รอยน้ำในกระจกเงา
เสียงน้ำหยดจากสายไฟเก่าภายในบ้านสองชั้นริมขอบเมืองผ่านหุบเขาสลัวคืนนั้น ดังก้องเคล้าเสียงลมกระโชกหน้าต่าง บรรยากาศชื้นแฉะคล้ายกำลังถูกฝูงสายหมอกบดทับ น้ำค่อยๆ ซึมเข้าผนัง ถึงแม้จะพยายามปิดกั้นเสียงแล้วแต่ก็ไม่อาจกลั้นหัวใจจากความรู้สึกกระวนกระวายได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"พ่อ…น้ำหยด…" เสียงเด็กชายดังลอดประตู แสงไฟแค่ริบหรี่ โสภาในชุดนอนสีซีดเงยหน้าจากจานใส่วิญญาณที่เคยวางอยู่บนหิ้งพระมองสามีผู้จมอยู่กับอ่างน้ำในห้องครัว เขาเดินตรงไปที่ลูกชาย จับไหล่เขาเบา ๆ
"ไม่เป็นไรนะ อันต์ แค่สายน้ำเก่า ช่างจะมาแก้พรุ่งนี้" พรเทพตอบเสียงแห้งขณะที่มองลูกน้อยตรงหน้า รอยแผลจาง ๆ ที่แขนของอันต์ยังช่วยเตือนจิตใจตนเองว่าเคยสูญเสียอะไรไปก่อนหน้านี้ หัวใจพรเทพสั่นเทาเองทุกค่ำคืน แต่มือก็ยังลูบศีรษะลูกชายเหมือนเคย
อันต์ลังเล เขาเลื่อนมือเช็ดน้ำตาด้วยมือเสื้อพลางหันไปมองกระจกเงาบานใหญ่ตรงบันได "พ่อ…เมื่อคืนในกระจกมัน…มีคนอยู่ข้างหลังนะ"
พรเทพนิ่งงัน ถ้าเป็นเมียเขาคงปิดกระจกลงไปนานแล้ว แต่นี่เป็นกระจกที่พ่อสั่งแกะสลักมาจากเมืองเหนือ รูปเถาวัลย์พันรอบขอบ "เป็นไปไม่ได้หรอกลูก" เสียงพรเทพแผ่วเบา มีคำตอบอยู่ข้างในที่ตัวเองยังไม่กล้ารู้
เสียงน้ำยังคงหยดทีละเม็ด จากนั้นเสียงขูดขีดบนกระจกทำให้อันต์ตัวสั่น "มันมีอะไรอยู่ข้างหลังจริง ๆ พ่อ!"
โสภายืนกรานจะปิดผ้าคลุมกระจก แต่พรเทพคว้ามือไว้ "ถ้ามีอะไร…มันก็จะส่องสะท้อนกลับมาให้เราเห็นเอง"
คืนแรกผ่านพ้นอย่างร้อนรน เหงื่อของครอบครัวไหลพรากท่ามกลางอากาศเย็น เอื้อมถึงแค่กันและกันแต่ไม่ถึงอดีตที่ตามหลอกหลอน
เช้าวันถัดมา อันต์เดินไปโรงเรียนโดยที่มือยังกำผ้าเช็ดหน้าสีขาวแน่น โสภาพยายามส่งยิ้มแต่ดวงตาเธอหม่นเศร้า "อย่ามองกระจกถ้าไม่จำเป็นนะลูก"
"แต่ถ้าต้องการถาม…เงาจะตอบไหมแม่?"
โสภาพยักไหล่ ไม่ตอบ เธอเดินไปล้างถ้วยในอ่างครัว จากกระจกแผงหนึ่งที่แขวนเหนือซิงค์ น้ำหยดลงอ่างดังเปาะแปะ แล้วภาพสะท้อนกะพริบวูบวาบ ทันใดนั้นมีมือเด็กคล้ายอันต์แตะกระจกจากด้านใน แต่ในบ้านมีแต่ตัวเอง
โสภาหันขวับ น้ำตาไหลออกมา ก่อนเธอจะเช็ดอย่างรวดเร็วและบอกตัวเองว่านั่นเป็นแค่เงาตาของตนเองเท่านั้น
คืนนั้นอันต์ฝันร้าย เขาเห็นตัวเองถูกดูดเข้าไปในกระจกและจมหายไป เจอชายเสื้อคลุมดำยืนรอพร้อมยื่นมือตรงมา เสียงกระซิบว่า "อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็น…อดีตของพวกเจ้ายังไม่ถูกชำระ"
อันต์สะดุ้งตื่นกลางดึก เหงื่อท่วมหน้าผาก เสียงฝนเทลงหลังคาจนเกิดความเงียบประหลาด เขาลุกจากที่นอน เดินถวายเทียนที่หิ้งพระ แต่เดินกลับไปมองกระจกแล้วก็พบตัวเองในเงาสะท้อนมีรอยน้ำเปื้อนเป็นริ้วแปลก ๆ ราวคล้ายเขียนข้อความ
"แม่…พ่อ…ในกระจกมันมีรอยน้ำ" เขากระซิบออกมา แต่ไม่มีเสียงตอบนอกจากเสียงฝนกับลมกรรโชกขวางชั้นล่าง
เช้าวันต่อมา บ้านทั้งหลังตื่นตระหนกเมื่อข้าวของบางส่วนถูกเคลื่อนย้าย มีรอยเท้าเปียกโชกบนพื้นไม้ตามทางเดินจากห้องอันต์ไปถึงกระจกใหญ่
"เราต้องขายกระจกนี้ทิ้ง!" โสภาสะอื้น เธอเดินกอดลูก tightly "ฉันไม่ไหวแล้ว เทพ มันมีบางอย่างผิดปกติ…อย่าเอาลูกเราไปเหมือน…"
พรเทพเองพยักหน้าอ่อนแรง ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคาใจคือกระจกนั้นสืบเนื่องจากรุ่นก่อนของเขาและมีความผูกพันกับความตายของน้องชายตัวเองที่เคยหายตัวเมื่อยี่สิบปีที่แล้วแต่ไม่มีใครเจอศพ
คืนนั้น หลังตีกันด้วยข้อโต้แย้ง โสภากับพรเทพต่างแยกกันนอน โสภานั่งเฝ้าเตียงลูกกับเทียนสว่างจาง ๆ พรเทพนั่งที่โต๊ะอาหารในเงาสลัว เขามองกระจกในมือ เห็นภาพพ่อในเงาสะท้อนส่งสายตามาอย่างเย็นเยียบ
รุ่งเช้าฝนเริ่มซาลง ตำรวจท้องที่มาเยี่ยมเพื่อสอบถามเหตุการณ์สิ่งแปลกประหลาดในบ้านเทียนขจร "เมื่อคืนมีเสียงเด็กหัวเราะกับเสียงขูดกระจก" ตำรวจหนุ่มสังเกตอย่างไม่มั่นใจ "บ้านนี้เคยมีอุบัติเหตุอะไรไหม?" โสภามองตาเจ้าหน้าที่ "เคย…แต่เราไม่อยากพูดถึง" พรเทพเสริมเสียงแผ่ว ทว่าซ่อนบางอย่างไว้ในแววตา
ตำรวจเพ่งมองกระจกใหญ่แล้วพลันมีแสงวาบในเงาสะท้อน เขาเดินถอยหลัง น้ำขังใต้ตู้โชว์กลายเป็นรูปร่างคล้ายเด็กเอื้อมมือออกมา "พวกคุณควรออกไปพักที่อื่นสักสองสามคืน…บ้านนี้มีบางอย่างไม่ปกติ"
"แต่เราจะไปไหน เรากลัวลูกเราจะหายไปเหมือน…เขา" โสภาร้องเสียงต่ำ
เย็นวันนั้น อันต์นั่งเงียบอยู่ข้างหน้าต่าง ดูหยดน้ำกลิ้งบนกระจกก่อนค่อย ๆ เลือนไปตามแรงนิ้วที่วาดเป็นวงกลม "แม่…คนในกระจกกำลังร้องไห้…" โสภาโอบกอดลูก มือสั่นริ้ว ๆ ราวกับจับต้องความเย็นเยียบจากโลกอื่น
ค่ำวันเดียวกัน ขณะครอบครัวเตรียมออกจากบ้าน เสียงเพลงกล่อมเด็กเก่าดังแผ่วจากในห้องนั่งเล่น ทั้งสามเดินไปหยุดต่อหน้ากระจกใหญ่ ทันใดนั้นเงาฝ้าดำในกระจกขยายตัวใหญ่ขึ้น อันต์เอื้อมมือไปแตะ เงาดำยื่นมือตรงเช่นกัน
พรเทพคว้าแขนลูกไว้ "อย่า!" แต่ราวกับถูกดูดให้ขยับไม่ได้ ใบหน้าทุกคนซีดเผือด ลมหายใจติดขัด ภาพในกระจกแสดงภาพบ้านหลังเดียวกันเมื่อยังใหม่เอี่ยม มีเด็กชายสองคนวิ่งเล่นแต่เสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องค่อย ๆ จางหายไปพร้อมหมอกที่ทวีความหนา
ทันใดนั้น เกิดเสียงแตกเปรี๊ยะ กระจกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยน้ำบนผิวกระจกกลายเป็นสายเลือดไหลลงมา อันต์ร้องไห้สะอึกสะอื้น พรเทพดึงตัวลูกและภรรยาออกห่าง น้ำตาไหลอาบแก้มเพราะภาพน้องชายในอดีตฉายวาบขึ้นมา เขานั่งแน่นิ่ง สับสน สิ้นหวัง
เมื่อหมอกจาง เสียงร้องไห้ในบ้านเงียบลง กระจกแตกลงที่พื้น เผยรอยแตกรูปวงกลมใหญ่ตรงกลาง มีน้ำเย็นซึมหยดออกมา ราวกับมีบางอย่างจากอีกโลกหนึ่งหลุดรอดมาได้
หลังเหตุการณ์ พรเทพสำนึกว่าตัวเองปิดบังความผิดของตนไว้ตลอด เนื่องจากในวัยเด็กเขาเป็นต้นเหตุให้น้องชายจมน้ำในแม่น้ำหลังบ้าน เขากลัวการสูญเสียจนยึดติดสิ่งของแทนความจริงและตอกย้ำซ้ำรอยเดิมโดยไม่รู้ตัว
โสภานั่งกอดอันต์ เธอไม่พูดอะไร แค่มองสามี silently พรเทพคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าครอบครัว "ขอโทษ…ถ้าไม่ปกป้องความลับแต่แรก บางทีน้องคงไม่—"
อันต์จับมือพ่อ "ผมกลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าจะหายไปแล้วไม่มีใครตามหา แต่พ่อกับแม่ยังอยู่ตรงนี้ ผมจะไม่ไปไหนอีก"
เสียงหมอกสายฝนแผ่วลง เพื่อนบ้านผ่านมาเห็นเสียงครอบครัวร้องไห้จึงเข้ามาถามด้วยความห่วงใย ทุกคนรายล้อมช่วยปลอบประโลม ครอบครัวเทียนขจรตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ พร้อมทั้งพิธีปลดปล่อยกระจกและส่งคืนกับแม่น้ำที่เคยกลืนเด็กน้อยไป
คืนสุดท้ายที่บ้าน อันต์เดินไปแตะกระจกแตกที่ยังพิงริมผนัง "ลาก่อนนะครับ" รอยยิ้มเศร้าจาง ๆ ในดวงตาเขา สะท้อนกลับเป็นรอยน้ำสุดท้าย แล้วหมอกก็ค่อย ๆ จางหาย ทิ้งความอ้างว้างและบทเรียนที่ฝังลึกในเงาใจของทุกคน
รุ่งเช้า ครอบครัวเดินออกจากบ้านสู่อีกเมืองหนึ่ง เทียนขจรโอบลูกและภรรยาไว้แน่น ไม่เหลือความลับใด ๆ ไว้อีก แสงแดดอ่อนลอดผ่านเมฆหมอกเหนือหุบเขาอาบรอยน้ำตาอันสุดท้ายที่แห้งเหือดไปกับสายลมชีวิตใหม่