูปเด็กหญิงชุดขาวตาเศร้า ในแสงไฟตกกระทบ หน้าตาในรูปเหมือนมีน้ำตาคลอ
เสียงเคาะเบา ๆ จากหลังบานภาพวาดดังขึ้น ทิวาถอนใจ “จะเปิดไหมเนี่ย” เฟรมเอื้อมมือไปแตะ เงาที่สะท้อนในตาเด็กหญิงในภาพดูเหมือนเงาของตนเอง เฟรมดึงมือกลับอย่างฉับพลัน ซาริณกระซิบ “รูปนี้ไม่เหมือนที่อื่น…”
ทั้งสามเดินเลี่ยงออกมา ทิ้งรูปนั้นไว้ ทว่ายามค่ำ เฟรมนอนไม่หลับ เสียงในกระจกข้างเตียงแผ่วดังขึ้นอีกครั้ง “ช่วยฉันด้วย…” เฟรมรวบรวมความกล้าเอื้อมไปแตะกระจก ร่างในกระจกกลับเอื้อมมาหาเขาก่อน เสียงลมหายใจดังข้างหู วูบหนึ่งเหมือนมีกระแสลมแรงพัดรอบตัว ใบหน้าของเด็กหญิงในรูปกลับโผล่ในกระจกแทนหน้าเขาเองอีก
วันถัดมา นักเรียนทุกคนตื่นสายอันเนื่องจากเสียงรุนแรงเมื่อคืน ครูใหญ่เรียกประชุมด่วน “นักเรียนภัทรหายตัวไปเมื่อคืนนี้ ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมกัน ห้ามไปที่ต้องห้าม”
ซาริณกัดริมฝีปากแน่น “ภัทรอยู่ชั้นใกล้กับนายมั้ย?”
เฟรมพยักหน้า ยอมรับเสียงแผ่ว “เมื่อคืนได้ยินเสียงในกระจก…เด็กหญิงคนนั้นร้องขอให้ช่วย” ทิวาทำหน้าไม่เชื่อ “งั้นคืนนี้เราต้องลองพิสูจน์!”
คืนนั้น ทั้งสามรวมกลุ่มกันในห้องเฟรม เปิดไฟสลัว นั่งล้อมกระจก ซาริณเอื้อมมือแตะกระจก สายลมหวิววาบทันที เงาสะท้อนเปลี่ยนเป็นทางเดินแคบสีหม่น เสียงถอดหายใจ ลมหายใจขาดห้วง ทิวาผงะถอย “นี่บ้ามั้ย…”
เฟรมสะกดหัวใจไม่ให้เต้นแรงเกินไป เสียงหญิงสาวปริศนาดังขึ้นในกระจก “ช่วยฉัน…หรือเขาจะไปไม่รอด…” ทุกคนหันมามองหน้ากันเหมือนความจริงกระแทกเข้าหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว
รุ่งเช้า ครูใหญ่มาตรวจสอบกระจกห้องเฟรมด้วยตัวเอง เห็นแต่ตัวเองในเงาสะท้อน เฟรมไม่กล้าบอกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง นักเรียนในสตูดิโอเริ่มแตกแถว ซุบซิบเรื่องคำสาปและการหายตัวของภัทร ซาริณเอ่ย “ฉันเคยได้ยินว่าปีที่แล้ว นักเรียนเคยเห็นเด็กผู้หญิงหน้าเศร้าในหอศิลป์ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุใหญ่”
ทิวาวาดลายเส้นในสมุดเล่มเล็ก เฟรมสังเกตลายเส้นเป็นภาพคล้ายภาพวาดต้องสาปบนผนัง ทิวาหยิบขึ้นโชว์ “เมื่อคืนฉันฝันเห็นเด็กคนนั้นยืนร้องไห้…”
เสียงเครื่องบินรบกวนการสนทนา เด็กนักเรียนเดินอย่างระแวดระวัง เฟรมซ่อนมือสั่นในกระเป๋า เขาเริ่มนึกถึงอดีตที่โรงเรียนเก่า ข่าวลือทำให้เขาสูญเสียเพื่อน ความรู้สึกผิดเกาะกินใจ
ซาริณพูดขึ้น “ถ้านายช่วยเด็กคนนั้นได้…จะเริ่มจากตรงไหนดี”
เฟรมนิ่งคิด “ต้องกลับไปที่รูปภาพนั้น บนบันไดเวียน”
ทั้งสามลอบขึ้นไป ประตูห้องถูกปิดและล็อกจากข้างใน ซาริณทำท่าจะถอย เฟรมรวบรวมความกล้าหยิบลวดเปิดประตู เสียงคล้ายเสียงร้องแว่วเป็นระยะ ประตูเปิดออกสู่ห้องเล็ก ๆ มืดสลัว รูปเด็กหญิงชุดขาวนั้นแขวนเด่นอยู่กลางห้อง
ทิวาเดินนำ เงาในกระจกนูนออกมาเหมือนจะหลุดออกจากกรอบ เฟรมกลั้นใจ “ถ้าใครอยู่ในนี้…ให้โผล่ออกมา เดี๋ยวนี้!”
ประตูปิดเองทันที ห้องทั้งห้องกลายเป็นสีเทา เงาสะท้อนของทุกคนในกระจกในห้องนั่นเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ซาริณร้องไห้ “เราจะออกได้ไหม”
เสียงเด็กหญิงในรูปภาพดังขึ้น “เขากําลังจะมาเอาตัวเธอด้วย ถ้าไม่ช่วยฉัน…”
เฟรมกัดฟันแน่น “เธอเป็นใคร ช่วยอะไรได้บ้าง”
เงาในกระจกชี้ไปที่ลิ้นชักในโต๊ะมุมห้อง ทิวาวิ่งไปเปิด พบสมุดภาพเก่าในนั้น เฟรมเปิดดู มีแต่ภาพวาดเด็กหญิงร้องไห้ชื่อว่า “ศรัญญา” และภาพเด็กชายอีกคนยิ้มแย้มแทบทุกภาพ แต่ภาพสุดท้ายสีแดงข้อความว่า “เขาหายไป”
เสียงครูใหญ่กระหึ่มเข้ามาจากนอกห้อง “เกิดอะไรขึ้นในนั้น!”
เฟรมตะโกน “ขอเวลาอีกนิด!”ในใจเขาสับสนสุดขีด ทิวาใจร้อน “ทำไงดีล่ะ”
ซาริณอ่านบันทึกในสมุด “ศรัญญาเป็นศิลปินรุ่นแรกของที่นี่ ตายเพราะถูกใส่ร้ายในคดีบางอย่าง… เด็กชายในรูปคือเพื่อนของเธอ แต่เขากลับเป็นต้นเหตุให้เธอถูกไล่ออก!”
เฟรมสั่นเป็นลูกนก ทิวาตบไหล่ “เหมือนนายเลยไหม เรื่องข่าวลือ…”
จู่ ๆ เงาในกระจกกลายเป็นมัวหม่น พาความเย็นยะเยือกเข้ามา เสียงร้องไห้ก้องห้อง “ช่วยฉัน…ยกโทษให้ฉันเถอะ…”
เฟรมเดินตรงไปที่กระจก เธอเงียบเสียงสนิท หยดน้ำตาในตาเขากับเธอสะท้อนกัน ซาริณกับทิวาเกาะแขนเขาไว้ เฟรมพูดช้า ๆ “ถ้าเธอไม่ได้ทำผิด แล้วใครคือคนผิดจริง ๆ”
เสียงเงาในกระจกตอบ “อดีตเปลี่ยนไม่ได้ ฉันแค่อยากให้ใครสักคนเข้าใจ… ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป…”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบเข้ามาจากชั้นล่าง นักเรียนแตกตื่น เฟรมรวบรวมความกล้า “ฉันให้อภัยเธอ แค่เธอให้อภัยตัวเองพอ…”
ทันใดนั้น เงาในกระจกค่อย ๆ สลายกลับเป็นแค่เงาสะท้อนปกติ อากาศกลับมาอุ่นและปกติ ซาริณร้องไห้เบา ๆ “จบแล้วใช่ไหม…”
เสียงประตูถูกเปิดโดยครูใหญ่ ทุกคนกลับออกมาได้ ทิวาส่งสมุดวาดคืนให้ครูใหญ่ “ควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย”
อีกหลายวันต่อมา เฟรม ทิวา และซาริณเดินกลับไปดูที่ห้องวาดรูป เงาสะท้อนในกระจกกลับเป็นเพียงเงาธรรมดา แต่บางครั้ง ขณะที่พวกเขาระบายสีท้ายชั่วโมง เงาของเด็กหญิงชุดขาวนั้นแวบผ่านสายตา สีหน้าเธอสงบขึ้น
เฟรมยิ้มอย่างสบายใจ ยอมรับอดีต ไม่ปล่อยให้ข่าวลือหรือความผิดพลาดเก่าพรากเขาจากมิตรภาพใหม่อีกต่อไป