รอยสลักกลางนที
เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังก้องในคืนแรกที่ไอด้ากลับมาลงเรือข้ามฟากมายังหมู่บ้านริมฝั่ง ชายฝั่งหมอกบางลอยคลุมตลบ ผู้คนในหมู่บ้านหายหน้ากันเร็วผิดปกติ เหลือแต่แสงไฟจากประตูบ้านเล็ก ๆ เป็นหย่อม ๆ และเงามืดของไอด้ายืนเงียบอยู่ริมท่าเรือ เธอคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ถ้าเสียงเด็กวิ่งในซอยแคบ ๆ ไม่ทะลุผ่านสายฝนเข้ามา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อ้าย ไอด้า! กลับมาแล้วเหรอ?” เสียงดารา วัยสิบสามปี เด็กสาวที่ไอด้าทิ้งไว้เมื่อสามปีก่อน เธอมาพร้อมรองเท้าแตะขาดและถุงขนมถั่วร่วงจากมือ ไอด้าเหมือนถูกดึงกลับจากอดีต เธอฟังเสียงน้ำไหล ถามตนเองว่าสายฝนนี้จะชะล้างอะไรได้บ้าง
“ใช่ กลับมาแล้ว” ไอด้าตอบพลางลูบหัวเด็กด้วยฝ่ามืออุ่น ๆ ดาราทำท่างอนแต่ยิ้มตาหยีเหมือนเคย
สายฝนซา แสงสุดท้ายกรองผ่านเมฆ ริมฝั่งแม่น้ำ น้าศิริ แม่ของไอด้า ขุดข้าวกล่องที่เก็บไว้ในไหดินมาให้สองแม่ลูกกินพร้อมกัน ไอด้ามองดูมือแม่ที่หยาบกร้าน เธอรู้ว่าความเหินห่างระหว่างคนสองคนเริ่มด้วยความเงียบ
“คนหายอีกแล้ว เขาว่าพี่หมุดไปเมื่อคืน” ศิริพูดเสียงเครียด ไม่สบตา ลูกสาวนิ่งและรอคอยคำอธิบาย แต่คำถามถูกกดทับด้วยความกลัว
คืนนั้น ไอด้านอนไม่หลับ เธอย่องออกไปยังท่าน้ำ เงาของรอยสลักบนก้อนหินริมฝั่งโผล่ให้เห็นในแสงจันทร์ เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสายน้ำพูดกับเธอเอง “มาเถอะ… มองดู…”
รุ่งเช้า ทั้งหมู่บ้านแตกตื่น หญิงชราเพื่อนบ้านร่ำไห้ปึงปัง หนุ่ม ๆ วิ่งข้ามถนนดิน ไอด้ารับรู้ว่าทุกคนเคลือบแคลง และในสายตาของชาวบ้าน ไอด้ากลายเป็นคนแปลกถิ่นแม้จะกลับบ้าน
ในห้องโถงกลางของศาลาวัด ผู้ใหญ่สินจัดประชุมชุมชน กระทู้หลัก: “ใครไปเห็นอะไรในคืนที่หมุดหาย?” ทุกเสียงพาไปที่แม่น้ำ ชาวบ้านโต้เถียง บ้างว่าคนหายอีกแล้วเพราะข้ามเรือกลางดึก บ้างเชื่อว่ามีบางอย่างในน้ำ
ไอด้าเลือกนั่งเงียบอยู่มุมห้อง ขณะไวศิษฐ์ หมอผีหนุ่มใบหน้าเรียงลำ สบสายตาเธอผ่านฝูงชนแสนเงียบ ไวศิษฐ์พูดเสียงต่ำแต่ทุ้มนุ่ม “บางอย่างคอยเรียกหา” คำพูดเขาชวนให้ไอด้าขนลุก เธออยากรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้เชื่อในอะไรกันแน่
หลังประชุม ไวศิษฐ์เดินเลี่ยงผู้คนมาคร่อมจักรยาน ผ้าพันคอสีกรมท่าหลวม ๆ พันคอลวก ๆ เขามองไอด้าด้วยแววตาก้ำกึ่ง “คุณเคยได้ยินเสียงมันมั้ย?” เขาถามพลางจ้องแม่น้ำ ไอด้าเลือกความเงียบ
“บางอย่างในน้ำ จริงมั้ยล่ะ?” ไอด้ายกคิ้ว เหมือนอยากปฏิเสธ แต่เสียงกระซิบในคืนนั้นทำให้เธอลังเล
ตกค่ำ รอยสลักปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีรอยเลือดจาง ๆ ติดอยู่ ไอด้าจับหัวใจตัวเองแน่น เธอเดินเข้าใกล้อย่างระวัง ขณะนั้นเอง ไวศิษฐ์ก้าวเท้ามาประชิดหลัง “อย่าแตะต้อง” เขาเตือนเสียงขรึม กลิ่นโคลนจากแม่น้ำแตะจมูก
“ฉันไม่กลัว” ไอด้าตอบ ริมฝีปากสั่นแต่สายตาแข็งกร้าว
“ไม่เคยมีใครที่แตะแล้วเหลือกลับมา” ไวศิษฐ์ย้ำ มองไอด้านิ่ง แววตาของเขาฉายแวววิตกที่ซ่อนลึก
กลางดึก ไอด้านั่งริมหน้าต่าง ฟังเสียงน้ำไหล การรถยนต์ผ่านถนนเหงามีแค่เสียงกบร้อง กับเสียงลมหายใจตัวเธอเองในความมืด
ตอนเช้ามืด ไอด้ากับไวศิษฐ์เดินข้ามป่ารกเร้าริมน้ำเพื่อหาหลักฐาน ทั้งสองต่างระแวงกันแต่ก็ถูกดึงดูด คล้ายมีบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างต้องการซ่อน ไอด้าคลำกิ่งไม้ ใจหนึ่งคิดถึงอดีตที่พ่อของเธอเองหายตัวไปกลางแม่น้ำแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน
“คุณกลัวอะไรที่สุด?” ไวศิษฐ์ถามในขณะที่บรรยากาศระหว่างสองคนแน่นตื้อ
“กลัวว่าความจริงอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คิด” ไอด้าตอบ
ไวศิษฐ์อ้ำอึ้งไปสักพัก “ผมเองก็กลัวเรื่องเดียวกัน” เขาหลุบตาลง ราวกับซ่อนแผลเก่าของตัวเอง
เมื่อแสงอาทิตย์ขึ้นสูง ทั้งสองพบเศษผ้าของหมุดติดกับรากไม้ลอยชาย ไอด้าพยายามตั้งสติแต่สีหน้าเผยความสั่นไหว
“มันอาจยังไม่สาย” ไวศิษฐ์ปลอบ แต่แววตาจริงจัง
วันต่อมา ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยข่าวลือ เด็ก ๆ เลิกเล่นริมน้ำ หญิงชราแขวนกระทงเล็กหน้าบ้าน ไอด้าเริ่มถามคนบ้านใกล้เคียงถึงรอยสลัก เธอฟังเสียงคนแก่พูดถึง “คำสาปน้ำวน” เรื่องเล่าที่ไม่มีใครกล้าเล่าจริง
รอยสลักลึกลับกำลังขยาย ตัวอักษรแปลกประหลาด เริ่มปรากฏพร้อมคราบเลือดจาง ๆ ใต้น้ำทุกครั้งที่มีคนหาย
คืนนั้นไอด้าฝันเห็นภาพพ่อจมน้ำไปช้า ๆ เสียงผู้หญิงร้องไห้ดังจากอีกฝั่ง เธอตื่นขึ้นมากับเสียงลมแรงประหลาด หน้าต่างเปิดอ้า แม่น้ำมืดสนิท
รุ่งเช้าเธอเริ่มสงสัยในคำตอบง่าย ๆ ไอด้าสังเกตร่องรอยแปลก ๆ ใต้ท่าเรือ ก้อนหินบางก้อนขูดเป็นรอยถูกลาก เธอก้มสำรวจ เห็นเส้นผมมนุษย์ติดอยู่กับไม้ เธออาเจียนอย่างห้ามไม่ได้
ในการสืบสวนต่อมา ไอด้าและไวศิษฐ์เริ่มเข้าใกล้ความจริง เธอสังเกตเห็นไวศิษฐ์มีอาการแปลก ๆ ทันทีที่เข้าใกล้รอยสลัก เขาขอให้เธออยู่ห่าง มองลงไปเห็นเงาดำไหววูบใต้ผิวน้ำ
ที่วัดกลางหมู่บ้าน พระอาจารย์พูดถึงการ ‘รับของ’ จากแม่น้ำในคืนที่เป็นจันทร์ดับ กลุ่มคนแก่หน้าเคร่งเครียด ไอด้าพยายามถามผู้คนถึงอดีต ทุกคนหลีกเลี่ยงสายตาเธอ
คืนวันต่อมา เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ ไอด้าได้ยินชื่อของเธอโดนเรียกจากน้ำ เสียงเศร้าสร้อยและเย็นเยือก เธอกอดตัวเองแน่น จ้องแม่น้ำในคืนเงียบ ไวศิษฐ์ยืนอยู่ห่าง ๆ ราวกับรอให้เธอพูดอะไร
“มีบางอย่างต้องการให้เรายอมรับมัน” ไวศิษฐ์พูดช้า ๆ ไอด้าลังเล “แต่ถ้าเรายอมรับ มันก็จะไม่ลบ”
“แล้วถ้าเราไม่เลือกล่ะ?” ไอด้าสบตา ไวศิษฐ์นิ่ง ประโยคค้างคาในอากาศ
รอยสลักบนหินเพิ่มขึ้นเต็มท่าน้ำ ทุกครั้งที่ฝนตก กลิ่นเลือดเจือเจือน้ำ ราวกับผีร้ายถูกปลุก
คืนจันทร์ดับ ทั้งหมู่บ้านหลบในบ้าน ไอด้าตัดสินใจเดินลงท่าน้ำคนเดียว เธอหมายเปิดโปงความจริง ของการหายตัวไปทุกครั้ง เพื่อยุติวงจรแต่โบราณ รอยกระซิบในน้ำรุนแรงจวนเจียนบ้าคลั่ง
ไวศิษฐ์ตามไป ร้องขอเธอกลับ แววตาเต็มไปด้วยความกลัวและสำนึกผิด “ผมห้ามคุณไม่ได้ ผมเองก็เคยเลือกผิด”
“ถึงเวลาฉันต้องรู้ ว่าใครกันแน่ที่ทำให้พ่อหาย” เสียงของเธอชัดแน่วแน่
เงาดำค่อย ๆ ลอยเข้าหาท่าน้ำ เสียงน้ำกลอกเกลียวเป็นรูปวงแปลก เงาในน้ำนั้นมีร่างของคนหลายคนซ้อนกัน ไอด้าหยิบผ้าผืนหนึ่งที่พ่อเคยใช้ โยนลงน้ำ รอยสลักบนหินเปลี่ยนสีเลือนหาย
“ทุกคนต้องยอมปล่อยเรื่องอดีต” ไวศิษฐ์ร้องทั้งน้ำตา เขาคุกเข่าบนผืนดิน ไอด้าหยุดมอง เธอรู้ว่าเขากำลังชดใช้กับความลับบางอย่างที่เคยปกปิดไว้
น้ำในแม่น้ำสงบ ภาพในฝันของไอด้าเปลี่ยนจากการจมน้ำเป็นภาพพ่อโบกมือจากอีกฝั่ง เธอร้องไห้ กอดตัวเองแน่นไวศิษฐ์เข้ามาลูบไหล่
ฟ้าสาง หลังเหตุการณ์คืนนั้น ชาวบ้านกลับมาใช้ชีวิตปกติ แม้จะยังจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ รอยสลักบนหินไม่มีอีกต่อไปแต่กลิ่นฝังใจยังคงอยู่ ไอด้ายิ้มบางตาให้แม่ ขณะที่ไวศิษฐ์ยืนมองเธออยู่ไกล ๆ
เสียงน้ำกระซิบเงียบหายไป ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขากลัวนั้นไม่ใช่ผีในน้ำ แต่เป็นอดีตที่ยังไม่ยอมรับ ความกล้าเผชิญหน้าความจริงจึงกลายเป็นเครื่องปลดปล่อยในที่สุด